แผนที่ประหลาด 6 ฉบับ เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์มนุษยชาติ

Mapa mostra o continente americano de lado.

ที่มาของภาพ, Domínio publico

คำบรรยายภาพ, รายละเอียดของแผนที่ซึ่งทำขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 1671 แสดงให้เห็นทวีปอเมริกานอนตะแคง
    • Author, แอนา ปาอิส
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด

อลาสแตร์ บอนเนตต์ ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของสหราชอาณาจักร บอกว่าครั้งแรกที่เขาได้พบเห็นแผนที่หน้าตาแปลกประหลาดบางฉบับ มันถึงกับทำให้เขาทึ่งตะลึงงันด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย นับจากนั้นมาเขาได้ค้นพบแผนที่ทางภูมิศาสตร์ในลักษณะที่ว่าจำนวนมาก และได้รวบรวมมาจัดพิมพ์ไว้ในหนังสือ "แผนที่ 40 ฉบับ ที่จะเปลี่ยนโลกทัศน์ของคุณ" (40 Maps That Will Change How You See the World)

ศ.บอนเนตต์ เขียนไว้ในบทนำของหนังสือดังกล่าวว่า "แผนที่ทั้ง 40 ฉบับนี้ แต่ละฉบับล้วนเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในตัวของมันเอง โดยท้าทายวิธีการมองโลกหรือโลกทัศน์ของเราที่มีอยู่แต่เดิม บางครั้งมันทำให้เรามองโลกโดยขยายขอบเขตออกไปกว้างไกลขึ้น บางครั้งมันก็พลิกฟ้าคว่ำดินจนโลกตีลังกากลับหัว"

ศ.บอนเนตต์ เคยเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม ซึ่งล้วนเป็นหนังสือที่สำรวจความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างภูมิศาสตร์และสังคม โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมาแล้วถึง 19 ภาษา

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของแผนที่หน้าตาประหลาด 6 ฉบับ จากหนังสือเล่มล่าสุดของเขา บ้างก็เป็นแผนที่จากยุคโบราณ และบ้างก็เป็นแผนที่ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยทั้งหมดแสดงรายละเอียดของภูมิประเทศบนโลกและห้วงอวกาศ

1. แผนที่โลก (ปลอม) จากการค้นพบของชาวจีนโบราณ

Um mapa supostamente criado em 1418.

ที่มาของภาพ, Domínio público

คำบรรยายภาพ, แผนที่ของชาวจีนโบราณซึ่งทำขึ้นในปี 1418 มีทั้งทวีปอเมริกาและแอนตาร์กติกาปรากฏอยู่ จนตกเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อราวยี่สิบปีก่อน

เมื่อปี 2001 นักประวัติศาสตร์มือสมัครเล่นได้ค้นพบแผนที่หน้าตาประหลาด ในร้านขายของโบราณแห่งหนึ่งที่นครเซี่ยงไฮ้ แผนที่อายุเก่าแก่หลายศตวรรษซึ่งเชื่อว่าทำขึ้นในปี 1418 ฉบับนี้ อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะเป็นแผนที่โลกที่มีทั้งทวีปอเมริกาและแอนตาร์กติกาแสดงอยู่ ทั้งที่มันถูกทำขึ้นก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะเดินทางล่องเรือไปถึงทวีปอเมริกาถึง 70 ปี

ผู้เขียนแผนที่นี้สามารถวาดรูปร่างของทวีปต่าง ๆ ออกมาได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งทวีปแอนตาร์กติกาอันห่างไกลซึ่งเป็นที่ตั้งของขั้วโลกใต้ด้วย ผู้เขียนยังบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสำรวจลงไปในแผนที่ เช่นระบุตรงทวีปแอฟริกาว่า "ผู้คนที่นี่มีสีผิวเหมือนทาด้วยยางรักสีดำ" ซ้ำยังกล่าวถึงทวีปอเมริกาใต้ว่า "มนุษย์ที่นี่ถูกใช้เป็นเครื่องสังเวย ผู้คนพากันบูชาไฟ"

