งานวิจัยดีเด่นของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ กลายเป็น “ภัยคุกคาม” กอ.รมน. ไปได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/ BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การ “ขอความร่วมมือ” ให้ระงับการจำหน่ายหนังสือของนักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ทหารไทยถูกตั้งคำถามเรื่องการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ
หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” เป็นผลงานของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อ้างว่า “มีข้อมูลในลักษณะที่เป็นเท็จ” ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด และกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรหน่วยงาน และจะประสานทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดพิจารณาเรื่องการละเมิดข้อบังคับจริยธรรมของมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง รวมถึงอาจจำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป
บีบีซีไทยประมวลข้อมูลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันที่ผ่านมา และพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาคำตอบว่า “งานวิจัยดีเด่น” กลายเป็น “ภัยคุกคาม” กอ.รมน. ไปได้อย่างไร
ที่มาที่ไปของหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายในฯ”
หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดยผู้เขียนได้ปรับปรุงเนื้อหาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “Infiltrating Society: The Thai Military's Internal Security Affairs” (การแทรกซึมสังคม: กิจการความมั่นคงภายในของทหารไทย) ตีพิมพ์โดยสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา-ยูซฟ อิชัค (ISEAS-Yusof Ishak) แห่งประเทศสิงคโปร์ในปี 2564
พวงทอง ใช้เวลา 2 ปีในการนั่งเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ และทำให้เธอได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น สาขาสังคมศาสตร์ จากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ 2566
Infiltrating Society ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดของปี 2022 (ปี พ.ศ. 2565) จาก Foreign Affairs วารสารวิชาการที่ทรงอิทธิพลในด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผลงานวิชาการที่ พวงทอง ใช้ยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยแห่งจุฬาฯ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 แล้ว ปัจจุบันกำลังรอการโปรดเกล้าฯ
นักรัฐศาสตร์รายนี้เห็นว่า “คนไทยควรได้มีโอกาสเข้าถึงงานวิจัยชิ้นนี้” จึงเขียนออกมาเป็นหนังสือภาษาไทย และบอกด้วยว่า เป็นงานที่ “ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจให้มากที่สุดก็ว่าได้”
“ผู้เขียนพบว่างานชิ้นนี้ให้ความสุขแก่ผู้เขียนมากกว่าการได้ยศถาบรรดาศักดิ์ทางวิชาการใด ๆ แน่นอนว่าผู้เขียนยังใฝ่ฝันต่อว่าหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้กับผู้คนในสังคมไทย รวมทั้งช่วยขยายฐานทางปัญญาของสังคมไทยให้เติบโตต่อไปได้ด้วย” พวงทอง บรรยายไว้ตอนหนึ่งในคำนำผู้เขียน
จุดมุ่งหมาย-ข้อค้นพบหลักในงานวิจัย

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI
จากการสังเกตเห็น “ปรากฏการณ์ทางการเมืองอันไม่ปกติ” ที่ชัดเจนขึ้นหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ พวงทอง เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับ “กิจการความมั่นคงภายในของกองทัพ” จึงได้เวลาที่นักรัฐศาสตร์แห่งรั้วจามจุรีจะเริ่มต้นค้นคว้าวิจัย
หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไม่ถึงเดือน คสช. ประกาศ “ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า” และขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 ส่งผลให้ผู้คนกว่าพันครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ต่อมาในเดือน ส.ค. 2557 มีการออก “แผนแม่บทป่าไม้” ตั้งเป้าหมายเรียกคืนพื้นที่ป่า 2 ล้านไร่
คำถามวิจัยของเธอจึงแจ่มชัด “ทำไมทหารเข้ามายุ่งกับกิจการที่ไม่ใช่เรื่องทหาร” ก่อนพบว่า “กอ.รมน. เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้”
งานวิจัยของ พวงทอง แบ่งขอบเขตการศึกษา ครอบคลุมปฏิบัติการของกองทัพใน 3 ช่วงเวลา ตั้งแต่ กอ.รมน. ถือกำเนิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อหาคำตอบว่านิยาม “ภัยคุกคามของชาติ” เปลี่ยนไปอย่างไร และภารกิจการป้องกันความมั่นคงเป็น “ความมั่นคงของใคร และเพื่อใคร”
- ช่วงปฏิบัติการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นช่วงเกิด “แนวการเมืองนำการทหาร” และใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง โดยมีการก่อตั้ง กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ในปี 2508 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน.
