สาวดัตช์บาดเจ็บสาหัส ทนใช้ชีวิตในป่า 8 วัน หลังรอดมาคนเดียวจากเหตุเครื่องบินตก

อันเนตเต แฮร์ฟเกนส์ คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว จากเหตุเครื่องบินตกที่เวียดนาม เมื่อปี 1992

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเต แฮร์ฟเกนส์ คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว จากเหตุเครื่องบินตกที่เวียดนาม เมื่อปี 1992
    • Author, อาเชีย ฟูกส์ และ เอ็ดการ์ แมดดิคอตต์
    • Role, บีบีซี ไลฟ์ส เลส ออร์ดิแนรี

เมื่อปี 1992 หรือกว่าสามสิบปีก่อน อันเนตเต แฮร์ฟเกนส์ หญิงสาวชาวดัตช์และคู่หมั้นของเธอ เดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก ไปยังเมืองตากอากาศชายทะเลสุดโรแมนติกที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม

ตอนนั้นเธอทำงานในภาคการเงิน ที่สำนักงานแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมาดริดของสเปน และยังคบหาสานสัมพันธ์ทางไกลกับคนรัก "วิลเลม" ซึ่งเป็นชาวดัตช์เหมือนกัน โดยเธอเรียกเขาด้วยชื่อเล่นว่า "ปาสเจ" เนื่องจากทั้งสองเคยเป็นเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันที่เนเธอร์แลนด์

เมื่อเครื่องบินเล็กที่โดยสารมา เริ่มเข้าใกล้สนามบินเมืองญาจางที่เป็นจุดหมายปลายทาง จู่ ๆ อันเนตเตและวิลเลมก็รู้สึกว่า เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างแรง

"ฉันได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นมา ก่อนที่เครื่องบินจะทิ้งตัวดิ่งลงไปอีกครั้ง ผู้คนต่างกรีดร้องดังลั่น ในขณะที่เราสองคนมองหน้ากันและจับมือกันไว้แน่น หลังจากนั้นทุกสิ่งก็มืดดำไปหมด" อันเนตเตย้อนเล่าถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญในอดีต เพื่อให้ทีมงานรายการพ็อดแคสต์ บีบีซี ไลฟ์ส เลส ออร์ดิแนรี (BBC Lives Less Ordinary) หรือ "ชีวิตไม่ธรรมดา" ได้ฟัง

หลังจากเครื่องบินตก อันเนตเตต้องติดอยู่กลางป่าลึกนานถึง 8 วัน โดยอาการบาดเจ็บสาหัสทำให้เธอเดินไม่ได้ ทั้งต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดจากบาดแผลและกระดูกที่แตกหักทั่วร่าง ซ้ำยังมีอาการขาดน้ำรุนแรง และสภาพจิตใจก็ย่ำแย่จากการสูญเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไป

""

ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำที่อันเนตเตบอกเล่าจากปากของเธอเอง เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ล้ำค่าดังกล่าว ซึ่งได้สอนให้เธอรู้จักมองหาแง่มุมที่งดงามของชีวิต แม้กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดก็ตาม

"ฉันเริ่มคบหาดูใจกับปาสเจแบบคนรัก เพราะเขามาท้าทายฉันก่อน เขาบอกว่ารู้เรื่องบางอย่างที่ฉันไม่กล้าทำแน่ ๆ ซึ่งก็คือการจูบเขานั่นเอง ตอนนั้นเราเป็นเพื่อนสนิทที่ดีต่อกันมาก และยังอยู่ในหอพักนักศึกษาแห่งเดียวกันอีกด้วย"

"หลังเป็นแฟนกันได้ไม่นาน เราต่างก็รู้ได้ทันทีว่า ความรู้สึกในใจที่มีให้กันนั้นคือรักแท้ เราทั้งคู่รู้สึกเหมือนกับถูกลอตเตอรีรางวัลใหญ่ และไม่เคยแยกจากกันเลยนับแต่นั้น แม้ในภายหลังเราต่างมีความคิดที่จะไปทำงานในต่างประเทศ แต่เราก็ตัดสินใจจะคงความสัมพันธ์ทางไกลนี้เอาไว้ และพยายามมาพบกันให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้"

