ความเปลี่ยนแปลงกองทัพไทยภายใต้รัชสมัย ร.10 “กษัตริย์นักการทหาร”

ทหาร

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง
    • Role, บีบีซีไทย

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “กษัตริย์นักการทหาร” โดยแท้

รัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์จักรี ที่ทรงศึกษาการทหารในต่างประเทศ ทรงรับราชการทหารหลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย และทรงสนพระทัยในกิจการทหารยิ่ง

ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2559 สาธารณชนจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกองทัพไทยในหลายด้าน

“ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพอยู่ในลักษณะที่ใกล้ชิดและตรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัย ร.9 ที่ความสัมพันธ์กับกองทัพมีระยะห่างตามสมควร มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทหารผู้ใหญ่บางคนเท่านั้น” สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับบีบีซีไทย

สุภลักษณ์ เป็นอดีตนักหนังสือพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญประเด็นความมั่นคงและการทหาร และเป็นผู้เขียนหนังสือ A Soldier King: Monarchy and Military in the Thailand of Rama X

เขาเห็นว่า ปัจจุบัน “การสร้างทหารพระราชา (Monarchization) อยู่ในความหมายที่เป็นจริงมากกว่าสัญลักษณ์” เพราะมีระเบียบ เป็นระบบ และมีความชอบธรรมทางกฎหมาย

ในหลวง
คำบรรยายภาพ, ในหลวง ร.10 ทรงได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าฟ้านักบิน” ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เพราะทรงเชี่ยวชาญการขับเครื่องบินรบและเครื่องบินทั่วไป

หน่วยงานใหม่

การเกิดขึ้นของหน่วยราชการในพระองค์เมื่อปี 2560 ด้วยการตราพระราชบัญญัติระเบียบราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และกฎหมายลูก ซึ่งริเริ่มในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือก้าวแรกของการโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นหน่วยราชการในพระองค์ในอีก 2 ปีต่อมา

กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทหารล้อมวัง” จากที่ตั้งหน่วยที่อยู่ในเมืองหลวง-เป็นหน่วยพร้อมรบ ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหม่เพื่อปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการถวายอารักษา ถวายพระเกียรติ และการรักษาความปลอดภัย

“ในหน่วยถวายความปลอดภัยฯ กฎหมายเขียนว่าพระองค์มีสิทธิมีอำนาจในการบังคับบัญชาตามพระราชอัธยาศัย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นครั้งแรก ๆ ในยุคสมัยใหม่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่กษัตริย์สามารถควบคุมและบังคับบัญชาโดยตรง ในสมัยก่อนรัฐธรรมนูญเขียนว่ากษัตริย์เป็นจอมทัพ แต่การบังคับบัญชาโดยตรงก็ไม่เกิดขึ้น” สุภลักษณ์ กล่าวและชี้ว่า นี่คือส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ราบ 1
คำบรรยายภาพ, ป้ายหน้ากรมทหารราบที่ 1 ถ.วิภาวดี ได้รับการปรับเปลี่ยนหลังถูกโอนไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์เมื่อปี 2560 ก่อนมีการเปลี่ยนป้ายอีกครั้ง

แม้ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอัตรากำลังพลของทหารราบ 1 และราบ 11 อย่างเป็นทางการ แต่ สุภลักษณ์ ประมาณการว่าน่าจะมีราว 6,000 นาย เนื่องจากแต่ละกรมมี 3 กองพัน เมื่อรวมทั้ง 2 กรม จึงเป็น 6 กองพัน โดย 1 กองพันหากบรรจุเต็มอัตราศึกจะอยู่ที่ 900 นาย เมื่อรวมกัน 6 กองพัน จึงเป็น 5,400 นาย

“ถ้าถือเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ชิด ก็น่าจะบรรจุเต็มอัตราศึก ไม่ควรปล่อยให้ว่าง อันนี้มาจากการคำนวณ” เขาบอก