- ช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ (รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ปี 2520-2523 ถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปี 2523-2521) ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) พ่ายแพ้ และมีการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 และ 65/2525
- ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ต่อเนื่องมาถึงรัฐประหาร 2557 ซึ่งมีการเกิดขึ้นของ “ระบอบ คสช.”
ข้อค้นพบหลักของงานวิจัยนี้คือ ไม่ใช่การป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ แต่คือภารกิจการป้องกันความมั่นคงภายในประเทศต่างหากที่เป็นสารัตถะ เป็นเหตุผลของการดำรงอยู่ของกองทัพไทย “ความมั่นคงภายในคือภารกิจหลักของกองทัพ และเป็นเหตุผลที่ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของกองทัพออกไปอย่างกว้างขวางนับแต่ยุคต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ หากไม่มีภารกิจความมั่นคงภายในนี้แล้ว กองทัพไทยแทบไม่มีภารกิจสำคัญอะไรเหลืออีกเลย ซึ่งหมายความต่อว่างบประมาณและกำลังพลจำนวนมหาศาลควรถูกตัดลดลงด้วย”
ทหารไทยกังวลอะไร
กอ.รมน. ขอความร่วมมือในการระงับการจำหน่ายหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายในฯ” โดยอ้างว่า “มีข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อนสูง” และ “มีข้อมูลในลักษณะที่เป็นเท็จ” ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด และกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรหน่วยงาน
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. เป็นผู้ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 14 ก.ย. แต่ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่า เนื้อหาส่วนไหนเขาเห็นว่ามีความเคลื่อน เพียงแต่แจกแจงหลักการว่า กอ.รมน. เป็นส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ โดยมีบุคลากรในการปฏิบัติทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาความมั่นคง
คำชี้แจงของนายพลรายนี้ เกี่ยวกับบทบาทของ กอ.รมน. สรุปสาระสำคัญได้ว่า
- รัฐต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ใช้กองทัพเข้ามาสนับสนุนฝ่ายพลเรือนมานานแล้ว อีกทั้งในปัจจุบันไม่มีหน่วยงานราชการใดในประเทศที่มีอำนาจอิสระอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของรัฐบาล
- การกำหนดนโยบายความมั่นคงและนโยบายกระทรวงกลาโหม เป็นเรื่องในระดับรัฐที่มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานพลเรือนที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ระดับกองทัพ หรือ กอ.รมน. จะกำหนดเองได้
- แผนงานโครงการที่กล่าวอ้างว่าเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมไทยนั้น ล้วนแต่ได้รับมอบจากรัฐบาล สมช. และกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนและทบทวนทุกปีตามขั้นตอนความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นอกจากการเคลียร์ภาพลักษณ์ให้องค์กร คำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.วินธัย คล้ายพุ่งเป้าโจมตีไปที่ตัวนักวิชาการเจ้าของผลงานผ่านการให้คำจัดกัดความ “6 ไม่” โดยระบุว่า กอ.