"ต่อมาในปี 1992 ปาสเจย้ายไปทำงานที่เวียดนาม ทำให้พวกเราตัดสินใจว่า จะใช้เวลาช่วงวันหยุดแบบสุดแสนโรแมนติกกันที่นั่น ในตอนนั้นปาสเจได้ขอแต่งงานกับฉันแล้ว หลังจากที่ได้คบหากันมาหลายปี โดยเรากำลังหารือกันว่า จะจัดงานแต่งที่ไหนและอย่างไรดี"

"ตอนที่ฉันเพิ่งมาถึงเวียดนาม ฉันอยากจะเห็นว่าชีวิตของปาสเจที่เวียดนามเป็นอย่างไร และที่ทำงานของเขาเป็นแบบไหน แต่เขากลับทำตัวแบบชาวดัตช์ที่ดีขนานแท้และดั้งเดิม ด้วยการวางแผนไปเที่ยวเอาตอนเจ็ดโมงเช้าของวันที่จะเดินทาง"

"ฉันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเล็กน้อย เพราะอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย ดังนั้นเมื่อได้เห็นเครื่องบินที่จะพาเราไปญาจาง ฉันจึงพูดโพล่งออกมาทันทีว่า ไม่มีทางที่ฉันจะขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินลำนี้อย่างแน่นอน"

อันเนตเตและวิลเลม พบรักกันตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งคู่ได้คบหากันต่อมาอีกนานหลายปี

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเตและวิลเลม พบรักกันตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งคู่ได้คบหากันต่อมาอีกนานหลายปี

"เครื่องบินลำที่ว่านั้นเล็กมาก เป็นรุ่น Yak-40 ของสหภาพโซเวียต ซ้ำร้ายฉันยังเป็นโรคกลัวที่แคบอีกด้วย ปาสเจจึงรีบพูดเกลี้ยกล่อมทันทีว่า เขารู้อยู่แล้วว่าฉันจะต้องพูดแบบนั้น แต่ก็ขอให้ฉันยอมเสี่ยงสักครั้งเพื่อเราสองคน"

"เราจำต้องเดินทางด้วยเครื่องบินเล็ก เพราะรถยนต์ไม่อาจวิ่งฝ่าป่าทึบไปได้ ปาสเจยังย้ำแล้วย้ำอีกว่า เขาทำสิ่งนี้เพื่อฉัน และฉันจะต้องชื่นชอบวันหยุดคราวนี้แน่ ๆ ฉันจึงตัดสินใจก้าวขึ้นเครื่องบิน และได้เห็นถนัดตาว่ามันแคบมากขนาดไหน ฉันพยายามไม่สนใจความรู้สึกที่เป็นลางสังหรณ์แปลก ๆ เพราะอย่างไรเสียนี่ก็เป็นเที่ยวบินสั้น ๆ ที่ใช้เวลาแค่ 55 นาทีเท่านั้น"

"หัวใจของฉันเริ่มเต้นแรง เมื่อเราลงนั่งที่แถวสองของห้องโดยสาร โดยตัวฉันนั่งฝั่งติดทางเดิน ฉันรู้สึกอึดอัดมากตลอดการเดินทาง จนต้องคอยมองนาฬิกาข้อมือของปาสเจอยู่เรื่อย ฉันฆ่าเวลาด้วยการเฝ้ามองเข็มนาฬิกากระดิก และท่องบทกวีภาษาเยอรมันที่เคยเรียนมาในใจ"

"ก่อนเครื่องบินลงจอดเพียง 5 นาที จู่ ๆ มันก็ตกฮวบลงจากระดับความสูงเดิมอย่างฉับพลัน ผู้โดยสารต่างกรีดร้องเสียงดังลั่น ปาสเจมองหน้าฉันด้วยสายตาที่หวาดกลัว แล้วบอกว่าเขาไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เอาเสียเลย ฉันรู้สึกโกรธขึ้นมาหน่อย ๆ จึงดุเขากลับไปว่า นี่อาจเป็นแค่การตกหลุมอากาศเท่านั้น เครื่องบินเล็กขนาดนี้ก็ย่อมจะกระเด้งกระดอนขึ้นลงบ้างเป็นธรรมดา ไม่ต้องกังวลไปหรอก ทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปด้วยดีแน่นอน"

"ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้น พร้อมกับที่เครื่องบินดิ่งตกลงอีกครั้ง ผู้คนต่างกรีดร้องเสียงดังขึ้นไปอีก เราสองคนมองหน้ากันและจับมือกันไว้แน่น หลังจากนั้นทุกสิ่งก็มืดดำไปหมด"

ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

"ฉันตื่นขึ้นมาในป่า โดยมีเสียงจิ้งหรีดและลิงค่างแวดล้อมอยู่รอบตัว มีบางสิ่งที่หนักมากทับตัวฉันอยู่ ซึ่งปรากฏว่าเป็นที่นั่งผู้โดยสารที่มีศพของชายผู้หนึ่งติดอยู่ด้วย ฉันพยายามผลักมันออกไป จนศพนั้นร่วงหล่นลงจากที่นั่ง"

"เมื่อฉันมองไปทางด้านซ้าย ก็พบร่างของปาสเจที่ยังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ ใบหน้าของเขายิ้มละไม แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเสียชีวิตแล้ว"

"ในตอนนั้นฉันควรจะช็อกเสียสติไป เพราะสิ่งแรกที่จำได้หลังเครื่องบินตกก็คือ การพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นกลางป่า ที่มีแต่ต้นไม้ใบหญ้ารกทึบล้อมรอบทุกทิศ"

"ฉันไม่รู้ว่าพาตัวเองออกมาจากซากเครื่องบินได้อย่างไร เพราะขาทั้งสองข้างหัก และกระดูกสะโพกแตกถึง 12 จุด ซ้ำร้ายขากรรไกรก็หัก ส่วนปอดก็รั่วจนแฟบตัวลงอีกด้วย"

"เครื่องบินที่ฉันโดยสารมาชนเข้ากับภูเขา ปีกเครื่องบินหลุดหายไปข้างหนึ่ง ก่อนจะพุ่งเข้าชนภูเขาลูกที่สองและพลิกคว่ำหงายท้อง ในตอนนั้นฉันไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย จึงถูกเหวี่ยงกระเด็นเหมือนผ้าชิ้นเดียวในเครื่องปั่นแห้ง และตกลงมาอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสารคนอื่น ซึ่งเป็นตำแหน่งฝั่งตรงกันข้ามของทางเดิน"

เครื่องบินที่อันเนตเตและวิลเลมโดยสารมา ตกลงที่ภูเขาเอ่อคา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, เครื่องบินที่อันเนตเตและวิลเลมโดยสารมา ตกลงที่ภูเขาเอ่อคา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม

"ด้านนอกของซากเครื่องบิน มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ฉันจำได้ว่าเห็นมดแดงที่ตัวใหญ่มาก เห็นกิ่งก้านและใบของต้นไม้ รวมทั้งท่อนขาที่เปลือยเปล่าของตัวเอง ไม่รู้เลยว่ากระโปรงของฉันหลุดหายไปที่ไหน แต่ที่ขามีแผลฉกรรจ์ซึ่งปากแผลเปิดกว้างจนเห็นกระดูก และเริ่มมีแมลงมารุมตอมแผลแล้ว"

"หลังจากนั้นฉันเห็นชายชาวเวียดนามคนหนึ่ง เขายังมีชีวิตอยู่และยังพูดได้ ฉันจึงถามเขาว่าจะมีคนมาช่วยเราหรือไม่ ชายผู้นั้นตอบว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าของประเทศ"

"ชายคนดังกล่าวสังเกตเห็นว่าฉันอายที่ท่อนขาเปลือยเปล่า จึงให้กางเกงของชุดสูทตัวหนึ่งกับฉัน เพราะบังเอิญเขาเอากางเกงตัวนั้นใส่กระเป๋าใบเล็กขึ้นเครื่องมาด้วย ฉันรับมันมาสวมใส่ด้วยความเจ็บปวดสุดจะทานทนทุกครั้งที่เคลื่อนไหว อันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามนุษย์เราพยายามจะรักษาหน้าไว้เสมอ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น กางเกงยังช่วยไม่ให้ขาฉันถูกแมลงกัดด้วย"