คอแดง = ทหารต้นแบบ

อีกส่วนที่มีการศึกษากันมากและมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การตั้งทหารกลุ่มหนึ่งเข้าไปเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 ในยุคแรก ๆ ที่รู้จักในนาม “ทหารคอแดง” โดยถือเป็นหน่วยเฉพาะกิจ และได้ทำตัวเป็นต้นแบบให้กับทหารอื่น ๆ

“ในชั้นแรกมี 14-15 คนเท่านั้นที่ ร.10 ทรงเลือกด้วยพระองค์เองและก็ฝึกด้วยพระองค์เองที่โรงเรียน ทบ. ในวังทวีวัฒนา หลังจากนั้นในรุ่นต่อ ๆ มา ก็มีคนในสำนักพระราชวังมาคัดเลือกไปจากหน่วยอื่น ๆ” สุภลักษณ์ ระบุ

ทหารคอแดงไม่ได้เข้าไปอยู่ภายใต้สังกัดหน่วยราชการในพระองค์ แต่อยู่ในหน่วยของตนเอง มีการคัดสรร “นายทหารหน่วยก้านดี” เข้าไปฝึกใหม่เรื่อย ๆ ทำให้ “ฉก. คอแดง” กระจายอยู่ในทุกเหล่าทัพในปัจจุบัน มีตั้งแต่นายทหารระดับบังคับบัญชา ชั้นสัญญาบัตร ลงไปถึงชั้นประทวนแล้วตามการข่าวที่ สุภลักษณ์ ได้ยินมา

“ทหารคอแดง จึงเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างวังกับกองทัพอีกส่วนหนึ่ง” เขาบอก

เหตุที่เรียกนายทหารเหล่านี้ว่าทหารคอแดง เพราะพวกเขาใส่เสื้อยืดชุดฝึกสีขาวขลิบแดงที่คอและแขนเสื้อไว้ด้านในก่อนสวมทับด้วยเครื่องแบบทหาร และติดเครื่องหมายแสดงตนชัดเจนตามระเบียบ ทั้งนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบฝึกทหารคอแดง คือโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 20 วังทวีวัฒนา (รร.ทม.รอ.) สังกัดกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์
คำบรรยายภาพ, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. คนที่ 41 และรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนายทหาร “วงศ์เทวัญ” จากเส้นทางการเติบโตในวงราชการ ก่อนกลายเป็น “นายทหารคอแดง” เต็มขั้น

ความสำคัญอีกนัยของทหารคอแดงจากมุมมองของ สุภลักษณ์ คือการสลายกลุ่มก้อน-ฝักฝ่ายภายในกองทัพ จากเคยมีกลุ่ม “วงศ์เทวัญ” อันหมายถึง นายทหารที่รับราชการและเติบโตอยู่ที่กองพลที่ 1 และกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” คือนายทหารสังกัดกองพลที่ 2 โดยเฉพาะทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ที่มักเรียกขานตัวเองว่า “ทหารเสือพระราชินี” โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้แข่งขันกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ทหารไทย แต่ปัจจุบันเหลือทหารเพียง 2 ประเภทเท่านั้นคือ ทหารคอแดง กับ ทหารคอเขียว

แต่ถึงกระนั้น ที่ปรึกษา กมธ. การทหาร เห็นว่า แม้ไม่มี วงศ์เทวัญ และ บูรพาพยัคฆ์ แล้ว แต่ภายใต้คอแดงยังมีกลุ่มที่เคยมีพื้นหลังเป็น วงศ์เทวัญ หรือ บูรพาพยัคฆ์ ยังเป็นกลุ่มก้อนซ้อนกลุ่มก้อน ใช่ว่าจะหายไปเสียทีเดียว

ในสายตาของ สุภลักษณ์ การที่ทหารถูกแบ่งเป็นคอแดง-คอเขียว ได้ก่อให้เกิดปัญหาประเภทหนึ่งที่แม้ยังไม่เห็นชัดเจน แต่มีโอกาสว่าทหารทั้ง 2 กลุ่มอาจรู้สึกถึงความห่างเหินและความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์แตกต่างกันไป