ศ.บอนเนตต์บอกว่า "แนวคิดใหม่ที่ว่าจีนอาจค้นพบและได้สำรวจทวีปอเมริกาอย่างละเอียดก่อนชาวยุโรป มีความสำคัญอย่างยิ่ง" ในตอนนั้นข่าวการค้นพบ "แผนที่ปี 1418" ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกพร้อมกับคำกล่าวอ้างที่น่าตื่นเต้นว่า กองเรือมหาสมบัติของ "เจิ้งเหอ" ขุนนางจีนราชวงศ์หมิงผู้มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1371-1433 คือผู้ค้นพบทวีปอเมริการะหว่างทำภารกิจเดินทางสำรวจโลก

แต่น่าเสียดายที่ภายหลังมีการค้นพบว่า แผนที่ดังกล่าวเป็นของปลอม "แผนที่ปี 1418 มีรายละเอียดที่เจาะลึกมากจนเกินไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ชาวจีนในยุคนั้น จะสามารถรวบรวมข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในระดับดังกล่าวได้สำเร็จ ด้วยการลงมือสำรวจเพียงครั้งเดียว ในขณะที่ทีมสำรวจของชาติอื่นต้องทำการสำรวจอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง และทิ้งร่องรอยของพวกเขาไว้ในสถานที่ซึ่งมีการบันทึกลงไปในแผนที่ด้วย" ศ.บอนเนตต์กล่าวอธิบาย

"นี่คือแผนที่ฉบับเดียวที่เป็นของปลอม ในบรรดาแผนที่ประหลาด 40 ฉบับ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเล่มล่าสุดของผม อย่างไรก็ตามแผนที่นี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่า มันแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะได้เห็นประวัติศาสตร์โลกมีความแตกต่างหลากหลาย"

ศ.บอนเนตต์ยังแสดงความเห็นว่า "จีนมีธรรมเนียมการทำแผนที่ ซึ่งมีความพิเศษสุดเหนือกว่าชาติใดในโลก" ดังนั้นการกลับมาทบทวนถึงความสำเร็จของเจิ้งเหอ ในการเดินเรือสำรวจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คาบสมุทรอาหรับ, และจะงอยแอฟริกา จึงเป็นการเหลียวมองย้อนรอยการค้นพบครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก

"ผมนำแผนที่นี้มารวมไว้ในหนังสือของผมด้วย เพื่อยืนยันว่าในแง่หนึ่ง จีนได้ค้นพบภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกจริง การค้นพบนี้มีคุณค่าในตัวมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องใส่สีตีไข่หรือแต่งเติมเรื่องราวใด ๆ ที่เกินจริงขึ้นมาอีก"

2. เวทมนตร์และเรื่องเล่าในตำนานของชาวแอซเท็ก

Imagem do Códice Nuttal.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนังสือภาพนัตทัลล์ (Nuttall Codex) เป็นแผนที่รูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรคล้ายกับแผนที่ยุคปัจจุบันเลย

"แผนที่ในยุคใหม่ของเรา เน้นให้รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองและถนนหนทาง แต่แผนที่ในยุคโบราณกลับมีพื้นที่ให้กับเวทมนตร์และเรื่องเล่าต่าง ๆ" นี่คือข้อความที่ ศ.บอนเนตต์ เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด เขายังนำเสนอแผนที่ของชาวแอซเท็ก (Aztec) สองฉบับ ซึ่งมาจากหนังสือภาพโบราณสองเล่มคือ Quetzalecatzin Codex และ Nuttall Codex

