รู้จักโครงสร้างโบราณ 1,604 ปี ที่ช่วยพยุง "เวนิส" ให้พ้นจากการจมทะเล

Artistic depiction of a city block with various buildings and domes, all elevated on tree-like stilts above a body of water. The buildings display diverse architectural styles and vibrant colors.

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/BBC

    • Author, แอนนา เบรสซานิน
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

ชาวเมืองเวนิสทุกคนรู้ดีว่า เมืองโบราณอายุเก่าแก่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อของอิตาลีนั้น แท้จริงแล้วคือ "ป่าไม้ที่กลับหัว" จมแช่อยู่ในน้ำทะเล

อดีตนครรัฐที่สร้างขึ้นเมื่อ 1,604 ปีก่อน ตั้งอยู่บนโครงสร้างรากฐานที่ประกอบด้วยเสาไม้ท่อนสั้นนับล้าน ซึ่งตอกลงไปในพื้นทะเล โดยให้ส่วนปลายของต้นไม้ที่นำมาทำเป็นเสาอยู่ด้านล่าง

ป่าที่เป็นรากฐานรองรับเมืองเวนิสเอาไว้นั้น มีทั้งไม้โอ๊ก (oak) ไม้สน (pine) ไม้สนผลัดใบหรือลาร์ช (larch) ไม้สนสปรูซ (spruce) ไม้เอล์ม (elm) และไม้อัลเดอร์ (alder) เสาแต่ละต้นมีความยาวแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 3.5 เมตร ไปจนถึงเสาท่อนสั้นไม่ถึง 1 เมตร ทว่าไม้ทั้งหมดก็ได้ช่วยพยุงอาคารบ้านเรือนและวังอันโอฬารที่สร้างจากหิน รวมทั้งหอระฆังที่สูงตระหง่านมานานหลายศตวรรษ ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง เพราะสามารถต้านทานกฎของฟิสิกส์และความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้อย่างเหลือเชื่อ

การก่อสร้างแบบสมัยใหม่ส่วนใหญ่ มักเน้นการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กสร้างรากฐานของอาคาร ซึ่งเป็นงานแบบเดียวกันกับที่ "ป่าไม้กลับหัว" แห่งเมืองเวนิส ได้ทำหน้าที่ของมันมานานกว่าหนึ่งสหัสวรรษ ทว่าความแข็งแกร่งของคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ไม่อาจทำให้รากฐานของสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ คงทนและอยู่ยั้งยืนยงได้นานเท่ากับรากฐานเสาไม้ของเมืองเวนิส

"เสาคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบัน ถูกออกแบบมาให้คงทนอยู่ได้ราว 50 ปีเท่านั้น" ศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ พูซริน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลศาสตร์ธรณี (geomechanics) และวิศวกรรมระบบธรณี (geosystems engineering) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธรัฐสวิส วิทยาเขตนครซูริก (ETH Zurich) กล่าวอธิบาย

"แน่นอนว่าเราสามารถออกแบบให้มันคงทนอยู่นานกว่านั้นได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราสร้างบ้านหรือโรงงานอุตสาหกรรม มาตรฐานอายุการใช้งานของโครงสร้าง จะอยู่ที่ 50 ปี" ศ.พูซรินกล่าว

เทคนิคของชาวเวนิสที่ใช้เสาไม้เป็นรากฐาน เพื่อพยุงตัวเมืองไม่ให้จมลงไปในน้ำทะเลนั้น ช่างน่าทึ่งทั้งในแง่ของความสมมาตร, ความทนทานที่อยู่ได้นานกว่าพันปี, รวมทั้งความใหญ่โตโอฬารของมันด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทราบว่ามีเสาไม้อยู่ใต้เมืองเวนิสกี่ล้านต้นกันแน่ แต่รากฐานของสะพานรีอัลโต (Rialto bridge) อันเลื่องชื่อเพียงแห่งเดียว ก็มีเสาไม้ถึง 14,000 ต้น เบียดกันแน่นเพื่อรองรับตัวสะพานขนาดใหญ่แห่งนี้ ส่วนที่มหาวิหารซานมาร์โก (San Marco Basilica) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อค.ศ. 832 ก็มีต้นโอ๊กรองรับอยู่เบื้องล่างถึง 10,000 ต้นเลยทีเดียว

Illustration of three people using large mallets to drive wooden piles into the ground. Above them is musical notation, and to the right is a section titled "Canto dei Battipali" with an image of two cylindrical objects.