รมน. ได้ทำการตรวจสอบ พบว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวไม่ได้มีคุณวุฒิการศึกษาและไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงโดยตรง, ไม่ได้รับผิดชอบให้ทำการสอนในเรื่องดังกล่าว, ไม่มีผลงานทางวิชาการในด้านความมั่นคงปรากฎให้เห็นมาตามลำดับ, ไม่ได้ทำการศึกษาวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัย แต่ใช้วิธีการเลือกนำข้อมูลเฉพาะที่สนับสนุนแนวคิดตนเองที่ตั้งไว้แล้วนำมาเป็นข้อสรุปขึ้นเอง, ไม่ได้มีการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงาน เช่น กอ.รมน. หรือกองทัพโดยตรง, ไม่ได้ทำการศึกษากฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการปฏิบัติราชการ
“จึงเกิดเป็นข้อสรุปย่อยที่เป็นเท็จจำนวนมาก นำมาสู่ข้อสรุปในภาพรวมถึงการแทรกซึมของกองทัพ โดยมี กอ.รมน. เป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมสังคมไทย”
วินธัย ระบุ “ไม่คุกคามเสรีภาพวิชาการ-ไม่ได้ด้อยค่า พวงทอง”
คำถามที่เกิดขึ้นคือ “งานวิจัยดีเด่น” กลายเป็น “ภัยคุกคาม” กอ.รมน. ไปได้อย่างไร
พล.ต.วินธัย ปฏิเสธกับบีบีซีไทยว่า “ไม่ได้คุกคามอะไรเลย” กอ.รมน. สนับสนุนงานวิชาการอยู่แล้ว และได้จัดสัมนาทางวิชาการเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และการจัดรูปองค์กรของ กอ.รมน. ไป 2 ครั้ง เนื่องจากเห็นว่านักวิชาการที่ไปบรรยายหรือให้ข้อมูลในโซเชียลมีเดียอาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วน และสังคมอาจไม่ทราบข้อมูลทั้งหมด

ที่มาของภาพ, ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์วันนี้ (17 ก.ย.) โฆษก กอ.รมน. ยืนยันว่า ไม่มีเจตนาจะคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ แต่เมื่อมีข้อมูลไม่ถูกต้อง “เราสนับสนุนให้มีการแก้ไข อยากให้แก้บางจุดบางประเด็น ไม่ได้คุกคามทั้งหมด เราสนับสนุนงานวิชาการอยู่แล้ว” และ “สิ่งที่ กอ.รมน. ได้ให้ข้อมูลไปไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง กอ.รมน. ก็มีนักวิชาการอยู่ และมีการทำงานร่วมกับหลายสถาบันการศึกษา”
เมื่อถามย้ำว่า กอ.รมน. ไม่ได้ห้ามจำหน่ายหนังสือในนามของความมั่นคงภายในฯ ใช่หรือไม่ คำตอบของ พล.ต.วินธัยคือ ไม่มีเลย เป็นดุลพินิจของผู้เขียน ไม่มีกฎหมายไปควบคุม และ กอ.รมน. ไม่มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม กอ.รมน. ก็ต้องทำเหมือนหน่วยราชการปกติ
ส่วนที่มีการมองกันว่าคำให้สัมภาษณ์ของโฆษก กอ.รมน. จงใจ “ด้อยค่า” ผู้เขียน ทั้งที่ พวงทอง ได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยในเรื่องนี้ พล.ต.วินธัย บอกว่า ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น และไม่ได้มองเรื่องรางวัล อาจจะอยากแสดงความยินดีด้วยกับทุกผู้ทุกคนที่ได้รางวัลด้วย
“เรามองเรื่องข้อมูลเป็นเท็จจุดเดียว ไม่เกี่ยวกับรางวัลใด ๆ เมื่อมีการสรุปมาแล้วไม่ตรง อาจเพราะการเก็บเกี่ยวข้อมูลมาหรือเปล่าตอนทำวิจัย ซึ่งข้อมูลในโซเชียลเยอะมาก เคยได้ยินอาจารย์พวงทองบอกว่าด้วยว่าข้อมูลเยอะมาก มาครบไหม มีข้อมูลไม่ตรงไหม” พล.ต.วินธัยกล่าว
เมื่อบีบีซีไทยขอให้ระบุให้ชัดเจนว่า ข้อมูลส่วนไหนของหนังสือที่เป็นเท็จ พล.ต.วินธัย ปฏิเสธจะให้คำตอบ โดยบอกว่าเขาไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาทางวิชาการจริง ๆ และอยากให้พูดคุยกับผู้รับผิดชอบโดยตรงมากกว่า
5 ประเด็นโต้แย้งจาก กอ.รมน.
พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก และหัวหน้าสำนักงาน รอง.ผอ.รมน. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การสรุปงานวิจัยสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย ข้อสรุป 3 ชั้น ถ้าข้อสรุปย่อยเป็นเท็จ ข้อสรุปใหญ่ก็จะเป็นเท็จด้วย กรณีนี้ “ข้อสรุปย่อยเป็นเท็จทั้งหมด ไม่ได้สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ได้เก็บข้อมูลจาก กอ.รมน. หรือกองทัพ จึงไม่ใช่ตัวแทนจริง แต่ใช้ข้อมูลชั้น 2 ใช้เอกสารชั้นรอง มาต่อ ๆ กันแล้วสรุป
“ย่อหน้าหนึ่ง มี 3-4 จุดที่ผิด ผมทำข้อมูลไว้หมดแล้ว และจะนำเสนอในรายการของช่องท็อปนิวส์ในวันพฤหัสบดีนี้ (19 ก.ย.)” พล.อ.นพนันต์ กล่าว
ในฐานะศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต พล.อ.นพนันต์ บอกว่า ไม่อยากพูดมาก เพราะจะทำให้ทางจุฬาฯ เสียหาย และอาจมีผู้จ้องนำคำชี้แจงของเขาไปขยายผล แล้วก่อให้ปัญหากับทั้งมหาวิทยาลัยและอาจารย์เจ้าของงานวิจัยได้
อย่างไรก็ตาม พล.อ.นพนันต์ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. (2558-2566) ได้ให้มุมมอง-ความเห็น-ข้อมูลโต้แย้งงานของ พวงทอง ในบางประเด็นในระหว่างให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
หนึ่ง การดำรงอยู่ของ กอ.รมน. ทำให้ทหารมีอำนาจเหนือหน่วยพลเรือน โดยกองทัพไม่ได้แค่ต้องการ “มีส่วนร่วม” ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่ต้องการ “มีอำนาจนำ”
คำชี้แจง กอ.รมน. ไม่ได้มีบทบาทกำหนดนโยบาย ไม่มีอำนาจ เพราะเป็นหน่วยปฏิบัติ คนกำหนดนโยบายตั้งแต่ปี 2503 คือ สมช. เท่านั้น
“งานวิจัยคุณภาพสาขาสังคมศาสตร์ เก็บข้อมูลระดับไหน ตอบได้ระดับนั้น ถ้าเก็บระดับจังหวัด อ้างได้แค่จังหวัด และเก็บข้อมูลได้ในเวลาไหน อธิบายได้แค่เวลานั้น ถ้าบอกว่า กอ.รมน. เกี่ยวข้องคอมมิวนิสต์ในปี 2516 และโยงมาถึงปัจจุบันว่าเกี่ยวด้วย มันไม่ใช่ หรือไปเอาสมัย คสช. มาตีความปัจจุบัน มันไม่ได้” พล.อ.นพนันต์ กล่าว
สอง นิยาม “ภัยคุกคามของชาติ” ถูกขยายออกไป ในภาวะปกติ งานความมั่นคงของกองทัพแย่งงบประมาณจากหน่วยงานพลเรือนไป ส่วนในภาวะขัดแย้งทางการเมือง โครงการความมั่นคงของกองทัพถูกแปรเป็นกลไกการเมืองเพื่อจัดการฝ่ายตรงข้ามและเสริมอำนาจให้ฝ่ายตนเอง
คำชี้แจง กองทัพไม่ได้ขยายอะไรเลย สมช. เป็นคนกำหนดและเขียนนโยบายทั้งหมด กอ.รมน. เพียงแค่ปฏิบัติตาม “งานที่ทำ กอ.รมน. ไม่ได้คิดเอง ไม่มีอะไรที่เราคิดแล้วทำเองเลย”
นิยาม ภัยคุกคามชาติ มี 2 แบบคือ ภัยความมั่นคงรูปแบบเดิม กับภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งมีหลายนิยาม ไม่มีนิยามที่คนพูดมาแล้วทุกคนยอมรับ แต่จะโต้แย้งมากน้อยเพียงใด สำหรับนิยามภัยความมั่นคงที่ พล.อ.นพนันต์ เห็นว่าดีที่สุดคือ “เรื่องใดก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วยกระดับขึ้นมาจนส่งผลกระทบต่อกลุ่มนั้น ๆ สังคมนั้น ๆ แล้วเข้ากระบวนการทางการเมือง ใช้งบพิเศษ ใช้กฎหมายพิเศษ นั่นคือภัยความมั่นคง” เช่น น้ำท่วม หรือยาเสพติด ถ้าไม่เข้ากระบวนการนี้ ก็ใช้หน่วยงานที่มีดูแลไป

