“กลัวอะไรกับหนังสือวิชาการ” คำถามจาก พวงทอง ถึงกองทัพ-กอ.รมน.

เปิดตัวหนังสือ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การเปิดตัวหนังสือ “ในนามของความมั่นคงฯ” เกิดขึ้นหลัง กอ.รมน. ขอความร่วมมือให้ระงับการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เสียงปรบมือจากผู้คนนับร้อยดังกึกก้องห้องประชุมชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามคำเชิญชวนของผู้ดำเนินรายการ

“ถ้าอยากให้กำลังใจอาจารย์พวงทอง ถ้าเห็นด้วยว่านักวิชาการควรมีเสรีภาพในการคิดและเขียนงาน ถ้าเห็นว่ากองทัพไม่ควรคุกคาม ช่วยกันปรบมือ” รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการเสวนา กล่าว

เขากล่าวว่า เสรีภาพทางวิชาการเป็นสิ่งสำคัญ และเสรีภาพของประชาชนทั่วไปเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนี้ปี 2567 แล้ว เราไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหาร กองทัพและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อาจเข้าใจผิดอยู่หรือไม่

งานเสวนา “ความมั่นคงภายใน: อำนาจของทหาร ภารกิจของประชาชน” จัดขึ้นวันนี้ (27 ก.ย.) เพื่อเปิดตัวหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” เขียนโดย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ร่วมรับฟังราว 400 คน มีทั้ง สส. สว. นักกิจกรรมการเมือง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป

รศ.ดร.พวงทอง เปิดเผยความรู้สึกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า surreal (เหมือนฝัน/เหนือจริง) ตามสมควร

“คิดไม่ถึงว่าหนังสือของดิฉันจะทำให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนได้ขนาดนี้ สนใจหนังสือกันขนาดนี้ เพราะเอาเข้าจริงแล้วการวิจารณ์กองทัพ และ กอ.รมน. เข้มข้นขึ้นในช่วง 10 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่สภาฯ ที่มีการเสนอให้ยุบ ให้เลิก หรืออธิบายว่าเป็นพื้นที่รัฐซ้อนรัฐอย่างไร แต่คนเหล่านั้นยังไม่เคยเจอ กอ.รมน. พูดจาให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวมากขนาดนี้” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

อาจารย์พวงทองยอมรับว่า มีคนเตือนหลายครั้งเวลาพูดเรื่องกองทัพหลายครั้ง แต่คิดว่าไม่เป็นไร เพราะสังคมผ่านอะไรมาเยอะแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอการคุกคามจากการเขียนหนังสือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องกลับมาทบทวนใหม่ว่า เราไม่เคยอยู่โดยปราศจากความกลัวอย่างแท้จริงใช่หรือไม่

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวว่า นี่น่าจะเป็นงานเสวนาวิชาการที่มีคนมาฟังมากที่สุดในรอบ 20 ปี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวว่า นี่น่าจะเป็นงานเสวนาวิชาการที่มีคนมาฟังมากที่สุดในรอบ 20 ปี

นายกฯ “ไม่รับรู้ไม่ได้แล้ว”

นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรียังขอใช้สิทธิชี้แจง-แก้ข้อกล่าวหาของ กอ.รมน. ที่มีต่อผลงานทางวิชาการของเธอ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • ไม่ได้ใช้เอกสารทางราชการ: หากเปิดบรรณานุกรม 28 หน้า จะพบว่าเป็นเอกสารจากกองทัพจำนวนมาก รวมถึงเอกสารหน่วยงานราชการที่ทำงานร่วมกับ กอ.รมน. ข่าวและคลิปที่ กอ.รมน. และมวลชนจัดทำและเผยแพร่เอง ทั้งหมดนี้เกิน 100 ชิ้น เกินครึ่งของเอกสารที่ใช้
  • ผิดจริยธรรม: ไม่ได้บอกว่าผิดตรงไหนอย่างไร ข้อความไหนที่บิดเบือน ถ้าพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร หรือไปลอกงานใครโดยไม่อ้างอิง แบบนั้นจึงจะถือว่าผิดจริยธรรม
  • ควรสอบถาม กอ.รมน. ก่อนว่าตีความอย่างไร: ไม่ทราบว่าใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน นักวิชาการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่ศึกษา ถ้าเห็นด้วยก็กลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้หน่วยงาน นักวิชาการย่อมมีสิทธิตีความแตกต่างจากเอกสารราชการ นั่นคือคุณค่าของงานในมหาวิทยาลัย