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/BBC

คำบรรยายภาพ, คนงานที่ตอกเสาไม้เหล่านี้ลงไปในพื้นก้นทะเลเป็นที่รู้จักในนามบัตตีปาลี หรือคนตอกเสา พวกเขาใช้เพลงเพื่อช่วยจับจังหวะในขณะทำงาน

รากฐานของเวนิสสร้างขึ้นอย่างไร

เสาไม้เหล่านี้จะถูกตอกลงไปในพื้นก้นทะเล ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากขอบนอกของสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่ด้านบน แล้วตอกวนเป็นแบบแผนรูปเกลียวเข้าหาศูนย์กลาง ซึ่งมักจะใช้เสาไม้ 9 ต้น ปักให้เบียดกันแน่นเป็นรูปก้นหอยต่อหนึ่งตารางเมตร

ส่วนหัวของท่อนซุงจะถูกเลื่อยให้ผิวเรียบเสมอกัน เพื่อใช้เป็นเสาหลักที่จะปักจมลงไปในน้ำทะเล หลังจากนั้นจะนำเสาไม้ที่ใช้เป็นโครงสร้างของรากฐานในแนวขวางหรือแนวทแยง มาวางทับลงไปบนเสาหลัก ซึ่งเสาไม้ชนิดหลังนี้ประกอบไปด้วย "แซตเทโรนี" (zatteroni) หรือแพกระดาน และ "มาเดียรี" (madieri) หรือคานนั่นเอง

เมื่อรากฐานจากเสาไม้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนงานจึงจะเริ่มวางหินที่เป็นฐานของตัวอาคารลงไป และเริ่มการก่อสร้างสิ่งที่อยู่เหนือน้ำ

เพื่อที่จะมีเสาไม้มากพอต่อการก่อสร้างและขยายตัวเมือง รวมทั้งสามารถจัดหาไม้มาต่อเรือ สาธารณรัฐเวนิสในยุคโบราณ จึงได้คิดค้น "วนวัฒนวิธี" (silviculture) ซึ่งก็คือวิธีปลูกป่า ดูแลบำรุงรักษาป่า และบริหารจัดการตัดป่าเพื่อทำไม้ขึ้น "ชาวเวนิสคือผู้คิดค้นวนวัฒนวิธีตัวจริง" ดร.นิโกลา มักคิโอนี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันเศรษฐกิจชีวภาพ (institute for bioeconomy) ในสังกัดสภาวิจัยแห่งชาติของอิตาลีกล่าว

เวนิสไม่ใช่เมืองแห่งเดียวในโลก ที่อาศัยรากฐานเสาไม้ช่วยค้ำจุนตัวเมือง แต่โครงสร้างรากฐานดังกล่าวของเวนิส กลับมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

นครอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บนรากฐานเสาไม้ ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้ตัวเมืองจมทะเล นอกจากนี้เมืองอีกหลายแห่งในภูมิภาคยุโรปเหนือ ก็ใช้เทคนิคในการสร้างเมืองแบบเดียวกัน แต่พวกเขาจะตอกเสาไม้ท่อนยาวลงไปลึกมากจนถึงส่วนก้นของชั้นหิน นอกจากนี้ เสาไม้แต่ละต้นจะตั้งอยู่ห่างกัน เหมือนกับขาโต๊ะที่รองรับอยู่ด้านล่างของแผ่นกระดานก็ไม่ปาน

ศาสตราจารย์โทมัส เลสลี ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ บอกว่า "วิธีของชาวดัตช์และชาวยุโรปเหนือนั้นใช้ได้ ตราบใดที่ชั้นหินนั้นอยู่ตรงที่ตื้น ๆ ใกล้กับผิวดิน" เขายังบอกว่าที่ริมฝั่งของทะเลสาบมิชิแกน ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยของเขานั้น ชั้นหินอาจอยู่ลึกลงไปจากผิวดินก้นทะเลสาบถึง 30 เมตรเลยทีเดียว