หนังสือภาพเล่มแรกทำขึ้นในปี 1593 ก่อนการมาถึงของกองกิสตาดอร์ (conquistador) กองทหารและนักสำรวจชาวสเปนและโปรตุเกสไม่นานนัก ส่วนอีกเล่มทำขึ้นเมื่อราวหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านั้น ทำให้มันกลายเป็นหนังสือภาพเก่าแก่หายาก ที่เหลือรอดมาได้จากการเผาทำลายของผู้รุกรานชาวตะวันตก ซึ่งถือว่าหนังสือภาพเหล่านี้คือคัมภีร์ของซาตาน

ศ.บอนเนตต์กล่าวยอมรับว่า แผนที่จากหนังสือภาพนัตทัลล์ (Nuttall Codex) ไม่มีส่วนคล้ายกับแผนที่ยุคปัจจุบันซึ่งเราคุ้นเคยกันดีเลย เนื่องจากผู้คนยุคใหม่มองว่า แผนที่คือความเป็นจริงย่อส่วนที่เรามองเห็นได้ เสมือนกับก้มมองลงมาจากด้านบน แต่แผนที่ของชาวแอซเท็กกลับเต็มไปด้วยภาพของคนและสัตว์ รวมทั้งทวยเทพและปีศาจในตำนานปรัมปรา ทั้งยังใช้วิธีการดูแผนที่จากมุมมองที่หลากหลายด้วย

หัวใจของการไขปริศนาจากหนังสือภาพนัตทัลล์ คือการถอดรหัสสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นภาพสัตว์ประหลาดที่อ้าปากกว้าง อาจหมายถึงตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำ "มันเป็นแผนที่ในรูปแบบที่เราไม่อาจหาดูได้อีกแล้ว" ศ.บอนเนตต์กล่าวพร้อมถอนหายใจด้วยความเสียดาย

Imagem do Códice Quetzalecatzin.

ที่มาของภาพ, Biblioteca do Congresso dos Estados Unidos

คำบรรยายภาพ, ศ.บอนเนตต์มองว่า หนังสือภาพ Quetzalecatzin Codex "เป็นทั้งแผนที่ของกาลเวลาและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์"

ส่วนหนังสือภาพ Quetzalecatzin Codex เป็นหนังสือลูกผสมสองภาษา โดยมีทั้งภาพสัญลักษณ์ของชาวแอซเท็กและตัวอักษรภาษาละตินปรากฏอยู่ ซึ่งตัวอักษรอย่างหลังนี้ใช้เขียนข้อความทั้งภาษาสเปนและภาษานาวาทัล (Nahuatl) ของชนพื้นเมือง หนังสือภาพนี้ทำขึ้นโดยตระกูลชาวแอซเท็กที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในยุคนั้น ซึ่งก็คือตระกูล Quetzalecatzin ที่ต่อมาถูกเรียกด้วยภาษาสเปนว่า "เลออน" (León)

จุดประสงค์ของการทำหนังสือภาพดังกล่าว คือเป็นแผนที่แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางผืน ซึ่งพวกเขาได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ปัจจุบันที่ดินเหล่านี้อยู่ในภูมิภาค Puebla และ Oaxaca ทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก โดยแผนที่ได้ระบุทั้งข้อมูลทางภูมิศาสตร์และผังตระกูลของเจ้าของที่ดินลงไปด้วย

ศ.บอนเนตต์ ให้คำอธิบายถึงหนังสือภาพนี้ว่า "มันเป็นทั้งแผนที่ของกาลเวลาและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ มันมีความสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะเป็นแผนที่ของชนพื้นเมืองหรือแผนที่ยุคอาณานิคม แต่มันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านและกำเนิดของ "เมสติโซ" (mestizo) สังคมที่มีการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม"

3. แผนที่โลกญี่ปุ่นให้คำอธิบายสุดแปลกเรื่องชนชาติต่าง ๆ

Mapa japonês de 1671.

