"โลกไม่ได้ร้อนขึ้นแต่กำลังเย็นลง" รู้จัก 5 ความเชื่อที่ผิดเพี้ยนเรื่องภูมิอากาศ

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, มาร์โก ซิลวา
- Role, บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify)
ในขณะที่การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ COP30 กำลังดำเนินอยู่ที่ประเทศบราซิล ข้อมูลเท็จที่สร้างความสับสนเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหาภูมิอากาศโลก ก็ยังคงถูกเผยแพร่ไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ โดยข่าวปลอมบางชิ้นมีผู้รับสารถึงหลายล้านคนเลยทีเดียว บีบีซีจึงได้ตรวจสอบความเชื่อลวงโลกด้านสิ่งแวดล้อม 5 เรื่อง และนำข้อเท็จจริงมาตีแผ่ให้ได้ทราบกันดังต่อไปนี้
คำกล่าวอ้าง: ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ฝีมือมนุษย์
คำกล่าวอ้างที่ไร้หลักฐานมายืนยันสนับสนุนนี้ แพร่กระจายไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ในหลายภาษา ทั้งอังกฤษ, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, และสเปน โดยบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นวงจรที่เกิดขึ้นตามปกติในธรรมชาติอยู่แล้ว
จริงอยู่ที่โลกเคยผ่านวงจรของการเย็นตัวลงและร้อนขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตลอดช่วงเวลานับพันล้านปีที่ผ่านมา โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่นการระเบิดปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ หรือความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของดวงอาทิตย์ตามวัฏจักรสุริยะ แต่วงจรความเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลานานถึงหลายพันปีหรือหลายล้านปี จึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง
ทว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ แค่ 150 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ชี้ว่าโลกได้ร้อนขึ้นกว่าเดิมถึงราว 1.3 องศาเซลเซียสแล้ว เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แม้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิดังกล่าวจะฟังดูเหมือนไม่มากนัก แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า นี่เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ชนิดที่พุ่งสูงพรวดพราดแบบไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายพันปี
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ฟันธงว่าหลักฐานข้างต้นคือสิ่งยืนยัน "อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัย" ว่ากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเช่นถ่านหิน, น้ำมัน, และก๊าซธรรมชาติ คือสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะกรรมการ IPCC คือหน่วยงานของสหประชาชาติ ที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก เพื่อมาร่วมกันทบทวนวิเคราะห์งานวิจัยด้านภูมิอากาศ และจัดทำรายงานเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้
การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่คือคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้มันกลายเป็นผ้าห่มที่ห่อหุ้มโลก กักเก็บพลังงานความร้อนส่วนเกินเอาไว้ในชั้นบรรยากาศ จนอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด
ดร.จอยซ์ คีมูไต นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) แสดงความเห็นว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องที่มีหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ได้ ร่องรอยที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ประทับลงไปทั่วทุกซอกทุกมุมของระบบภูมิอากาศโลก ไม่ต่างจากรอยนิ้วมือ"
คำกล่าวอ้าง: โลกไม่ได้ร้อนขึ้นแต่กำลังเย็นลง
ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโปแลนด์และแคนาดา เชื่อว่าสภาพอากาศปัจจุบันที่หนาวเย็นกว่าปกติในบ้านเกิดของตนเอง คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่านักวิทยาศาสตร์กำลังโกหกคำโตว่าโลกร้อนขึ้น ความเชื่อนี้ยังแพร่กระจายไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงก็ตาม
อันที่จริงแล้ว คำว่า "สภาพอากาศ" (weather) นั้นมีความหมายแตกต่างจากคำว่า "ภูมิอากาศ" (climate) เป็นอย่างมาก คำแรกคือสภาพแปรปรวนต่าง ๆ ของชั้นบรรยากาศโลกที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ส่วนคำหลังคือแบบแผนของสภาพอากาศ ที่เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคในระยะยาว

ที่มาของภาพ, Getty Images
"สถิติของระดับอุณหภูมิเฉลี่ยที่บันทึกไว้ในระยะยาว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นผิวโลกโดยรวมกำลังร้อนขึ้น แม้บางพื้นที่จะเจอกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม" ดร.โจเซฟ บาสกอนซีโญ นักวิทยาศาสตร์จากองค์กรวิจัยด้านภูมิอากาศของฟิลิปปินส์กล่าว
ข้อมูลขององค์การ WMO ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะร้อนขึ้นกว่าเดิมในทุก 10 ปี หรือร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละช่วงทศวรรษนั่นเอง ทั้งยังคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต
ล่าสุด WMO รายงานว่า ปี 2024 คือปีที่โลกทำสถิติร้อนที่สุด เท่าที่เคยมีการบันทึกข้อมูลไว้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นมาถึง 1.55 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงปลายศตวรรษที่ 19
คำกล่าวอ้าง: คาร์บอนไดออกไซด์ไม่ได้ก่อมลภาวะ
สื่อสังคมออนไลน์ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกเกิดจากฝีมือมนุษย์ มักจะกล่าวอ้างด้วยว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น "ไม่ใช่สารมลพิษ" แต่ทว่าเป็น "อาหารของพืช" ต่างหาก
โพสต์ข้อความที่บีบีซีได้เห็น ในสื่อสังคมออนไลน์ของโปรตุเกสและโครเอเชีย ถึงกับบอกว่ายิ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมากก็ยิ่งดีต่อธรรมชาติ และไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเลยแม้แต่น้อย
สารก่อมลพิษคือสารที่ทำอันตรายต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์ หากปล่อยให้รั่วไหลออกไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ทว่าคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับปกติในชั้นบรรยากาศนั้น กลับถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อสรรพชีวิตบนโลก โดยข้อมูลขององค์การนาซาระบุว่า หากไม่มีก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ โลกจะหนาวเย็นเกินไป จนไม่อาจเกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ได้