"ต้นไม้ที่ใหญ่ขนาดนั้นหายากใช่ไหม ? มีเรื่องเล่าว่านครชิคาโกในยุคทศวรรษ 1880 เคยพยายามจะสร้างรากฐานหนีน้ำโดยใช้เสาไม้เหมือนกัน แต่พวกเขากลับตอกเสาไม้ทับกัน โดยตอกต้นหนึ่งลงบนอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเราพอจะนึกภาพออกว่ามันล้มเหลวในท้ายที่สุด ต่อมาพวกเขาจึงคิดได้ว่า จะสร้างรากฐานจากเสาไม้ที่มั่นคงได้ ก็ต้องอาศัยแรงเสียดทานจากเนื้อดินด้วย" ศ.เลสลีกล่าว

หลักการข้างต้นคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเนื้อดิน โดยปักเสาไม้ลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างเสาไม้กับดินขึ้นจนมากพอ ศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกแรงเสียดทานดังกล่าวก็คือ "แรงดันอุทกสถิต" (hydrostatic pressure) หรือแรงดันซึ่งเกิดจากของเหลวที่อยู่นิ่ง ซึ่งหมายความว่าเนื้อดินจะสามารถจับยึดเสาไม้ได้ดีขึ้น หากปักเสาลงไปอย่างหนาแน่นในจุดเดียว

Illustration of a grand church with a tall bell tower and ornate architectural features, elevated on wooden stilts above water. The structure includes arched windows, multiple spires, and crosses atop the towers.

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/BBC

คำบรรยายภาพ, เสาไม้ภายใต้เมืองเวนิสกำลังทรุดโทรมลงอย่างช้า ๆ จากการถูกแบคทีเรียย่อยสลายกำแพงเซลล์ของเนื้อไม้

เทคนิควิธีดังข้างต้น คือสิ่งที่ชาวเวนิสใช้สร้างรากฐานเสาไม้ของเมือง พวกเขาใช้เสาไม้ท่อนสั้นที่หยั่งลงไปไม่ถึงชั้นหินด้านล่าง แต่กลับช่วยรองรับและพยุงอาคารบ้านเรือนด้านบนได้ดีกว่า เพราะมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นที่รากฐานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ชาวเวนิสไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มคิดค้นเทคนิควิศวกรรมดังกล่าวเป็นพวกแรก เพราะในสมัยโบราณหลายพันปีก่อน อย่างเช่นในยุคศตวรรษที่ 1 ก็มีการกล่าวถึงโครงสร้างรากฐานจากเสาไม้ในบันทึกประวัติศาสตร์แล้ว โดยวิศวกรชาวโรมันนามว่า "วิทรูเวียส" (Vitruvius) ได้ใช้เสาไม้ปักจมลงไปในน้ำ เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างสะพาน

ประตูน้ำของจีนโบราณ สร้างขึ้นบนเสาไม้ที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานสูงเช่นกัน ส่วนชาวแอซเท็ก (Aztec) ก็ได้สร้างกรุงเม็กซิโกซิตีขึ้นบนพื้นที่ชุ่มน้ำด้วยเทคนิควิศวกรรมนี้ แต่ต่อมาชาวสเปนได้เข้ายึดครองเม็กซิโกเป็นอาณานิคม และได้รื้อทำลายโครงสร้างเดิมของเมืองโบราณที่ชาวแอซเท็กสร้างขึ้น ก่อนจะสร้างมหาวิหารของนิกายโรมันคาทอลิก ทับลงไปบนพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งเดียวกัน

"ในขณะที่ชาวแอซเท็กรู้ดีว่า จะต้องปลูกสิ่งก่อสร้างในสภาพแวดล้อมดังกล่าวอย่างไร แต่ชาวสเปนผู้มาทีหลังกลับไม่ทราบถึงเรื่องนี้ ทำให้ในปัจจุบันมหาวิหารแห่งกรุงเม็กซิโกซิตี เจอปัญหาใหญ่ที่พื้นและรากฐาน ซึ่งทรุดจมลงเรื่อย ๆ อย่างไม่สม่ำเสมอ" ศ.พูซรินกล่าว

เขายังบอกว่าในชั้นเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ที่สถาบัน ETH Zurich ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ผู้สอนอยู่นั้น มักจะถกกันเพื่อวิเคราะห์กรณีความผิดพลาดทางธรณีเทคนิค (geotechnical failure) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งกรณีของมหาวิหารแห่งกรุงเม็กซิโกซิตีนั้น ถือเป็นหนึ่งในปัญหาทางวิศวกรรมที่คนในวงการรู้จักกันดี "จะว่าไปแล้ว มหาวิหารดังกล่าวและกรุงเม็กซิโกซิตีทั้งเมือง คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีไว้ให้เราศึกษาทุกเรื่อง เกี่ยวกับความผิดพลาดของรากฐาน" ศ.พูซรินกล่าว

Technical diagram showing the use of wooden piles in foundation construction. It includes three sections: a structure supported by multiple piles, a single pile with force arrows, and a grid of piles beneath a building.