ที่มาของภาพ, Domínio público

คำบรรยายภาพ, แผนที่ของชาวญี่ปุ่นซึ่งทำขึ้นในปี 1671 ด้านขวาเป็นแผนที่โลก และด้านซ้ายแสดงให้เห็นคู่ชายหญิง 40 ชนชาติ จากทั่วทุกมุมโลก

แผนที่ประหลาดของชาวญี่ปุ่นซึ่งทำขึ้นในปี 1671 มีด้านขวาเป็นแผนที่โลก ในขณะที่ด้านซ้ายก็แสดงให้เห็นคู่ชายหญิง 40 ชนชาติจากทั่วทุกมุมโลก แผนที่นี้ผิดแผกออกไปจากแผนที่ของชาวตะวันตก ตรงที่ทวีปอเมริกานั้นตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดของโลก โดยมีทวีปเอเชียตั้งอยู่ในพื้นที่ตรงกลางและล่าง ส่วนญี่ปุ่นนั้นดูเหมือนจะถูกจัดวางโดยเจตนาให้เป็นศูนย์กลางของแผนที่โลกดังกล่าว

ส่วนภาพคู่ชายหญิงชนชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นจุดดึงดูดความสนใจของแผนที่ฉบับนี้ พวกเขาสวมชุดประจำชาติตามธรรมเนียมโบราณ และมีข้อมูลประกอบเขียนกำกับไว้ในแผนที่ด้วย แต่ในบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ก็ชวนตลกขบขันและไม่เป็นความจริง เช่นมีภาพของคนตัวยักษ์และคนแคระ ซึ่งระบุว่าคนแคระนั้นสูงประมาณ 36 เซนติเมตร ต้องคอยเดินไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม เพื่อไม่ให้ถูกนกกระเรียนจับกินเป็นอาหาร

สำหรับคำบรรยายเกี่ยวกับชาวบราซิลนั้น แผนที่ของญี่ปุ่นฉบับนี้ระบุว่า "คนพวกนี้ไม่อยู่ในบ้านแต่ชอบอยู่ถ้ำ พวกเขากินเนื้อคน และเมื่อผู้หญิงจะคลอดลูก ผู้ชายจะเป็นฝ่ายเจ็บท้องคลอดแทนโดยผู้หญิงไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดเลย"

ศ.บอนเนตต์บอกว่า "ดูเหมือนว่าหลายชนชาติจะถูกเลือกให้ลงไปอยู่ในแผนที่นี้ เพียงเพราะพวกเขามีเรื่องราวที่น่าสนใจและชวนตลกขบขัน นี่คือแผนที่แสดงเรื่องราวของชนชาติอื่นที่แปลกประหลาดผิดสามัญ ในสายตาของชาวญี่ปุ่นยุคนั้น"

"แม้ในอดีตญี่ปุ่นจะปิดประเทศและแยกตัวโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก ข้อจำกัดดังกล่าวก็ไม่อาจกั้นขวางความกระหายใคร่รู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของผู้คนได้ พวกเขาต้องการเรียนรู้โลก และขยายขอบเขตทางจินตนาการเกี่ยวกับชนชาติอื่นและดินแดนอื่นอยู่เสมอ"

4. แผนที่โลกที่มีมหาสมุทรเพียงแห่งเดียว

Mapa da Carta Batimétrica Geral dos Oceanos.

ที่มาของภาพ, GEBCO

คำบรรยายภาพ, แผนที่ซีกโลกใต้เมื่อมองจากด้านบน จะเห็นมหาสมุทรอยู่ตรงกลางและมีแผ่นดินของทวีปต่าง ๆ อยู่ตรงมุมด้านข้าง

แผนที่นี้ดูเหมือนจะเรียบง่ายที่สุด แต่กลับมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของผู้คนได้มากที่สุด ในบรรดาแผนที่ 40 ฉบับ ที่ศ.บอนเนตต์รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด เนื่องจากมันบอกเล่าถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งแผ่ปกคลุมพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของโลก สีฟ้าใสและสีน้ำเงินเข้มที่เห็นในแผนที่ แสดงถึงความลึกของน้ำในบริเวณนั้น

เพื่อให้แหล่งน้ำอย่างมหาสมุทรเป็นศูนย์กลาง แผนที่นี้จึงถูกวาดขึ้นโดยรวมเอาห้วงน้ำใหญ่ของโลกทั้งหมดไว้ตรงกลาง ในขณะที่ผืนแผ่นดินของทวีปต่าง ๆ อยู่จัดให้แอบไปหลบอยู่ตรงมุมด้านข้าง "แผนที่นี้ไม่มีมหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย หรือมหาสมุทรอื่น ๆ ที่มีชื่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นการแบ่งแยกห้วงน้ำใหญ่ของโลกออกจากกัน" ศ.บอนเนตต์กล่าว "อันที่จริงแล้วโลกนี้มีมหาสมุทรเพียงแห่งเดียว แต่กลับถูกแบ่งแยกเสมือนว่ามันมีพรมแดนทางการเมือง"

แผนที่นี้จัดทำขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในโครงการ General Bathymetric Chart of the Oceans (GEBCO) ซึ่งต้องการทำแผนที่พื้นก้นทะเลของทั้งโลกให้เสร็จสิ้นภายในปี 2030

ในบทที่กล่าวถึงแผนที่ฉบับนี้ ศ.บอนเนตต์ได้เอ่ยถึงตัวเลขสถิติที่น่าสนใจไว้ในหนังสือของเขาด้วย เช่น 78% ของชีวมวลสัตว์อาศัยอยู่ในน้ำ และ 91% ของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล เป็นชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์ที่ยังไม่ถูกมนุษย์ค้นพบ

5. มลภาวะทางเสียงในกรุงเม็กซิโกซิตี

Mapa do Laboratório de Análise e Projeto Acústico da Universidade Autônoma Metropolitana do México.

ที่มาของภาพ, Laboratório de Análise e Projeto Acústico da Universidade Autônoma Metropolitana do México

คำบรรยายภาพ, แผนที่เสียงฉบับแรกของเขตหุบเขาเม็กซิโก ซึ่งเป็นเขตมหานครที่มีเสียงรบกวนดังจอแจ ศ.บอนเนตต์มองว่านี่คือ "อาการปวดศีรษะไมเกรนที่แสดงออกผ่านแผนที่"

ศ.บอนเนตต์บอกว่า นี่คือแผนที่ซึ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ในบรรดาแผนที่ซึ่งเขารวบรวมไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด เพราะเป็นแผนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับมลภาวะทางเสียงจากการจราจรในเมืองหลวงของเม็กซิโก ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2011 โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และออกแบบเสียง ของมหาวิทยาลัยเขตปกครองตนเองนครหลวงแห่งเม็กซิโก (UAM)

"แผนที่ฉบับนี้กลายเป็นแถลงการณ์ขั้นพื้นฐาน ในวงวิชาการสาขาเสียงกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังให้กำเนิดขบวนการต่อต้านทางสังคมที่เรียกร้องสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบ แผนที่นี้คือการร้องตะโกนออกไปว่า เราไม่ไหวแล้ว" ศ.บอนเนตต์กล่าว

นับตั้งแต่มีการตีพิมพ์แผนที่เสียงฉบับนี้ เทศบาลเมืองและภูมิภาคหลายแห่งของเม็กซิโกก็เริ่มจะพยายามค้นหาว่า เหตุใดพื้นที่ของตนจึงมีเสียงรบกวนมากมายนัก ซึ่งกรณีนี้ศ.บอนเนตต์มองว่า "แผนที่ซึ่งมุ่งกระตุ้นเร้าให้เกิดการอภิปรายถกเถียงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง จะต้องดูง่ายและเข้าใจง่ายในทันที แผนที่ฉบับนี้ได้แสดงให้เราเห็นเมืองที่กำลังป่วยไข้ เส้นสีแดงดำที่หนาทึบและดูร้อนแรงเหล่านี้ ไม่ต่างจากเส้นเลือดที่กำลังเต้นตุบ ๆ นี่คืออาการปวดศีรษะไมเกรนที่แสดงออกผ่านการทำแผนที่ มันกำลังฟ้องว่าเสียงรบกวนทำลายชีวิตและทำให้คนป่วยไข้ มันแผ่ลามไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองแล้ว"

การรับฟังเสียงรบกวนในระดับสูงสุดที่ 75 เดซิเบลขึ้นไป เป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน สามารถทำให้มนุษย์สูญเสียการได้ยิน ซึ่งบริเวณที่มีเสียงดังระดับนี้ จะมองเห็นเป็นสีดำและสีน้ำเงินเข้มในแผนที่ แหล่งกำเนิดเสียงที่มีความดังในระดับดังกล่าว ได้แก่เครื่องปั่นอาหาร เครื่องตัดหญ้า และรถไฟใต้ดิน ซึ่งพบได้ทั่วไปในกรุงเม็กซิโกซิตี

6. มุมมองที่ไม่อาจจินตนาการได้

Superaglomerado de Laniakea.

ที่มาของภาพ, Nature / R. Brent Tully, Helene Courtois, Yehuda Hoffman, & Daniel Pomarede

คำบรรยายภาพ, มหากระจุกดาราจักร "ลาเนียเคอา" ซึ่งหมายถึง "สวรรค์อันไพศาลที่ไม่อาจหยั่งวัดได้" ในภาษาฮาวาย

นอกจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์บนโลกแล้ว หนังสือของศ.บอนเนตต์ ยังได้รวบรวมเอาแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของห้วงอวกาศไว้หลายฉบับด้วย ซึ่งสำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว แผนที่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาพประกอบสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิจัยที่จะขาดไม่ได้

แผนที่ฉบับสุดท้ายของหนังสือที่ศ.บอนเนตต์ ชื่นชอบมากที่สุด คือแผนที่ของมหากระจุกดาราจักร "ลาเนียเคอา" (Laniakea Supercluster) ซึ่งหมายถึง "สวรรค์อันไพศาลที่ไม่อาจหยั่งวัดได้" ในภาษาฮาวาย แผนที่นี้สร้างขึ้นโดยทีมนักวิจัยจากสถาบันดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย โดยแสดงให้เห็นวิถีการเคลื่อนตัวของดาราจักรหรือกาแล็กซีต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยการขยายตัวครั้งใหญ่ของเอกภพหรือบิ๊กแบง จนก่อรูปเป็น "สายธารแห่งดวงดาว" ในสายตาของศ.บอนเนตต์

ตรงจุดสีแดงในแผนที่ คือตำแหน่งที่ตั้งของกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราและดาราจักรเพื่อนบ้าน "มันเป็นภาพที่สวยงามเหนือกว่าสิ่งสามัญใด ๆ เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และวิธีคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งของคุณไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่กาแล็กซีที่กว้างใหญ่ไพศาล ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่มีขนาดมหึมายิ่งกว่าอย่างเช่นลาเนียเคอา เราจำเป็นต้องทำความรู้จักและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโครงสร้างยักษ์นี้ เพื่อที่จะได้รู้ถึงตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในจักรวาล" ศ.บอนเนตต์กล่าว

แผนที่นี้ยังช่วยให้เราเข้าใจหลักการทางดาราศาสตร์อีกหลายเรื่อง เช่นรู้ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 600 กิโลเมตรต่อวินาที เพราะถูกแรงโน้มถ่วงของเหล่าดาราจักรอื่น ๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาลในลาเนียเคอา ฉุดลากให้เคลื่อนตัวไปพร้อมกัน

ศ.บอนเนตต์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า "หากกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นใหญ่เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ให้รู้ไว้ว่าลาเนียเคอานั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกหลายเท่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นจะเกิดขึ้น เมื่อเราลองพยายามขยายจินตนาการของเรา ให้กว้างไกลเกินขอบเขตออกไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้"