“ทหารทุกคนปฏิญาณตนว่าจะปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นสิ่งที่เขาควรได้รับก็คือความใกล้ชิดกับสถาบันฯ คล้าย ๆ กัน แต่นี่มีกลุ่มหนึ่งใกล้ชิดและอีกกลุ่มไม่ใกล้ชิด และทำให้เกิดสภาวะแปลกแยกในหมู่ทหาร” เขากล่าว

ผู้บัญชาการโดยตรง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ จอมทัพไทย มีกองกำลังส่วนพระองค์ เพราะกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการตั้ง “กองเสือป่า” ในปี 2454 โดย ร.6 ทรงเป็นสมาชิกกองเสือป่าหมายเลข 1 และทรงเป็นผู้บัญชาการด้วยพระองค์เอง กองกำลังเสือป่าได้รับการทะนุบำรุงรักษาเป็นพิเศษ เพราะทรงมีพระประสงค์ให้หน่วยนี้เป็นต้นแบบของการเป็นทหารทั้งปวง

ร.6

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในหลวง ร.6 มีพระบรมราชาธิบายเรื่องเสือป่าว่ามีลักษณะคล้ายทหารรักษาดินแดนของอังกฤษ (Territory Army) ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของทหาร- โดยเฉพาะในยามศึกสงคราม แต่กองทหารรักษาดินแดนของอังกฤษขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ขณะที่กองเสือป่าขึ้นตรงต่อในหลวง

“ร.6 เหมือนกับรัชกาลปัจจุบันอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นทหาร เรียนวิชาทหารมาจากประเทศตะวันตก ดังนั้นจึงต้องการจะสร้างแบบแผนของทหารแบบใหม่ซึ่งพระองค์ได้เรียนมาว่าทหารที่ดีควรจะเป็นอย่างไร แต่ผลในทางกลับกันก็คือแล้วคนที่ไม่ได้มาที่นี่ล่ะ คนอื่นล่ะ เขาไม่ได้ทำหน้าที่หรอกหรือ สภาวะแปลกแยกอันนี้เรายังไม่เห็นมากมายนัก แต่ว่าพูดกันตามตรรกะแล้ว มันมีสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาที่ สุภลักษณ์ เล็งเห็นคือ การบังคับบัญชา จัดการ ควบคุม และระบบงบประมาณ ซึ่งแต่ละปีรัฐสภาได้จัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการในพระองค์ราว 8,000-9,000 ล้านบาท โดยมีกองกำลังทั้ง 2 กรมรวมอยู่ด้วย

“เราไม่รู้ว่าการเลื่อน ลด ปลด ย้าย การโปรโมท การดีโมทเป็นอย่างไร การใช้งบประมาณจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครกล้าถาม พูดง่าย ๆ ว่า สส. ไม่กล้าถาม นอกจากนี้ยังมีงบมีอีกส่วนที่กองทัพต้องจัดให้เพื่อถวายความปลอดภัยให้กับสถาบันฯ ทำให้มีงบประมาณซ้ำซ้อนในการถวายความปลอดภัยและการรักษาความมั่นคงให้สถาบันฯ” ที่ปรึกษา กมธ. การทหาร ให้ความเห็น

สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นหน่วยราชการในพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการด้วยพระองค์เอง และมีรองผู้บัญชาการคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี

บทบาท องคมนตรี ในยุค ร.10

พล.อ.สุรยุทธ์

ที่มาของภาพ, Royal Office

คำบรรยายภาพ, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี เมื่อ 2 ม.ค. 2563 ภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ 26 พ.ค. 2562