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/ BBC

คำบรรยายภาพ, ไม้ ดิน และน้ำ ทั้งหมดประกอบรวมกันเพื่อสร้างเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งของเวนิส

เหตุใดเสาไม้ไม่เน่าเปื่อย ?

หลังจมแช่อยู่ในน้ำมานานกว่าหนึ่งสหัสวรรษครึ่ง รากฐานเสาไม้ของเมืองเวนิสได้พิสูจน์แล้วว่า มีความทนทานแข็งแกร่งเหนือกาลเวลา แต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าโครงสร้างโบราณนี้จะปราศจากความเสียหายไปทั้งหมด

เมื่อสิบปีก่อนทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาโดวา และมหาวิทยาลัยเวนิสของอิตาลี ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชาทั้งวนศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้เข้าสำรวจสภาพปัจจุบันของรากฐานเสาไม้แห่งเมืองเวนิส โดยเริ่มจากหอระฆังของโบสถ์ฟรารี (Frari Church) ซึ่งสร้างขึ้นบนรากฐานเสาไม้อัลเดอร์ เมื่อปีค.ศ. 1440 จนได้พบว่าหอระฆังดังกล่าว กำลังทรุดจมลงโดยเฉลี่ยปีละ 1 มิลลิเมตร นับตั้งแต่มีการก่อสร้างเมื่อช่วงศตวรรษที่ 15 ทำให้ทุกวันนี้หอระฆังของโบสถ์ฟรารี ทรุดจมลงไปแล้วรวมทั้งสิ้น 60 เซนติเมตร ในรอบ 585 ปีที่ผ่านมา

เมื่อเทียบกับโบสถ์และตัวอาคารทั่วไป หอระฆังมีการกดทับของน้ำหนักลงบนพื้นที่แคบมากกว่า ดังนั้นจึงทรุดจมลงได้ลึกกว่าและเร็วกว่าสิ่งก่อสร้างชนิดอื่น "มันเหมือนกับส้นของรองเท้าส้นสูง" ดร.มักคิโอนี ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมสำรวจกล่าวเปรียบเปรย

ทีมสำรวจยังพบความเสียหายของเสาไม้ ปรากฏอยู่ทั่วทั้งโครงสร้างของรากฐานเมืองเวนิส แม้จะฟังดูเหมือนข่าวร้าย แต่ก็ยังมีข่าวดีตามมา เพราะทีมสำรวจพบว่าระบบของแรงทางฟิสิกส์ ที่เกื้อหนุนกันระหว่างดินโคลน น้ำ และเสาไม้ ยังคงมั่นคงแข็งแรงดีอยู่

การค้นพบของทีมสำรวจดังกล่าว ทำลายความเชื่อดั้งเดิมที่คนส่วนใหญ่คิดว่า เสาไม้ที่จมน้ำอยู่นานนับพันปีไม่เน่าเปื่อยสลายตัว เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน (anaerobic condition) แต่อันที่จริงแล้ว แบคทีเรียยังคงสามารถย่อยสลายเนื้อไม้ได้ แม้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจนอยู่เลย

แต่กระบวนการย่อยสลายเซลล์เนื้อไม้ของแบคทีเรีย ก็ยังช้ากว่าฝีมือของเชื้อราและแมลงมาก เพราะทั้งคู่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนเท่านั้น นอกจากนี้ น้ำยังไหลเข้าไปแทนที่ช่องว่างในเนื้อไม้ ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายเซลล์เนื้อไม้ของแบคทีเรียอีกด้วย ทำให้เสาไม้ยังคงสภาพใกล้เคียงกับรูปทรงดั้งเดิมได้