ที่มาของภาพ, DANIEL MUNOZ/AFP via Getty Images
พืชยังใช้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แล้วผลิตออกซิเจนรวมทั้งสารอินทรีย์อื่น ๆ ออกมา ซึ่งโมเลกุลเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารส่วนใหญ่บนโลก
อย่างไรก็ตาม หากมีคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกมากเกินไป นักวิทยาศาสตร์จะถือว่ามันได้กลายเป็น "สารมลพิษ" ไปเสียแล้ว เพราะเริ่มทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งในปี 2024 ที่ผ่านมา ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้พุ่งสูงทำลายสถิติอีกครั้ง โดยรายงานของ WMO ระบุว่า เพิ่มขึ้นจาก 280 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เมื่อปี 1750 มาเป็น 423 ส่วนในล้านส่วนเลยทีเดียว
บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลแล้วสรุปว่า ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศด้วยฝีมือมนุษย์นี้ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนอย่างแน่นอน ทั้งยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศอีกด้วย "พื้นที่ป่าเกิดไฟไหม้ได้ง่ายขึ้น พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม สัตว์ป่าสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากระบบนิเวศเสียสมดุล" ดร.มิเชล คาลาแมนดีน นักนิเวศวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ผู้ให้คำปรึกษาด้านการอนุรักษ์ในประเทศแคนาดากล่าว
รายงานของคณะกรรมการ IPCC ระบุว่า แม้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ อาจช่วยให้พืชเติบโตได้มากขึ้นก็จริง แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการขาดน้ำและความเครียดจากความร้อนที่ทำให้ต้นไม้ตายได้
คำกล่าวอ้าง: ไฟป่าไม่ได้เกิดจากโลกร้อน แต่เป็นเพราะมีการวางเพลิง
เมื่อเกิดเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ, เกาหลีใต้, และตุรกีในปีนี้ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางกลุ่ม มักมุ่งกล่าวโทษการวางเพลิงเผาป่า ว่าเป็นสาเหตุหลักของวินาศภัยดังกล่าว และไม่ยอมรับว่ามีปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย
โพสต์ที่เป็นไวรัลซึ่งมีการเผยแพร่ต่อกันไปเป็นวงกว้าง มักลงข่าวการจับกุมมือดีที่วางเพลิงเผาป่า ทั้งยังใส่สีตีไข่เพิ่มเติม ด้วยการเย้ยหยันเหล่านักการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ ที่ออกมากล่าวว่าไฟป่าครั้งใหญ่มีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.โดลอรส์ อาร์เมนเตราส นักวิจัยเรื่องนิเวศวิทยาของไฟป่า จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโคลอมเบีย บอกว่าแม้ไฟป่าหลายครั้งจะเกิดจากฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะตั้งใจวางเพลิงหรือพลั้งเผลอจุดไฟโดยไม่เจตนาก็ตาม แต่การกล่าวแบบรวบรัดตัดความ โดยเหมาให้ไฟป่าทั้งหมดเกิดจากการวางเพลิงเพียงสาเหตุเดียวนั้น "ถือว่าบิดเบือนสร้างความสับสนอย่างแท้จริง"
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดแบบเฉพาะเจาะจงลงไปว่า ไฟป่าครั้งใดกันแน่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะมีปัจจัยอีกหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งวิธีบริหารจัดการป่าไม้, สภาพอากาศ, และภูมิประเทศของพื้นที่นั้น ๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราทราบอย่างแน่ชัดแล้วก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยให้เกิดเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเกิดไฟป่าที่ไหม้ลามออกไปได้เป็นวงกว้าง รายงานของคณะกรรมการ IPCC ระบุว่า ในบางภูมิภาคของโลกอย่างเช่นทางตะวันตกของอเมริกาเหนือ และทางตอนใต้ของยุโรป การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ทำให้เกิด "สภาพอากาศแบบไฟป่า" (fire weather) ซึ่งหมายถึงการเกิดความแห้งแล้งเป็นเวลายาวนาน ประกอบกับมีอุณหภูมิความร้อนสูงและมีลมพัดแรง
หากเกิดประกายไฟขึ้นในสภาพอากาศดังข้างต้น ไม่ว่าจะโดยสาเหตุธรรมชาติอย่างเช่นฟ้าผ่า หรือโดยการที่มีคนจุดไฟก็ตาม ย่อมนำไปสู่การเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าที่มีกิ่งไม้และใบไม้แห้งอยู่มาก
"คำถามที่เราควรสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่า สาเหตุของไฟป่ามาจากการวางเพลิง หรือมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกันแน่" ดร.อาร์เมนเตสกล่าว "สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ คือภาวะโลกร้อนทำให้สภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นอย่างสุดขั้ว จนไปเสริมแรงให้การเกิดประกายไฟในทุกกรณี สามารถจะไหม้ลุกลามจนกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ ดังที่เห็นกันอยู่ในหลายแห่งในปัจจุบัน"