ปัจจุบันมีประธานและองคมนตรีครบ 19 คนตามรัฐธรรมนูญ โดย 10 ใน 19 คน เป็นนายทหารเกษียณยศพลเอก มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตองคมนตรียุครัชกาลที่ 9 ขึ้นเป็นประธานองคมนตรียุครัชกาลที่ 10 ต่อจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี 2 แผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม บทบาทขององคมนตรีในรัชสมัยปัจจุบันมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับสมัย ร.9 แม้กฎหมายจะเขียนไว้ดังเดิม-ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม

สุภลักษณ์ วิเคราะห์ว่ามาจาก 2 สาเหตุหลัก

  • ความสืบเนื่องของคนเก่ายังคงอยู่ ถ้าคิดแง่ตรรกะง่าย ๆ “เจ้านายองค์ใหม่ก็อาจจะรู้สึก พูดว่าไม่สะดวกใจที่จะใช้งาน หรือให้คำปรึกษาหารือกับคนที่เคยรับใช้รัชกาลเก่าถึงแม้จะมีความเกี่ยวดองกันในทางสายเลือดก็ตาม”
  • ประธานองคมนตรีคนปัจจุบันไม่ได้มีเพื่อนมากในกองทัพ ไม่ได้มีบารมีสูงมากในกองทัพ เทียบเท่ากับ พล.อ.เปรม ซึ่งถือเป็น Godfather ของกองทัพไทย “ทุกคนก็เป็นลูกป๋าทั้งสิ้น แต่ไม่มีใครเป็นลูกบิ๊กแอ้ด (พล.อ.สุรยุทธ์) เลย บิ๊กแอ้ดเติบโตภายใต้ร่มธงของป๋าเปรม เมื่อสิ้นป๋าเปรมแล้ว บารมีนั้นก็ไม่อยู่ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่สามารถสร้างบารมีด้วยตนเองได้ เพราะฉะนั้นมันทำให้ถ้าหากกษัตริย์จะต้องปรึกษาใครที่จะใกล้ชิดกองทัพ ก็เลือกคนมาจากกองทัพเลยดีกว่า”
พล.อ.ณรงค์พันธ์

ที่มาของภาพ, Royal Thai Army

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. และ ผบ.ฉก.ทม.รอ. 904 นำนายทหารชั้นนายพลจำนวน 179 นาย ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 เมื่อ 3 ต.ค. 2565

ประเด็นที่ สุภลักษณ์ ตั้งไว้เป็นข้อสังเกตสำคัญคือ คนที่ถูกเรียกเข้าไปใกล้ชิดจะอยู่ใน “ส่วนที่ใกล้กว่า” ยิ่งกว่าการไปสังกัดสำนักงานองคมนตรี ดังนั้นจึงเห็นคนอย่าง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. คนที่ 41 เข้าไปเป็นรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ส่วน พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ อดีต ผบ.ทบ. คนที่ 42 ก็เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ ในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

ทั้ง พล.อ.อภิรัชต์-พล.อ.ณรงค์พันธ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ. 904) ในขณะเป็น ผบ.ทบ. และได้รับการโปรดเกล้าฯ รับโอนตัวเข้าสังกัดหน่วยราชการในพระองค์ก่อนเกษียณอายุราชการ 15 วัน

ถ้าย้อนไปสมัย ร.9 องคมนตรีถือเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อรูป “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” หรือ “เครือข่ายในหลวง” (Network Monarchy) โดยเฉพาะในยุค พล.อ.เปรม ที่เน้นการทำงานในเชิงอุดมการณ์ ใช้ซอฟต์พาวเวอร์มากกว่าฮาร์ดพาวเวอร์

มาถึงคณะองคมนตรียุคปัจจุบัน สุภลักษณ์ คาดการณ์ว่า คงต้องรอจนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี จะทำหน้าที่เหมือน พล.อ.เปรม ได้ จึงจะถึงวันที่สำนักงานองคมนตรีถูกนับเข้ามาเป็นเครือข่ายที่พร้อมปฏิบัติการ “ตอนนี้เป็นเครือข่ายที่ยังไม่ถูก activate (กระตุ้น) ขึ้นมาเต็ม capacity (ศักยภาพ)”