"แต่ในช่วงก่อนค่ำของวันนั้น ฉันสังเกตเห็นว่าชายคนดังกล่าวอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ พลังชีวิตไหลออกจากตัวเขา จนในที่สุดเขาก็คอตกและสิ้นใจไป เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากผู้โดยสารไม่กี่คนในตอนแรก ก็เงียบลงทั้งหมดเมื่อความมืดยามราตรีมาเยือน ฉันถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังกลางป่าอย่างแท้จริงแล้ว"

ป่าทึบ

"หลังจากชายชาวเวียดนามคนนั้นตายไป ฉันก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ดังนั้นฉันจึงพยายามตั้งสติโดยเพ่งไปที่ลมหายใจ ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยเรียนฝึกสติหรือทำสมาธิมาก่อน แต่ก็เฝ้าดูลมหายใจไปตามสัญชาตญาณล้วน ๆ ซึ่งช่วยได้มากเลยทีเดียว"

"แทนที่ฉันจะด่วนตัดสินว่า สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นั้นดีหรือร้าย ฉันกลับเฝ้าดูมันอย่างเป็นกลางและยอมรับทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น ฉันบอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และฉันไม่ได้พักผ่อนอยู่บนชายหาดกับคู่หมั้นตามที่หวังไว้ ฉันพยายามอยู่กับปัจจุบัน และไม่ปล่อยให้ใจล่องลอยจนเผลอไปคิดถึงสถานการณ์หายนะ เช่นจะทำอย่างไรหากมีเสือมาหาอาหารที่นี่"

"แต่ก็แน่นอนว่า ฉันเผลอคิดถึงเรื่องที่น่ากลัวหลายครั้ง เพราะเมื่ออยู่ในป่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ทว่าในความเป็นจริงขณะนั้น ตรงที่ฉันอยู่ไม่มีแม้แต่เงาของเสือ ฉันจึงตัดสินใจว่าจะจัดการกับปัญหานี้ทีหลัง ในตอนที่เสือมาจริง ๆ"

"ในช่วงสองวันแรก ฉันยังคงอยู่ใกล้กับศพของชายชาวเวียดนาม เพราะมันช่วยไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างจนเกินไป คล้ายกับกวางน้อยแบมบี้ที่ตามติดแม่อยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพศพเริ่มน่ารังเกียจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันต้องขยับหนีและเมินหน้าไม่หันไปมอง ทำให้ภาพที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้าหลังจากนั้น เปลี่ยนเป็นภาพผืนป่าที่เต็มไปด้วยใบไม้เขียวเล็ก ๆ หลายพันหลายหมื่นใบแทน"

อันเนตเตบอกว่า หลังประสบเหตุเครื่องบินตก ป่าได้กลายเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเธอไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเตบอกว่า หลังประสบเหตุเครื่องบินตก ป่าได้กลายเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเธอไปแล้ว

"ฉันเป็นคนเมืองใหญ่ที่ทำงานในภาคธุรกิจการเงิน ทั้งต้องเดินทางไปนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอนอยู่เสมอ แต่จู่ ๆ คนเมืองอย่างฉันก็มองเห็นว่าผืนป่างดงามเพียงใด ยิ่งฉันเพ่งมองใบไม้และหยดน้ำที่สะท้อนแสงวาววับอยู่บนนั้น ก็ยิ่งเห็นว่ามันงดงามขึ้นเรื่อย ๆ ฉันดื่มด่ำในความงามของป่า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเอาชีวิตให้รอดด้วย"

"ในวันแรก ๆ มีฝนโปรยลงมาเล็กน้อย ฉันพยายามแลบลิ้นออกไปรองรับน้ำฝนเข้าปาก แต่น้ำที่ไหลลงคอไปนั้นไม่เพียงพอจริง ๆ ฉันจึงคิดแผนการบางอย่างขึ้นมา หลังพบว่าสิ่งที่บุอยู่ภายในผนังเครื่องบินเป็นโฟมชนิดหนึ่ง"

"ฉันใช้ข้อศอกคืบคลานไปกับพื้น เพื่อลากขาและสะโพกที่บาดเจ็บให้เคลื่อนที่ จากนั้นก็พยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง และเอื้อมมือไปดึงกระชากโฟมออกจากซากเครื่องบินอย่างแรงที่สุด ก่อนจะขว้างมันลงกับพื้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเป็นลมหมดสติ จนล้มฟุบลงทันที"

"เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง ฉันพยายามบีบนวดแผ่นโฟมที่ได้มาให้กลายเป็นถ้วยใบเล็ก ๆ ถึง 7 ใบด้วยกัน ก่อนจะนำมาวางเรียงรอไว้เพื่อรองรับน้ำฝน ฉันยังพบผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ในกระเป๋าของเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในตอนกลางคืนได้ดี"

"ในวันเดียวกันนั้นเอง ฝนก็ตกลงมาจนน้ำเต็มถ้วยที่ฉันเตรียมไว้ ฉันยังพอมีแรงยกผ้าคลุมไหล่ขึ้น แล้วเอื้อมมือไปเอาน้ำมาจิบได้อีกด้วย รสชาติของน้ำฝนในตอนนั้นแสนสดชื่นราวกับแชมเปญชั้นดี ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง โดยอดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า ฉันก็เป็นเนตรนารีที่เก่งกาจคนหนึ่ง มันช่างน่าอัศจรรย์ที่รอดชีวิตมาได้ และยังมีแรงต่อสู้ดิ้นรนในสถานการณ์เช่นนั้น"

"อย่าไปคิดถึงปาสเจ"

"ขณะอยู่ในป่าฉันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ปาสเจตาย ทุกครั้งที่ใจฉันหวนคิดถึงเขา ฉันจะมองไปที่แหวนวงเล็ก ๆ ราคา 10 ยูโร ซึ่งสวมอยู่บนนิ้วที่บวมเป่งเพราะถูกแมลงกัด ปาสเจซื้อแหวนวงนี้ให้ฉันจากร้านเครื่องประดับในเมืองเลเดนของเนเธอร์แลนด์"

"ฉันเคยเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า เราเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง เราเป็นทั้งคู่แท้และเพื่อนที่ดีที่สุดของกันและกัน ปาสเจเป็นคนที่น่ารักอบอุ่น ทั้งยังหล่อเหลาโดยที่ไม่ต้องวางมาดเลยแม้แต่น้อย"

"ตลอดเวลาที่ฉันนอนอยู่กับพื้นในป่า ฉันไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองหวนหาอาลัยเขามากจนเกินไป เพราะรู้ดีว่าฉันจะต้องร้องไห้จนอ่อนกำลังและกระหายน้ำ ซึ่งเสี่ยงจะทำให้ฉันไม่รอดไปด้วย ฉันไม่กล้าแม้แต่จะกลับไปค้นหาร่างของเขาในซากเครื่องบิน ทั้งยังท่องมนต์ในใจซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เสมอว่า อย่าไปคิดถึงปาสเจ"

"สิ่งที่ฉันคิดส่วนใหญ่ในตอนนั้น คือครอบครัวของฉันและน้ำที่ไหลออกมาจากฝักบัวที่บ้าน มันช่างวิเศษเหลือเกินที่พวกเขาสามารถดื่มน้ำมากเท่าไหร่ก็ได้ตลอดเวลา"

อันเนตเตและวิลเลมได้หมั้นกันไว้แล้ว

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเตและวิลเลมได้หมั้นกันไว้แล้ว

"ฉันพยายามคิดถึงแต่เรื่องที่ชวนให้มีความสุข ครอบครัวทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นที่รัก และมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องออกตามหาฉันอย่างแน่นอน แต่อาการบาดเจ็บและขาดอาหารทำให้ฉันเริ่มอ่อนแอลง ในวันที่หกหลังเครื่องบินตก ฉันรู้สึกมึนงงและสติหลุดลอยเหมือนเมายา ฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่ก็ตายในแบบที่งดงามและมีความสุขที่สุด"

"ขณะนั้นฉันยังคงมองเห็นความงดงามของผืนป่า มองเห็นสีสันต่าง ๆ และสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นของความรักที่แผ่ตรงเข้ามาหา ตัวของฉันเริ่มลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ"

"ทันใดนั้นฉันเหลือบเห็นภาพของชายสวมชุดสีส้มที่หางตา ทำให้หลุดออกจาภวังค์ในทันที เมื่อพยายามเพ่งมองให้ชัดอีกครั้ง ก็พบว่านั่นเป็นคนจริง ๆ และเขามีใบหน้าที่งดงามมาก"

"ฉันร้องตะโกนสุดเสียง จนสามารถเรียกสติให้กลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้อีกครั้ง ความเจ็บปวดแสนสาหัสจากบาดแผลกลับคืนมาในทันที แต่ก็ใจชื้นขึ้นเพราะรู้ว่าจะได้ออกจากป่าแน่ ๆ แล้ว"

"ฉันร้องขอให้ชายคนนั้นช่วย แต่เขากลับยืนจ้องฉันนิ่งเฉย ทั้งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ฉันตะโกนย้ำอีกครั้งให้เขาช่วยชีวิต แต่ชายผู้นั้นไม่ยอมทำอะไรเลย และในที่สุดก็หายตัวไปในช่วงเย็นของวันนั้น ทำให้ฉันคิดว่าเขาเป็นแค่ภาพหลอน"

"เช้าวันต่อมา ชายคนนั้นได้กลับมาอีกครั้ง ฉันโกรธมากและเริ่มแช่งด่าเขาด้วยทุกภาษาที่พูดได้ แต่เมื่อชายผู้นั้นเดินจากไป ฉันก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันทีว่าไม่ควรไปดูหมิ่นเขา และคิดว่าคราวนี้เขาคงจะไม่กลับมาอีกแล้ว"

"อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นของวันนั้นซึ่งเป็นวันที่แปดหลังเครื่องบินตก ชายแปดคนปรากฏตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า พร้อมกับนำถุงใส่ศพมาด้วย พวกเขาเดินตรงเข้ามาหาฉัน"

หน่วยกู้ภัยมาถึง

"พวกเขายื่นรายชื่อผู้โดยสารให้ฉันดู ฉันจึงชี้ไปที่ชื่อของตัวเอง จากนั้นพวกเขาให้ฉันจิบน้ำจากขวด แล้วยกตัวฉันขึ้นวางบนเปลหามที่ทำจากผืนผ้าใบ ซึ่งผูกติดกับไม้พลองสองแท่งที่ตรงมุมผ้า ก่อนจะพาฉันออกจากป่า"

"นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันมีอาการตื่นตระหนกสุดขีด เพราะในใจลึก ๆ นั้นไม่อยากจะจากไป ฉันรู้สึกว่าอยากจะอยู่กับผู้โดยสารทุกคนที่นี่ และอยากจะอยู่ในภวังค์อันงดงามต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่กู้ภัยมองฉันด้วยสายตาที่เป็นห่วงอย่างมาก เพราะฉันดูหวาดกลัวจริง ๆ จนต้องวางเปลลงกับพื้นชั่วคราว"

"พวกเขาพากันถอดรองเท้าออก เพราะคิดว่ามันทำให้ฉันเจ็บ เมื่อเกิดแรงสะเทือนในขณะที่ก้าวเดิน การเสียสละนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว หลังจากนั้นฉันจึงให้ความสนใจกับพวกเขามากขึ้น จนหลงลืมอัตตาตัวตนและเริ่มมองเห็นความกรุณาของคนเหล่านี้ ซึ่งทำให้ฉันอดรู้สึกขอบคุณจากใจไม่ได้"

"พวกเราต้องพักค้างแรมกลางป่าหนึ่งคืน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเครียดมาก เพราะตอนนี้ความเจ็บปวดจากบาดแผลเข้าโจมตีฉันอย่างเต็มที่ หน่วยกู้ภัยกางเต็นท์นอนหลังเล็ก ๆ แล้วก่อกองไฟ จากนั้นก็ผูกเปลของฉันแขวนไว้กับเสาสองต้น"

อันเนตเตเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตายของเธอ ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเตเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตายของเธอ ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