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/ BBC Thai
สาม การจัดตั้งมวลชนของ กอ.รมน. ก่อตัวขึ้นในยุคที่รัฐไทยเผชิญกับการขยายตัวของ พคท. แต่เมื่อภัยคอมมิวนิสต์สิ้นลง กอ.รมน. กลับยังอยู่และมีการจัดตั้งมวลชนกลุ่มใหม่ขึ้นมากมายหลังรัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557
คำชี้แจง ความมั่นคงเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน มวลชนเราจัดตั้งมาเฉพาะกลุ่มเฉพาะด้าน เช่น มวลชนต่อต้านยาเสพติดตามแนวชายแดน มวลชนแรงงาน ก็นำมาอบรมเพื่อเสริมการทำงานของส่วนราชการ โครงการเหล่านี้เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ แต่คนวิจารณ์อาจไม่เข้าใจแผนบูรณาการของส่วนราชการ
ส่วนโครงการ “ประชารัฐ-ไทยนิยม” ในปี 2560-2561 ที่ คสช. ผลักดันและสอดไส้เข้าไปนั้น พล.อ.นพนันต์ บอกว่า รายงานอาจารย์ต้องเขียนว่าเป็นยุต คสช. อันนั้นถูก แต่ “ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง สมช. มอบหมายให้เราทำ ซึ่งก็ทำมาหลายระยะ รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ยุคประชาธิปไตย ก็ยังมีอยู่” แต่งานพวกนี้เป็นโครงการย่อย ๆ ไม่ใช่ กอ.รมน. จะไปขยายกลไกตัวเองได้
สี่ เสนอให้ยุบเลิก กอ.รมน. และ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรปี 2551 โดยกฎหมายนี้ริเริ่มขึ้นในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หลังรัฐประหาร 2549 และทำให้ กอ.รมน. เป็นองค์กรถาวร
คำชี้แจง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ออกแบบมาอเนกประสงค์ ที่ต้องมีองค์กรถาวร เพราะเดิมเป็นหน่วยเฉพาะกิจ พอเกิดปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2547 เกิดเหตุการณ์ตากใบ จึงมีการออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี 2548 และต้องตั้งหน่วยงานอย่าง กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โดยคำสั่ง ผอ.รมน. ข้อสงสัยของอาจารย์ทั้งหมดอยู่ในรายงาน สมช. ทุกประเด็นแล้ว
เขาขอย้ำว่า “กอ.รมน. ไม่ใช่ทหาร” ตำแหน่ง กอ.รมน. ทั้งหมดเป็นพลเรือน ตามชื่อที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) กำหนดอัตรากำลังพลให้ใครมาทำงาน พลเรือนระดับไหน ประเภทไหน ส่วนทหารที่เห็นในโครงสร้าง เป็นส่วนบริหารมาตั้งแต่ปี 2551 ถ้าอยากจะปรับก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่ต้องมาล้มองค์กร “ปัญหาอยู่ระดับไหนไปแก้ตรงนั้น แต่ไม่ใช่เอาระดับปฏิบัติงานไปล้มหน่วยทั้งหน่วย”
ห้า เสนอให้ปรับปรุงโครงสร้าง สมช. ให้มีตัวแทนที่มาจากองค์กรนอกระบบราชการมากขึ้น
คำชี้แจง ไม่มีประเทศไหนในโลกมีโครงสร้างแบบนั้น อยากให้ไปดูว่า สมช. ทั้งโลกเขาจัดการอย่างไร มันต้องมีคณะกรรมการชุดใหญ่ แต่ชุดย่อย ๆ ลงไปอาจมีได้

ที่มาของภาพ, ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.