พล.อ.ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Royal Office

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในช่วงที่มีการผลัดแผ่นดิน ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ภายหลังพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2566

การแปรบุคคลรอบข้างให้เป็นทหาร

ร.10 ทรงชื่นชอบให้บุคคลรอบข้างเป็นทหาร (Militarizing) ซึ่ง สุภลักษณ์ วิเคราะห์ว่า อาจเพราะทรงเป็นทหาร “เพราะฉะนั้นก็ปรารถนาจะใช้วิธีการแบบทหารเพื่อฝึกระเบียบวินัยและความจงรักภักดีต่อคนที่ใกล้ชิด”

“เป็นในเชิงสัญลักษณ์ว่าการควบคุมด้วยการให้ชั้นยศ คือทุกคนถ้าพูดว่าตัวเองเป็นทหาร สิ่งแรกที่ต้องปฏิญาณคือการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ ปกป้องราชบัลลังก์ เป็น mission (ภารกิจ) แรกที่ทหารไทยต้องทำ แม้แต่สุภาพสตรีก็ต้องมีหน้าที่”

“มันมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้ยศ เขาก็ต้องเอายศออกหน้าเวลาเขาพูดชื่อ ฉะนั้นสิ่งนี้เป็นการสร้างเกียรติให้เขา เพื่อให้เขารู้ว่าเขาได้รับพระราชทานสิ่งนี้จากกษัตริย์โดยตรง อันนี้เป็นในเชิงจิตวิทยาด้วย นอกเหนือไปจากว่ามันมีความหมายต่อทั้งตัวคน ๆ นั้น และมีความหมายต่อสังคมที่เราจะเห็นว่ากษัตริย์เป็นทหาร ทุกคนที่อยู่แวดล้อมพระองค์เป็นทหาร และก็ใช้ระเบียบวินัยแบบทหารในการสื่อสารกัน” เขากล่าว

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในหลวงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และพระราชทานพระยศเป็น พลโทหญิง เมื่อ 2 ก.ค. 2567

ตำรวจสายวัง

เมื่อข้ามไปดูเหล่าสีกากีที่ดูเหมือนจะมีการขยายเครือข่ายราชสำนักเข้าไปสู่ตำรวจด้วย สุภลักษณ์ เห็นว่า ตำรวจเป็นอะไรที่เบลอ จากโครงสร้างที่สับสน และความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนและคลุมเครือผ่านตัวบุคคลมากกว่า

ก่อนหน้านี้เคยมี “ตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904” อยู่ภายใต้หน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยถวายพระองค์ แต่เกิดความสับสนกับ “ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904” และยังมี “ตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904” สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีการเปลี่ยนชื่อหน่วยเป็น “กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ” อยู่ภายใต้ บช.ก. ดังเดิม

แต่อีกประเด็นที่เขามองว่าสำคัญคือ ตำรวจอยู่ใกล้ชิดนักการเมืองและประชาชน และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายใน อาชญากรรม และผลประโยชน์มากมาย ทำให้ตำรวจถูกยื้อยุดฉุดแย่งจากหลายกลุ่ม

“ตำรวจที่บอกว่าเป็น ‘ตำรวจวัง’ มี nature (ธรรมชาติ) ของเส้นสายความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงสถาบันเมื่อเปรียบเทียบกับทหาร ดังนั้นเราจะเห็นการต่อสู้ของตำรวจที่มีการอ้างถึงนามสกุลที่แตกต่างกันกับคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนนามสกุลนั้น ก็เกิดการต่อสู้กันขึ้นมา”

คำถามที่ สุภลักษณ์ โยนทิ้งไว้คือการมีตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้าไปใกล้ชิดกับ “ส่วนที่เรามองไม่เห็นและตั้งคำถามไม่ได้” จะนำไปสู่ปัญหาอะไร จากแต่ก่อนนักการเมือง/นายกรัฐมนตรีเป็นคนตั้งตำรวจ สภาสามารถถามได้ แต่ปัจจุบันมีสิ่งที่ต่างออกไป

ความท้าทาย

เมื่อให้เจ้าของผลงานเขียน A Soldier King พูดถึงทิศทางและความท้าทายในเกลียวสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพ สุภลักษณ์ มองว่า แนวคิดเรื่องพลเรือนเป็นใหญ่คงจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย แม้ในหลักการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง-ได้รับอาณัติจากประชาชน ควรมีอำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ เพราะกองทัพต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณและอัตรากำลังจากรัฐบาลก็ตาม แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของสถาบันฯ กับกองทัพใกล้ชิดกันขนาดนี้ จนกลายเป็นหุ้นส่วนกัน

“ในภาษาของผมคืออยู่ใน Nexus อยู่ในกล่องอันนี้ที่มีความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายซึ่งไม่เท่าเทียมกันหรอก ฝ่ายหนึ่งเป็น senior partner (หุ้นส่วนหลัก) อีกฝ่ายเป็น junior partner (หุ้นส่วนรอง) แต่ทั้งหมดนี้ operate (ปฏิบัติการ) และมีอำนาจเหนือการเมือง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการใช้ทรัพยากรของชาติ การใช้งบประมาณของชาติ อัตรากำลัง ความใหญ่โตเทอะทะ หรืออะไรก็ตามแต่ในกองทัพมันจะขยายตัวไป”

ความพยายามปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย-ให้มีขนาดเล็กลง-ให้รัฐบาลพลเรือนบังคับบัญชาได้เต็มที่ จึงห่างไกลจากความจริงไปเรื่อย ๆ เขาสรุป

สุภลักษณ์

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สุภลักษณ์ ชี้ว่า ชาติจะเป็นเอกภาพได้ต้องมีศัตรู ตอนนี้ “มีความพยายาม identify ศัตรูที่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อชาติโดยตรง”

เช่นเดียวกับการทำให้ทหารถอยห่างจากการเมือง-เพิ่มความเป็นประชาธิปไตย ตามที่เคยมีพูดกันในสังคม ก็ดูเหมือนจะ “เป็นไปได้ค่อนข้างยากลำบาก” เนื่องจากทหารมักอ้างว่ามีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังก์

สุภลักษณ์ สังเกตเห็นว่า ทหารเริ่มให้คำจำกัดความ “ศัตรูของชาติ” เป็นคนที่ต่อต้านตัวเองบ้าง ต่อต้านราชบัลลังก์บ้าง ทั้งที่มันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ถูกป้ายสีกันง่ายเหลือเกิน ในอดีตหน้าที่หลักของกองทัพคือปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก ปัจจุบันเรามองไม่เห็นภัยภายนอกที่เกิดขึ้นชัดเจนเท่ากับภัยภายในที่ทหารพยายาม identify (ระบุ) เช่น กลุ่มเยาวชนที่อาจจะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ บ้าง กลายเป็น “ภัยคุกคามของชาติ” หรือ “กบฏ” ใครที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็กลายเป็น “ล้มล้างการปกครอง”

“จากเรื่องที่มันเล็ก ๆ ถูกขยายใหญ่ จากเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามก็กลายเป็นภัยคุกคาม มันเหมือนเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมให้การใช้ทรัพยากร ให้การ mobilize (ระดมกำลัง) คนเพื่อปกป้องจากภัยอันนี้ มันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมันมากกว่าความเป็นจริงแล้ว คนที่เป็นศัตรูของชาติปัจจุบันเป็นศัตรูเทียม ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ justify (สร้างความชอบธรรม) การอยู่ของโครงสร้างแบบนี้ให้เจริญต่อไป” เขากล่าวทิ้งท้าย

คำบรรยายวิดีโอ,