"คืนนั้นมีฝนตกลงมา ทำให้พวกเขามุดเข้าไปนอนในเต็นท์กันหมด น่าขำที่ตอนนั้นฉันรู้สึกกลัวมาก ทั้งที่เมื่อวันก่อนฉันไม่กลัวเลยสักนิดตอนที่อยู่ตามลำพัง ฉันอ้อนวอนขอให้พวกเขาอย่าทิ้งฉันไว้ข้างนอกคนเดียว ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ใจดีก็ยอมออกมาก่อไฟ ทั้งยังให้ข้าวให้น้ำฉันเพิ่มอีกด้วย"

"เมื่อฉันกลับมาถึงนครโฮจิมินห์ ก็ได้พบกับเจมีซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน รวมทั้งพี่ชายและน้องชายของคู่หมั้นฉัน ทำให้อยากจะเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาในทันที เพราะฉันรู้สึกว่าตนเองต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ในการบอกเล่าเรื่องราววาระสุดท้ายของปาสเจให้พวกเขาฟัง เพื่อให้รับรู้ว่าพี่น้องของพวกเขาจากไป ทั้งที่บนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม และเสียชีวิตโดยปราศจากความทุกข์ทรมาน"

"เมื่อแม่ของฉันมาถึงเวียดนาม ฉันโพล่งพูดออกไปว่ามาหาฉันถึงที่นี่เลยเหรอ หลังจากนั้นความอดทนเข้มแข็งที่เคยมีก็พลันหมดสิ้นลง ฉันได้ยินเสียงเครื่องมือแพทย์ของโรงพยาบาลดังขึ้น ขณะที่พวกเขาพยายามสอดท่อของเครื่องช่วยหายใจเข้าไปในปอด ในตอนนั้นฉันเกือบจะตายไปแล้ว ทั้งที่ยังมองหน้าแม่อยู่"

เหตุการณ์หลังจากนั้น

"ในตอนแรกครอบครัวคิดว่าฉันตายไปแล้ว ซ้ำยังวางแผนจะจัดงานศพร่วมกับครอบครัวของปาสเจที่เมืองเลเดน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยที่เราเคยเรียนด้วยกัน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงประกาศมรณกรรมของเราไปเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงกลับบ้านมาเจอกับจดหมายแสดงความเสียใจกองพะเนิน ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้ฉันรู้สึกดีและภาคภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง"

"แม้ครอบครัวฉันจะยอมแพ้ในทันทีที่ได้ข่าวเครื่องบินตก แต่เจมีเพื่อนของฉันนั้นไม่เชื่อเลยว่าฉันตายแล้ว เขามารอรับถึงที่นครโฮจิมินห์ และแสดงอาการโกรธเกรี้ยวใส่ทุกคนที่พูดเหมือนกับว่าฉันจากไปแล้ว"

"ตอนที่กลับถึงเนเธอร์แลนด์ ขากรรไกรของฉันถูกจัดเข้าที่ และปอดที่รั่วได้รับการรักษาจนพองลมได้อีกครั้ง ฉันต้องเข้าเฝือกที่สะโพกและพยายามอยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้กระดูกที่แตกร้าวเชื่อมต่อกันจนสนิท ซึ่งเรียกได้ว่าหมอที่เวียดนามพยายามประกอบร่างที่แตกสลายของฉันเข้าด้วยกัน"

"แผลเนื้อตายที่ขาของฉันร้ายแรงมาก แต่โชคดีที่หมอชาวเวียดนามทุ่มเทอุทิศเวลาให้กับการรักษาอย่างเต็มที่ จนฉันไม่ต้องกลายเป็นคนพิการเพราะถูกตัดขาทิ้ง ซึ่งเรื่องนี้หมอชาวดัตช์บอกว่าน่าทึ่งมาก เพราะตามปกติแล้วพวกเขาจะไม่ยอมเสียเวลาผ่าตัดนานขนาดนั้น แต่จะรีบตัดขาที่เนื้อเน่าตายออกทันที เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณหมอชาวเวียดนามมากขึ้นไปอีก"

อันเนตเตกับลูกสาว

ที่มาของภาพ, Cortesía de Annette Herfkens

คำบรรยายภาพ, อันเนตเตกับลูกสาว

"งานศพของปาสเจเต็มไปด้วยบรรยากาศที่หม่นหมอง พวกเขาพาฉันไปทำพิธีที่โบสถ์ ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับงานแต่งงาน เพียงแต่คราวนี้ฉันต้องแต่งกับโลงศพ โลงนั้นวางรอฉันอยู่ที่แท่นบูชา และมีชายคนหนึ่งพยุงตัวฉันเดินเข้าไป เขาเดินนำฉันก้าวหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ราวกับว่าเป็นคนพาตัวเจ้าสาวไปส่งให้กับเจ้าบ่าว"