ในมุมมองของ รศ.ดร.พวงทอง กอ.รมน. เป็นหน่วยงานกองทัพมากกว่าเป็นหน่วยงานพลเรือน ถ้าไปดูเจ้าหน้าที่ที่นั่งในสำนักงานต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นทหารทั้งสิ้น มีแต่นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. ที่เป็นพลเรือน เชื่อว่าแม้แต่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็คงจะไม่รู้ว่าทุกวันนี้ กอ.รมน. ทำอะไร ทั้งนี้ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. ยอมรับว่า การให้สัมสื่อเป็นการตกลงร่วมกันของหน่วยงาน โดยมี รอง ผอ.รมน. ก็คือ ผบ.ทบ. เป็นผู้เซ็น ไม่ได้เอ่ยถึงนายกฯ แพทองธารว่าเป็นผู้อนุมัติ

“ดิฉันก็เชื่อว่านายกฯ ไม่รับรู้ แต่มาวันนี้ไม่รับรู้ไม่ได้แล้ว ในฐานะที่ท่านเป็น ผอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบสูงสดของ กอ.รมน. จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่รับรู้ ไม่แสดงความเห็นอะไรอย่างนั้นหรือ” รศ.ดร.พวงทอง ตั้งคำถาม

หนังสือเล่มนี้ปรับปรุงเนื้อหาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “Infiltrating Society: The Thai Military's Internal Security Affairs” (การแทรกซึมสังคม: กิจการความมั่นคงภายในของทหารไทย

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, หนังสือเล่มนี้ปรับปรุงเนื้อหาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “Infiltrating Society: The Thai Military's Internal Security Affairs” (การแทรกซึมสังคม: กิจการความมั่นคงภายในของทหารไทย

ในฐานะผู้เขียนหนังสือ “ในนามความมั่นคงภายในฯ” ยินดีรับฟังการอธิบาย โต้แย้งอย่างเป็นเหตุเป็นผลทางวิชาการ และขอให้ตัวแทน กอ.รมน. ระวังท่าทีที่ใช้ เพราะกองทัพไม่ใช่ปัจเจกชนธรรมดา และไม่ได้พูดครั้งเดียว แต่ไปออกรายการท็อปนิวส์

“ดิฉันกังวลแน่นอน ต่อให้ท่านไม่ฟ้องเอง แต่การพูดแบบนี้จะไปปลุกปั่นให้มวลชนที่นิยมทหารไปฟ้องแทนหรือไม่” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

เธอยังข้อสังเกตด้วยว่า นี่เป็น “รูปแบบที่เกิดขึ้น” ล่าสุดมีการไปฟ้องนายสุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติ จากการแชร์ URL หนึ่งของไอลอว์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยกลั่นแกล้งไปฟ้องถึงภาคใต้ ก่อความลำบาก เช่นเดียวกับการฟ้องนักวิชาการที่ทำเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัว

ในกรณีหนังสือเล่มล่าสุดนี้ เจ้าของผลงานเห็นว่า มีความพยายามจะปั่นให้เข้ากับมาตรา 112 ให้ได้ ทั้งที่ในชั้นการพิจารณารางวัลวิจัยดีเด่นจากจุฬาฯ ซึ่งมีการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คนมาอ่าน, ในชั้นการพิจารณาให้ทุนสนับสนุนการวิจัยของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ในการให้สัมภาษณ์ของโฆษก กอ.รมน. ก็ไม่มีการพูดถึงมาตรา 112 แต่คนบางส่วนในเฟซบุ๊กพยายามโยงว่าเข้ามาตรา 112 ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายที่พยายามทำร้ายกัน ภาวะแบบนี้เกิดขึ้น 10 ปีแล้วและยังมีความพยายามทำต่อไป

หนึ่งในประเด็นหนึ่งที่ รศ.ดร.พวงทอง พูดกับฝ่ายทหารในระหว่างเผชิญหน้ากันเมื่อ 26 ก.ย. คือ คุณกลัวอะไรกับหนังสือที่พิมพ์ได้อย่างมากก็ 2,000 เล่ม สมมติเล่มหนึ่งมีคนอ่าน 10 คน ขายหมด 2,000 เล่ม มีคนอ่าน 20,000 คนทั้งประเทศ เทียบไม่ได้เลยกับมวลชนที่ผ่านการอบรมของ กอ.รมน. เทียบไม่ได้เลยกับกลไกสื่อของกองทัพที่มีอยู่

“คุณกลัวอะไรกับหนังสือวิชาการที่มีคนอ่านเพียงนิดเดียว... ความกลัวอาจเกิดจากการที่ดิฉันไปแตะกล่องดวงใจของท่านโดยไม่ตั้งใจ” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

ก่อนงานเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ ร่วมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ รศ.ดร.พวงทอง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ก่อนงานเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเกอร์ ร่วมมอบพวงมาลัยให้กำลังใจ รศ.ดร.พวงทอง

“จะเสี่ยงไหม” คำถามถึงผู้คิดจะทำวิจัยเรื่องกองทัพ

ก่อนหน้านี้ กอ.รมน. ขอความร่วมมือให้ระงับการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ โดยให้เหตุผลว่าพบ “ข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อนสูง” ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด และกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรหน่วยงาน และจะประสานทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดพิจารณาเรื่องการละเมิดข้อบังคับจริยธรรมของมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง รวมถึงอาจจำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ท่าทีของ กอ.รมน. ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ ทำให้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน ได้เชิญ รศ.ดร.พวงทอง และ กอ.รมน. มาพูดคุยเรื่องดังกล่าวเมื่อ 26 ก.ย.

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. ชี้แจงว่า “อาจมีการพาดหัวที่ชวนให้เข้าใจผิด” และ “ถ้าสื่อสารไปแล้วอาจใช้คำที่ทำให้เกิดความกังวลมากเกินไป ทีมโฆษกต้องขออภัย” แต่ย้ำว่า กอ.รมน. ตรวจพบเอกสารทางวิชาการที่คลาดเคลื่อนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

เมื่อประธาน กมธ. ถามว่า กอ.รมน. เห็นหนังสือเล่มนี้เป็นงานวิจัยหรือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และยังมีความประสงค์ให้ดำเนินการด้านจริยธรรมกับ รศ.ดร.พวงทอง หรือไม่ ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่ได้ติดต่อนอกรอบกับจุฬาฯ เพื่อให้ดำเนินคดี

คำตอบของโฆษก กอ.รมน. คือ ด้านจริยธรรมก็อยากให้มีการพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นคุณก็ได้ และ “ไม่ได้มองหนังสือในเชิงลบ... ไม่ได้มองเป็นภัยคุกคาม”

พล.ต.วินธัย ออกตัวว่ารับผิดชอบเฉพาะด้านการสื่อสาร จึงไม่ทราบเรื่องว่าจะดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 หรือมาตรา 116 หรือไม่ ส่วนตัวไม่อาจจะรับปากอะไรได้ เช่นเดียวกับเรื่องการดำเนินการทางจริยธรรม ที่มีส่วนงานอื่นที่ต้องดำเนินการ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล

พล.ต.วินธัย สุวารี

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน

คำบรรยายภาพ, พล.ต.วินธัย สุวารี ชี้แจงเมื่อ 26 ก.ย. ว่า การแถลงข่าวของทีมโฆษกได้รับการอนุมัติจากผู้บัญชาการเรียบร้อยแล้ว “ถ้าสื่อสารไปแล้วอาจใช้คำที่ทำให้เกิดความกังวลมากเกินไป ทีมงานโฆษกต้องขออภัย”

ขณะที่ รศ.ดร.พวงทอง พูดสำทับในวันนี้ว่า แม้โฆษก กอ.รมน บอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเธอและหนังสือของเธอ แต่กระทบเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

“ใครที่จะทำวิจัยเรื่องกองทัพ คงต้องถามตัวเองให้มากขึ้นว่าจะเสี่ยงไหม” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

ทำไมกองทัพมีปัญหากับคำว่า “แทรกซึม”

ส่วนความเห็นของบุคคลที่ได้อ่านหนังสือ “ในนามของความมั่นคงฯ” แล้ว อย่าง ผศ.ดร.กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ใน 3 ประเด็น

หนึ่ง การนำเสนอทหารไทยในฐานะ “กลไกของรัฐในการแทรกซึมสังคม” โดยชี้ให้เห็นว่ากองทัพพยายามสถาปนาอำนาจนำในสังคม สร้างอิทธิพลที่แผ่ขยายไปนอกเหนือจากตัวบทกฎหมาย

การแทรกซึม หมายถึง บทบาท/ปฏิบัติการที่ครอบคลุมกิจกรรมในวงกว้าง นอกเหนือจากความมั่นคงแบบดั้งเดิม ใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พันธกิจและโครงการเหล่านี้แพร่หลายมากขึ้น เช่น การอบรมในโรงเรียน, โครงการสันทนาการ จัดให้พื้นที่ทหารกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว, พันธกิจทวงคืนผืนป่า, การสร้างเครือข่ายทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ ตั้งแต่นักธุรกิจถึงคนขับบิ๊กไบท์

อย่างไรก็ตามคำว่า แทรกซึม อาจถูกฝ่ายรัฐ/กองทัพมองว่าเป็นปัญหา เพราะเป็นศัพท์ที่กองทัพใช้เรียกปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม บอกว่าคอมมิวนิสต์มาแทรกซึม ล้างสมอง ชักจูงมวลชนให้หลงผิด “เมื่อรัฐมองว่าเป็นศัพท์ที่ไม่ใช่การกระทำของรัฐ แต่คือการกระทำของฝ่ายตรงข้ามรัฐ และเป็นหน้าที่ของกองทัพที่ต้องเข้าไปป้องกันและป้องปรามการแทรกซึม กองทัพจึงมีปัญหากับคำ ๆ นี้”

สอง การตีความแนวคิดว่าด้วยการพัฒนา และความมั่นคงของมนุษย์ ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับการเมืองสากล โดย “ตีความแบบผิดฝาผิดตัว” เพื่อขยายบทบาทและขอบเขตทหาร ทำให้ทหารเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาทางสังคมสมัยใหม่ กอ.รมน. รับแนวคิดความมั่นคงของมนุษย์ไปใช้ แต่ยังใช้มโนทัศน์เดิม แทนที่จะให้หน่วยอื่นนำ

สาม พลวัตรทางอำนาจการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามบริบทความขัดแย้งการเมืองไทยของกองทัพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

"สิ่งผิดปกติกลับได้รับการสรรเสริญ"

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดถึงส่วนที่เขาชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ การอธิบายว่าการที่กองทัพเข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนที่ไม่ควรเป็นกิจการความมั่นคงเลย ใช้กลไกใดในการ normalization ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปกติ และพอทำไปทำมา สิ่งที่ผิดปกติกลับได้รับการสรรเสริญเยินยอด้วย

“จากประสบการณ์การทำงานทางการเมือง 6 ปีของพวกเรา ทำให้ยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผู้เขียนระบุไว้เป็นเรื่องจริงว่า การที่กองทัพใช้เรื่องความมั่นคงมาผลักดันโครงการต่าง ๆ ในกิจการพลเรือน เป็นการแย่งชิงทรัพยากรไปจากหน่วยงานพลเรือนที่มีหน้าที่และความรู้ความเชี่ยวชาญในปัญหานั้นโดยตรง ประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงแบบทหารและแก้ไขด้วยกรอบและวิธีการแบบทหาร” ประธานคณะก้าวหน้าระบุ

ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา (2552-2566) แม้ภาพรวมงบประมาณของ กอ.รมน. จะลดลง แต่งบกำลังคนและงบการดำเนินการของ กอ.รมน. เพิ่มขึ้นกลับเพิ่มขึ้นถึง 160% และ 176% ขณะที่จีดีพีเติบโตในอัตราที่น้อยกว่า นายธนาธรจึงสรุปว่า “นี่คือการเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศ แทนที่จะได้ใช้งบประมาณต่าง ๆ ไปในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่า”

หนึ่งในรูปธรรมที่เขาหยิบยกมาพูดถึงคือ การใช้งบประมาณ 5.64 แสนล้านบาทในรอบ 22 ปี เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้ภายใต้การนำของ กอ.รมน. “ใช้งบประมาณไปมากขนาดนี้ แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้.. นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นแล้วว่าการให้กองทัพเป็นตัวนำไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา ในเมื่อทหารนำแล้วไม่สำเร็จ ก็ต้องถอยออกมา เอาพลเรือนนำได้แล้ว”

งบไฟใต้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ในตอนท้าย ประธานคณะก้าวหน้าชี้ว่า การไม่มีนิติรัฐนิติธรรม, การแต่งตั้งโยกย้ายด้วยระบบผลงานไม่เกิดขึ้น และการคอร์รัปชันในหน่วยราชการแพร่หลาย “สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบ แต่เป็นปรากฏการณ์ของระบบที่ทำให้ระบบอย่างนี้ยังดำรงอยู่ต่อไปได้”

เขาขยายความว่า ระบบนี้มีขึ้นเพื่อการสร้างเสถียรภาพให้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบมีลำดับชั้นแบบจารีตของไทย ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ภายใต้ระบบแบบปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจากการแก้ปัญหาในเชิงระบบ แน่นอนที่สุดว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการแก้ปัญหานี้

วิธีพิสูจน์ว่า “กองทัพทำงานด้วยอุดมการณ์หรือผลประโยชน์?”

รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นักวิชาการ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น อ่านหนังสือจบแล้วขอต่อยอดในทางทฤษฎี ผ่านการตั้งคำถามหลากหลายข้อ อาทิ

คำถามข้อแรก กองทัพทำงานด้วยอุดมการณ์หรือผลประโยชน์? ก่อนเฉลยวิธีพิสูจน์ที่เขาบอกว่าง่ายมากคือ กองทัพมีการเคลื่อนไหวที่ลดทอนหรือขัดแย้งผลประโยชน์ตัวเองไหม เช่น ถ้าเศรษฐกิจแย่ จีดีพีลด กองทัพยอมลดงบตัวเองแค่ไหน

ในสายตาของนักวิชาการ และที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน เห็นว่า กองทัพเป็นสถาบันที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่ว่ามีการเปลี่ยนหัวอย่างไร แต่กลไกสถาบันของกองทัพก็ยังดำรงอยู่ได้ แสดงว่ากองทัพมีความยืดหยุ่นในการแสวงหาพันธมิตรไปเรื่อย ๆ เพื่อให้อยู่ได้

คำถามอีกข้อ การเมืองแบบไหนที่รักษาการครอบงำโดยทหารได้? ทหาร นักการเมือง เทคโนแครตไทยที่ดูเหมือนเป็นคนละขั้วมีอะไรร่วมกัน ถึงสามารถธำรงรักษาสิ่งนี้ได้? เพื่อหาความสัมพันธ์กับระบบการเมือง

เขาพบจึงพบว่า ความเชื่อเรื่องเสถียรภาพเหนือการแข่งขัน และความเชื่อคนเหนือระบบ ไม่ว่ารัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหารก็อยากใช้ กอ.รมน. เพราะเชื่อว่าจะส่งคนเข้าไปคุมได้ ไปจัดการเป็นแขนขาให้ตัวเอง จึงไม่แก้ปัญหาเชิงระบบ อีกทั้งสังคมไทยยังเคยชินกับภาวะย้อนแย้ง

ในปี 2567 กำลังพลของ กอ.รมน. มี 46,000 คน จากอัตรากำลังเต็ม 49,000 คน ซึ่งใหญ่กว่าบางกระทรวง จึงไม่อาจมอง กอ.รมน. แยกจากปัญหาของรัฐราชการไทยทั้งระบบที่ขยายตัวได้ รศ.ดร.วีระยุทธ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปราชการทั้งระบบ