รศ.ดร.ฟรานเชสกา กาเทอรีนา อีซโซ จากมหาวิทยาลัยกาฟอสคารีแห่งเวนิสของอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แสดงความเห็นว่า "มีเรื่องอะไรที่เราต้องห่วงกับเสาไม้พวกนี้ไหม ? คำตอบก็คือทั้งมีและไม่มี แต่เราควรจะพิจารณาดำเนินโครงการวิจัยประเภทนี้ต่อไป"

สาเหตุที่ดร.อีซโซ กล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะนับตั้งแต่การเก็บตัวอย่างเนื้อไม้ครั้งแรก เมื่อ 10 ปีก่อน ทีมสำรวจก็ไม่ได้ลงมือเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกเลย เนื่องจากมีปัญหาด้านลอจิสติกส์บางประการ

"เราจึงไม่อาจจะล่วงรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า โครงสร้างรากฐานใต้น้ำทะเลนี้ จะอยู่ยั้งยืนยงต่อไปได้อีกสักกี่ร้อยปี" ดร.มักคิโอนี กล่าว "อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงสร้างเสาไม้ของเมืองเวนิสจะอยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคง ตราบเท่าที่สภาพแวดล้อมยังเป็นเหมือนเดิม โครงสร้างรากฐานนี้มีประสิทธิภาพ เพราะมันเกิดจากระบบที่เกื้อหนุนกันของดิน ไม้ และน้ำ"

ดินโคลนที่พื้นทะเลสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน ส่วนน้ำก็ช่วยในเรื่องเดียวกัน และยังช่วยรักษารูปร่างของเซลล์เนื้อไม้ให้คงเดิม ส่วนเสาไม้ก็ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานให้กับระบบด้วย

"งดงามจนแทบจะเสียสติ"

ในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ปูนซีเมนต์ได้เข้ามาแทนที่ไม้ในการก่อสร้างรากฐาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดกระแสความนิยมที่เน้นใช้ไม้ในการก่อสร้างหวนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการสร้างตึกระฟ้าด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ "มันเป็นวัสดุสุดเจ๋งในตอนนี้ ด้วยเหตุผลที่เหมาะสมมาก ๆ บางอย่าง" ศ.เลสลีกล่าว

ไม้เป็นวัสดุที่สามารถ "จม" คาร์บอน ซึ่งหมายถึงสามารถดูดซับกักเก็บคาร์บอนส่วนเกิน ไม่ให้แพร่ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้ นอกจากนี้ ไม้ยังเป็นวัสดุชีวภาพที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และเนื่องจากเนื้อไม้มีความเหนียวยืดหยุ่น (ductility) ทำให้กลายเป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้าง ที่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ดีที่สุด

แม้เวนิสจะไม่ใช่เมืองแห่งเดียวในโลก ที่สร้างขึ้นบนรากฐานที่เป็นโครงสร้างเสาไม้ "แต่เวนิสเป็นเมืองแห่งเดียว ที่มีการใช้เทคนิควิศวกรรมดังกล่าวในระดับมหึมา ทั้งยังมีความแข็งแกร่งทนทาน จนสามารถอยู่ยั้งยืนยงมาได้จนถึงทุกวันนี้ มันงดงามอย่างเหลือเชื่อจนแทบจะทำให้เสียสติไป" ศ.พูซรินกล่าว

"ช่างน่าอัศจรรย์ที่มีกลุ่มคนโบราณ ซึ่งไม่เคยได้ร่ำเรียนกลศาสตร์ของดิน หรือวิศวกรรมธรณีเทคนิคมาก่อนเลย ทว่าพวกเขากลับสามารถสร้างสิ่งที่คนสมัยใหม่ได้แต่ฝันถึง ว่าสักวันหนึ่งเราจะสร้างสิ่งที่อยู่ได้นานขนาดนั้น"

*ภาพประกอบที่ใช้ในบทความนี้ สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางศิลปะเท่านั้น ไม่ใช่แผนภาพที่เป็นตัวแทนเสมือนจริงของโครงสร้างท่อนซุง ซึ่งเป็นเสารากฐานค้ำยันใต้เมืองเวนิสแต่อย่างใด โดยในความเป็นจริงแล้ว ท่อนซุงเหล่านี้เบียดกันแน่นและไม่มีกิ่งก้านสาขา