เสียงจากผู้เขียน
ถึงแม้ในครั้งแรกที่โฆษก กอ.รมน. ออกมาให้ข่าว จะไม่ได้เอ่ยชื่อผู้เขียนออกมาตรง ๆ แต่ พวงทอง ได้ออกมาแสดงตัวทันควันว่าเป็นเจ้าของผลงานวิชาการที่ถูกพาดพิง-กล่าวหา
อาจารย์จุฬาฯ ไม่ขอให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม แต่ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ยืนยันว่า งานวิจัยหรือหนังสือของเธอผ่านการตรวจสอบและอ่านจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบันการศึกษาทั่วโลก ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเมืองไทย กองทัพ และความมั่นคงของไทยและของโลก สำหรับระเบียบวิธีวิจัยและเอกสารอ้างอิงมากกว่า 100 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเอกสารทั้งในรูปแบบเอกสารตีพิมพ์และเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกองทัพ กอ.รมน. สมช. หน่วยราชการที่ทำงานร่วมกับ กอ.รมน. และกฎหมายหลากหลายฉบับ นอกจากนี้ยังมีข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมของ กอ.รมน. และกองทัพบนเว็บไซต์ของสื่อมวลชนต่าง ๆ อีกอย่างน้อย 50 ชิ้น
“ดิฉันมีความเข้าใจดีว่า กอ.รมน. ไม่เห็นด้วยกับการตีความที่ปรากฏในหนังสือของดิฉัน ซึ่งดิฉันยินดีรับฟังความเห็นต่างของท่าน โดยท่านอาจโต้แย้งในรูปข้อเขียน หรือจัดสัมมนาเพื่อให้ประชาชนรับทราบความคิดเห็นของท่าน และเผยแพร่บนกลไกสื่อจำนวนมากของ กอ.รมน. และกองทัพ หรือหากท่านจะส่งตัวแทนเพื่อร่วมเสวนาในงานเปิดตัวหนังสือของดิฉันในวันที่ 27 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ดิฉันก็ยินดีต้อนรับวิทยากรของ กอ.รมน. ด้วยความเต็มใจ”
“ดิฉันเชื่อว่าประชาชนก็น่าจะชื่นชมการโต้แย้งความคิดด้วยแนวทางประชาธิปไตยนี้ มากกว่าจะใช้วิธีการห้ามหรือแบนหนังสือหรือใช้กฎหมายปิดปาก เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าถึงความเห็นที่แตกต่าง ด้วยแนวทางประชาธิปไตยเช่นนี้ต่างหากที่จะทำให้สังคมไทยมั่นคงเข้มแข็งมากขึ้น เพราะจะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และมีขันติให้กับความแตกต่างหลากหลาย” คำชี้แจงของอาจารย์พวงทอง เมื่อ 16 ก.ย. ระบุ
ปฏิกิริยาจากสังคม
ถ้อยแถลงของโฆษก กอ.รมน. ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้คนในสังคมวิชาการ-การเมืองหลากหลาย
รศ.ดร. นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่ม 18 (สื่อสารมวลชนฯ) เสนอญัตติด่วน เรื่อง “การแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการของทหารไทย” ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 17 ก.ย. มีมูลเหตุจากกรณี โฆษก กอ.รมน. ประกาศให้หนังสือในนามของความมั่นคงภายในฯ เป็น “หนังสือต้องห้าม”
สว. ผู้เป็นอดีตคณบดีคณะคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก อ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ที่บัญญัติถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก่อนไล่เลียงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ซึ่งจัดทำโดยมาตรฐานวิจัยระดับโลก และได้รับการยอมรับจากจุฬาฯ สถาบันการศึกษาอันดับ 1 ของไทย
“วิญญูชนย่อมรับรู้ได้ว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพ แต่เหตุใดทาง กอ.รมน. จึงออกมาด้อยค่างานวิจัยชิ้นโดยประกาศให้เป็นเอกสารต้องห้าม ระบุถึงขั้นห้ามจำหน่าย” นันทนา กล่าว
สว. นันทนา กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไม่ได้อยู่ระหว่างการใช้กฎอัยการศึก ที่ทหารจะออกมาเซ็นเซอร์ข่าวสารหรือเอกสารใด ๆ โดยเฉพาะงานวิจัยซึ่งผู้วิจัยเป็นนักวิชาการในสถาบันการศึกษาอันดับ 1 ของประเทศไทย และได้รับทุนวิจัยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของ 3 ประเทศ การที่ทหารออกมาแสดงท่าทีต่อหนังสือเล่มนี้โดยการสั่งห้ามจำหน่าย ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34
“ขอให้วุฒิสภาส่งข้อกังวลนี้ไปยังนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ กอ.รมน. เพื่อยุติท่าทีคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ อันจะก่อให้เกิดความหวั่นไหวและตระหนกต่อบทบาทของทหารที่มีต่อเสรีภาพการแสดงออกทางวิชาการ ซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อการปฏิรูปการศึกษาโดยสิ้นเชิง” นันทนา กล่าวทิ้งท้ายในการนำเสนอญัตติของเธอ ทว่าเมื่อเธอพูดจบก็ไม่มีการลงมติรับรอง หรือมีความเห็นจากประธานว่าจะส่งญัตตินี้ไปถึงผู้นำรัฐบาลหรือไม่

ที่มาของภาพ, PR SENATE
เช่นเดียวกับ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ความเห็นว่า สิ่งที่กองทัพทำเป็นการสร้างบรรยากาศหวาดกลัวในการทำงานวิชาการ และทำให้งานวิจัยหรือหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทัพซึ่งเป็นเสรีภาพทางวิชาการ กลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” สำหรับสังคมไทย
ผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้านแสดงความแปลกใจที่กองทัพของประเทศไทยซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน “มีอำนาจควบคุมจนไม่มีเส้นแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่างทหารกับพลเรือน”
ในทัศนะของ รังสิมันต์ สิ่งสำคัญที่รัฐควรจัดการกับประเด็นนี้ ไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ แต่ควรสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงกับการคงไว้ซึ่งเสรีภาพทางความคิดเห็น ด้วยการสร้างความโปร่งใสในการทำงาน และสร้างเสรีภาพในการตรวจสอบจากภาคประชาชน
“ผมไม่อยากให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะเสรีภาพทางวิชาการเสื่อมถอย แต่การใช้อำนาจกดทับและคุกคามวงการวิชาการกลับสูงขึ้น เพราะเสรีภาพทางวิชาการถือเป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในการแสวงหาและถ่ายทอดความรู้ โดยต้องปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก” สส. โรม กล่าว
ด้านเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ออกแถลงการณ์เมื่อ 16 ก.ย. เรียกร้องให้ กอ.รมน. หยุดการข่มขู่คุกคามการใช้เสรีภาพทางวิชาการ และให้มหาวิทยาลัยต้นสังกัดปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ
แถลงการณ์ของ คนส. ระบุตอนหนึ่งว่า การออกมาแสดงการตอบโต้ด้วยการข่มขู่ฟ้องร้องด้วยกฎหมาย “เพื่อปิดปากและลงโทษผู้เขียน” เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเป็นการจำกัดสิทธิในการแสวงหาองค์ความรู้อันเป็นการตั้งคำถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมืองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวพันกับอำนาจทางการเมือง อันเป็นสิทธิเสรีภาพที่เป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย และทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่
คนส. ชี้ด้วยว่า หากกองทัพต้องการโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือการวิเคราะห์ของผู้เขียน ก็สามารถทำได้โดยการนำข้อเท็จจริงมาแสดงและหักล้างกับผลงานวิชาการ
พวงทอง คือใคร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พวงทอง ภวัครพันธุ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ University of Wollongong ประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สงครามเย็น, การฆ่าล้างเผาพันธุ์ และสิทธิมนุษยชน
หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 พวงทอง เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.)
นักวิชาการรายนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการ “บันทึก 6 ตุลา” เพื่อพยายามค้นคว้าข้อมูลพื้นฐานในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ด้วย
พวงทอง เป็น 1 ใน 35 คนไทยที่ถูกสปายแวร์ “เพกาซัส” สอดแนมมือถือ 4 ครั้ง ในช่วงที่มีการชุมนมของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ปี 2563-2564 รายงาน "ปรสิตติดโทรศัพท์: ปฏิบัติการสอดส่องผู้เห็นต่างด้วยสปายแวร์เพกาซัสในประเทศไทย" โดยมีไอลอว์ร่วมกับดิจิทัลรีชร่วมตรวจสอบและเผยแพร่รายงานเมื่อ ก.ค. 2565
ถึงวันนี้ พวงทอง ตระหนักว่าตัวเอง “มีส่วนทำให้ กอ.รมน. กลับมาถูกกล่าวถึงในสังคมอย่างกว้างขวางอีกครั้ง องค์กรที่คนยุคสงครามเย็นเชื่อว่าได้ล้มหายตายจากไปนานแล้ว”