"เพื่อนทุกคนของฉันอยู่ที่นั่น ทั้งที่พวกเขาควรจะเป็นแขกในงานแต่งงานของเรามากกว่า ดนตรีและถ้อยคำไว้อาลัยในงานศพช่างงดงามอย่างยิ่ง จากนั้นพวกเขาก็แบกโลงของปาสเจไปที่สุสาน โดยมีฉันเดินตามหลังไปด้วย"

ก่อร่างสร้างชีวิตใหม่

"ป่าได้กลายเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับฉันไปแล้ว แต่โลกแห่งความเป็นจริงกลับดูน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า เพราะในโลกใบนั้นฉันเคยมีปาสเจอยู่ด้วยตลอดเวลา การกลับไปอยู่ในโลกของความเป็นจริงโดยไม่มีเขา ซึ่งเป็นเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของตัวฉันอยู่ด้วย คือบาดแผลอันเจ็บปวดที่ฉันไม่อาจเลี่ยงได้"

"ฉันโศกเศร้าอาลัยถึงปาสเจอยู่นาน ร้องไห้หนักครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะยังคิดถึงเขาอยู่ แม้จนกระทั่งบัดนี้ในตอนที่ฉันมีอายุมากขึ้น ก็ยิ่งได้เห็นว่าเขาพลาดโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตไปมากมาย ทั้งหลายสิ่งที่ไม่ได้ทำ และไม่ได้มีลูกอย่างที่เขาเคยปรารถนามาโดยตลอด บางทีเราต่างก็พลาดโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งที่เคยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอนแล้วแท้ ๆ"

"ในช่วงหลายเดือนหลังจากเหตุเครื่องบินตก เพื่อนของฉันหลายคนทยอยแต่งงาน ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย จนถึงขั้นที่ฉันตัดสินใจว่าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต เหมือนกับในภาพยนตร์ Four Weddings and a Funeral"

"แต่ในที่สุดเพื่อนคนหนึ่งก็บอกฉันว่า มีเพียงคนเดียวที่อาจจะมาแทนที่ปาสเจได้ นั่นก็คือเจมีที่ไปตามหาฉันถึงเวียดนาม เพราะเขาเชื่อว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่คนอื่นพากันถอดใจยอมแพ้หมดแล้ว"

"ฉันคิดว่าการลองคบหากับเจมีก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะก่อนหน้านี้เราใกล้ชิดกันมาก และฉันมักจะตกหลุมรักเพื่อนสนิท เหมือนกับตอนที่ตกหลุมรักปาสเจนั่นเอง ฉันกับเจมีลงเอยกันด้วยการแต่งงานและมีลูกสองคน"

"แม็กซ์ลูกชายของฉัน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับข่าวร้ายนี้ ฉันก็นึกถึงวิธีเอาตัวรอดในป่าตอนนั้นขึ้นมาได้ เมื่อคุณยอมรับในสิ่งที่มี และไม่หมกมุ่นโหยหาในสิ่งที่ขาด ความงดงามของชีวิตก็จะเผยแสดงออกมา"

"ฉันจึงยอมรับความเจ็บป่วยของลูกชาย เหมือนกับที่ยอมรับสภาพหลังประสบเหตุเครื่องบินตก ทันใดนั้นฉันก็มองเห็นความงดงามในตัวเขา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความรักที่ปราศจากเงื่อนไข"

"แม้ฉันจะรักลูกชายเท่ากับลูกสาว แต่ฉันไม่คาดหวังอะไรในตัวเขาเลย ในขณะที่ยังตั้งความหวังบางอย่างไว้กับพี่สาวของเขาอยู่ ลูกชายมอบความรักบริสุทธิ์ให้กับฉันอย่างแท้จริง และฉันก็รู้สึกว่าตัวเองรักเขาในแบบเดียวกัน"

""