ที่มาของภาพ, LUIS ACOSTA/AFP via Getty Image
คำกล่าวอ้าง: "วิศวกรรมภูมิอากาศ" นำโลกไปสู่สภาพอากาศรุนแรง
ความเชื่อที่ผิดเพี้ยนอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพบเห็นได้บ่อยครั้งจนชินตาในสื่อสังคมออนไลน์ คือความเชื่อที่ว่าสภาพอากาศรุนแรง อย่างเช่นพายุฝนกระหน่ำ, น้ำท่วมสูง, หรือพายุเฮอริเคน เกิดจากการทำภูมิวิศวกรรม (geoengineering) และวิศวกรรมภูมิอากาศ (weather engineering) โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เข้าแทรกแซงธรรมชาติ เพื่อควบคุมสภาพอากาศให้เป็นไปตามที่ต้องการ
เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมทั้งที่เมืองวาเลนเซียของสเปนในปีที่แล้ว ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนไม่น้อย รีบกล่าวโทษโครงการวิศวกรรมภูมิอากาศทันที ว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริงของวินาศภัยดังกล่าว
ทว่าการทำภูมิวิศวกรรมและวิศวกรรมภูมิอากาศนั้น จัดว่าเป็นคนละเรื่องที่แตกต่างกัน และไม่ได้เป็นสาเหตุของสภาพอากาศรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกแต่อย่างใด แม้ในบางกรณีมนุษย์สามารถจะเข้าแทรกแซง เพื่อควบคุมสภาพอากาศให้เป็นไปตามต้องการได้
เทคนิควิธีหนึ่งที่ใช้กันบ่อยในการทำวิศวกรรมภูมิอากาศ คือการทำฝนเทียม (cloud seeding) รายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการทำฝนเทียมกันอย่างแพร่หลายในกว่า 30 ประเทศ รวมทั้งที่จีน, เม็กซิโก, และอินเดีย โดยใช้เครื่องบินโปรยอนุภาคของสารเคมีอย่างเช่นไอโอดีนเงิน (AgI) ลงในกลุ่มเมฆ เพื่อเร่งให้ไอน้ำควบแน่นกลายเป็นของเหลวหรือเยือกแข็ง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเกิดฝนตกหรือหิมะตกได้

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ศาสตราจารย์โกวินทะสามี พละ จากศูนย์เพื่อการศึกษาสมุทรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของชั้นบรรยากาศ ในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินเดีย (IISc) บอกว่า "เทคนิคการควบคุมสภาพอากาศ สามารถใช้ได้แค่ในระดับท้องถิ่นภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ดังนั้นจึงไม่อาจส่งผลในวงกว้าง โดยเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วทุกมุมโลก ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้"
แม้จะมีการอภิปรายถกเถียงกันอยู่บ้าง ในเรื่องประสิทธิภาพของเทคนิควิศวกรรมภูมิอากาศอย่างการทำฝนเทียม แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า การทำวิศวกรรมภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมหนักหรือพายุขนาดใหญ่ได้
ส่วนการทำภูมิวิศวกรรมนั้น หมายถึงการเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมโลก โดยมีเป้าหมายที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศตามต้องการ เทคนิคภูมิวิศวกรรมหนึ่งที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้ง คือวิธีเปลี่ยนแปลงอัตราการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ (solar engineering) โดยฉีดพ่นสารเคมีอนุภาคเล็กละเอียดบางชนิดในชั้นบรรยากาศโลก เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์บางส่วนให้กลับคืนออกไปสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจะทำให้โลกเย็นลง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดทำโครงการภูมิวิศวกรรมขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ในวงกว้างที่ประเทศใดเลย มีแค่เพียงการทดลองขนาดเล็กในพื้นที่จำกัดแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางประเทศรวมทั้งสหราชอาณาจักร มีการลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคนิคควบคุมการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ โดยพยายามจะทำความเข้าใจและหาคำตอบให้ได้ว่า วิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งภาวะโลกร้อน ไม่ให้ร้ายแรงขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตรายได้จริงหรือไม่
ดังนั้นสาเหตุที่แท้จริงของสภาพอากาศรุนแรง ซึ่งผู้คนทั่วโลกกำลังประสบอยู่คืออะไรกันแน่ ? นักวิทยาศาสตร์บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงบางประเภทในบางภูมิภาคได้ เช่นเกิดคลื่นความร้อนหรือพายุฝนกระหน่ำอย่างผิดปกติ โดยสภาพอากาศเหล่านี้มีแนวโน้มจะเกิดได้บ่อยครั้งขึ้น และจะรุนแรงขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในอนาคต











