อะไรคือบทเรียนจากความสันโดษที่ชายชาวอเมริกันได้รับจากการอยู่ลำพังกับแมวบนเกาะห่างไกลในชิลีเป็นเวลาหนึ่งปี

Bob Kull sentado en un silla con su gato en el regazo en la Patagonia chilena

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, บ็อบ คุลล์ นั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับแมวของเขาบนตักในภูมิภาคปาตาโกเนีย ของชิลี
    • Author, โรนัลด์ อเล็กซานเดอร์ อาบีลา-เคลาดิโอ และบีบีซี เอาท์ลุค (BBC Outlook)
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (ภาษาสเปน)
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

อากาศหนาวและชื้นมาก รอบ ๆ กระท่อมที่ทำจากไม้อัดและผ้าใบพลาสติก มีเพียงต้นไม้ ก้อนหิน สัตว์ไม่กี่ตัว และมหาสมุทรอันกว้างไกล

ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว หรือแม้แต่โรงพยาบาลหรือคลินิกทันตกรรมก็ไม่มี

แต่บ็อบ คุลล์ จำเป็นต้องถอนฟันที่เป็นฝีหนองอันเจ็บปวดด้วยตัวเอง

เขาคิดจะโทรเรียกทหารโดยใช้โทรศัพท์ดาวเทียมที่พกมาด้วย แต่ความช่วยเหลือคงจะมาไม่ทันกาล และนั่นคงหมายถึงจุดจบของภารกิจของเขา นั่นคือการใช้ชีวิตคนเดียวในภูมิภาคปาตาโกเนีย ของชิลีเป็นเวลาหนึ่งปี

เขาตัดสินใจส่งอีเมลถึงแพตตี้ เพื่อนของเขาซึ่งเป็นพยาบาล และเขาก็ได้คำตอบที่ตรงไปตรงมาว่า

"เธอบอกให้ฉันผูกเชือกไว้ที่ฟันของฉัน และผูกปลายอีกข้างไว้ที่ประตูแล้วก็ปิดประตูให้แน่น แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป เธอบอกด้วยว่า 'คนเราถอนฟันเองมาหลายศตวรรษแล้ว ลองคิดดูสิ'"

ถึงแม้แพตตี้จะกังวล แต่ข้อความของเธอมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เขาเดินหน้าต่อไป กระท่อมหลังนั้นไม่มีประตูหนัก ๆ ที่เขาจะใช้ได้เลย เขาจึงพยายามทำแบบเดียวกัน แต่ผูกเชือกไว้กับก้อนหิน แต่ความกลัวความเจ็บปวดทำให้เขาไม่กล้าโยนมันออกไป

"สิ่งที่ผมทำคือผูกปลายเชือกไว้กับขาโต๊ะ ตอกตะปูลงพื้น แล้วดึงฟันออกด้วยกล้ามเนื้อคอ การคิดถึงเรื่องนี้เจ็บปวดมากกว่าการลงมือทำมาก" เขากล่าว

La armada chilena transporta los materiales de bob kull a la Patagonia

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, คุลล์นำเรือคายัค เรือยาง และเครื่องมือในการก่อสร้างมากมายติดตัวมาด้วย เช่น ไม้ ค้อน และเลื่อยยนต์

ในปี 2001 ชายชาวอเมริกันผู้นี้กำลังศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา และในการทำวิทยานิพนธ์ เขาเดินทางไปยังหมู่เกาะห่างไกลในชิลี เพื่อศึกษาว่าการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายนั้นเป็นอย่างไร

การอยู่โดดเดี่ยวของเขาเต็มไปด้วยคำเปรียบเทียบเปรียบเปรย เช่น การเป็นฟันผุ แม้เขาไม่ได้ชักชวนให้ผู้คนเข้ารักษาอาการทางการแพทย์ด้วยตนเอง แต่สำหรับเขาสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าเรามักมองข้ามศักยภาพของตนเอง

"เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งในตัวคุณจะคิดเสมอว่า 'ฉันต้องอยู่ใกล้กับหมอฟันหรือใกล้กับคนอื่น'" เขากล่าว พร้อมเสริมด้วยว่าหลายคนมักกลัวความเหงา

"เพราะหนึ่งในความท้าทายของความเหงาคือการบังคับให้คุณเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณมองข้าม" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเขา นั่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ เขากล่าวในรายการเอาท์ลุค (Outlook) ของบีบีซี

เด็กน้อยที่มองหาพื้นที่ส่วนตัว

ปัจจุบัน คุลล์ อายุ 79 ปี เขาเติบโตมาในชนบทที่ยากจน ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

เตียงของเขาอยู่ในโถงทางเดินของบ้าน เขาจึงไม่มีความเป็นส่วนตัว แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยถึงการถูกทำร้ายในบ้าน แต่เขากล่าวว่า พ่อแม่ของเขามักจะตัดสินเขาอยู่เสมอ สิ่งเดียวที่ทำให้ครอบครัวของเขาผูกพันกันคือความรักในธรรมชาติ

"ทุกบ่ายวันอาทิตย์ในฤดูร้อน เราจะปิกนิกกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลาด้วยกัน" เขากล่าว

สิ่งนี้ยังทำให้เขาสนใจและแสวงหาความสันโดษอยู่เสมอ

"ในบางแง่มุม วัยเด็กของผมเป็นช่วงเวลาที่งดงามราวกับภาพฝัน แต่ผมไม่เข้าใจเลย ผมแค่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับตัวเอง ดังนั้นการข้ามถนน ปีนข้ามรั้วลวดหนาม หายเข้าไปในป่าต้นไม้ อยู่กับทุ่งหญ้า และลำธาร และได้อยู่คนเดียว จึงเป็นพรอันประเสริฐสำหรับผม" เขากล่าว

เขาเสริมว่า "มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักในการอยู่คนเดียวในโลกโดยไม่มีคนรอบข้าง"

เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจึงย้ายออกจากบ้านทันทีที่ทำได้ หลังจากเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกา เขาย้ายไปแคนาดาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหารในช่วงสงครามเวียดนาม

เขาทำงานหลายอย่างในแคนนาดา ทั้งเป็นหน่วยดับเพลิง ทำงานในโรงเลื่อยไม้ ซ่อมบำรุง ก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งเรียนหลักสูตรถ่ายภาพเป็นเวลาสองปี

เขายังเผชิญกับการตั้งคำถามถึงความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิตตนเอง

"ผมกลายเป็นผู้ชายแมน ๆ เมาในบาร์และทำลายทุกสิ่งที่ผมสัมผัส" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า "ผมรู้สึกว่างเปล่า ชีวิตผมว่างเปล่า ผมต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง"

bob kull tratando de extirparse un diente con un hilo

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, ระหว่างที่อยู่ที่ปาตาโกเนีย คูลต้องถอนฟันหลังจากมีฝีหนอง

เขาจึงตัดสินใจใช้ช่วงอันยาวนานอยู่คนเดียวในป่ารกร้างทางตอนเหนือของแคนาดา ตลอดระยะเวลาสามเดือน เขาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลาและล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่งในบริติชโคลัมเบีย

วันหนึ่งใกล้ชายหาด เขาพบรอยเท้าหมี และการผจญภัยของเขากลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว

บัดนี้เขาต้องเผชิญกับความกลัวหรือกลับไปใช้ชีวิตทางสังคม และเขาตัดสินใจเลือกอย่างแรก

"คืนหนึ่ง ผมออกจากกองไฟ เดินเข้าไปในป่า แล้วนอนลงบนพื้นในความมืด ผมอยู่ที่นั่นครู่หนึ่งและได้ยินเสียงหมีกำลังเดินเข้ามาหา ผมกลัวจนแทบจะสิ้นสติ" เขากล่าว

เขาอยู่นิ่ง เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์ป่า การก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงความตาย

เขาเริ่มร้องขอความช่วยเหลือโดยไร้จุดหมาย แต่เพราะไม่มีใครอยู่รอบ ๆ เขาจึงยอมแพ้

"ถ้าหมีต้องการเขมือบผม ก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น" คุลล์ กล่าว

ประสบการณ์นี้ฝังลึกอยู่ในชีวิตของเขา หมีไม่เคยย่างกายมาหาเขาเลย และจนถึงทุกวันนี้เขายังไม่รู้ว่าหมีตัวนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แต่เขาเข้าใจว่า ตนได้บรรลุสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการยอมจำนนทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงเขาเข้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง

"ผมจินตนาการว่านี่จะเป็นชีวิตของผม เต็มไปด้วยแสงสว่างและความอัศจรรย์ นี่คือสิ่งที่ผมค้นหามาตลอด นั่นคือความรู้สึกถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณ" เขากล่าว

เรียนที่จะรู้จักตัวเอง

หลังจากประสบการณ์กับธรรมชาติครั้งนั้น คุลล์ ก็ยังคงเดินทางต่อไป และเขายังสอนหลักสูตรการเดินเรือและดำน้ำในสาธารณรัฐโดมินิกัน อีกด้วย

ถว่า ถัดมาเขากลับถูกคนเมาขับรถชน ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ในนครมอนทรีออล ของแคนาดาเป็นเวลาหนึ่งปี และต้องตัดขาข้างหนึ่งทิ้งในที่สุด

ประสบการณ์อันเจ็บปวดนี้นำพาให้เขาไปศึกษาชีววิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแมคกิลล์เมื่ออายุ 40 ปี ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอก เขาเปลี่ยนความสนใจ และแทนที่จะศึกษาโลกรอบตัว เขากลับเริ่มวิเคราะห์ตัวเอง

"ผมตระหนักว่าสัตว์ที่ผมอยากศึกษาจริง ๆ คือตัวผมเอง" เขากล่าว

ความคิดเรื่องความหวังสุดท้ายเกิดขึ้นที่หมู่เกาะทางตอนใต้ของชิลี ห่างไกลจากไม่เฉพาะเพียงนักท่องเที่ยวแต่กับผู้คนทั่วไปอีกด้วย ที่ซึ่งรัฐบาลของประเทศในอเมริกาใต้เตือนเขาว่า เป็นสถานที่ซึ่ง "โหดร้ายและสุดขั้วที่สุด"

imagen de la isla en la que bob kull vivió por un año en la patagonia chilena

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, เอสเปรันซา (Esperanza) เป็นหมู่เกาะในภูมิภาคปาตาโกเนีย ของชิลี

"ผมบอกชาวชิลีว่าผมรู้จักความหนาวเย็นดี ผมเคยอาศัยอยู่ที่เวสต์แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา" คุลล์กล่าว "แต่ผมไม่รู้ว่าอากาศหนาวจริง ๆ เป็นยังไง ที่ชิลีมีลมที่แรงที่สุดในโลก" เขากล่าวเสริม

กองทัพเรือชิลีช่วยเขาเดินทางมาถึงพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมด และเขาตั้งรกรากอยู่บนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ และห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็ไม่มีเกาะอยู่เลย

เขานำอุปกรณ์ต่าง ๆ ติดตัวมาด้วยมากมาย ทั้งอาหาร เครื่องมือก่อสร้าง คันเบ็ด เรือคายัค เรือยาง โพรเพน เตา และอุปกรณ์สื่อสาร

และยังมีแมวอีกตัวหนึ่งที่ช่วยบอกเขาได้ว่า ปลาที่จับได้นั้นสดหรือไม่ แต่แมวตัวนี้กลับกลายเป็นเพื่อนคู่ใจของเขา คอยจับหอยและปกป้องเขาจากสภาพอากาศอันโหดร้ายของโลกใต้

ช่วงสองสามเดือนแรกนั้นยากลำบากมาก

เขาต้องนอนในเต็นท์ที่ถูกน้ำขึ้นท่วมในคืนหนึ่ง ทำให้เขาต้องขนย้ายข้าวของทั้งหมด และต่อมาก็สร้างกระท่อมด้วยมือของเขาเอง โดยยกเสาสูงเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นดินที่เปียกชื้น

"แผนของผมคือการเย็บผ้าใบกันน้ำ ผมนำลวดเย็บมา 2,000 อัน แต่ขนาดมันผิด ผมต้องตอกมันทีละอัน ๆ นิ้วผมแตกเพราะความหนาว ผมตอกและสบถด่าไปเรื่อย ๆ" เขากล่าว

ในบ้านชั่วคราวของเขา คูล สามารถรับมือกับสภาพอากาศอันโหดร้ายของปาตาโกเนียได้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งเดียวที่เขาหนีไม่พ้นในกำแพงผ้าใบเหล่านั้นก็คือตัวของเขาเอง

cabaña de bob kull en la patagonia construida con madera contrachapada y lonas de plástico sobre unos pilares

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, มีอุปกรณ์และเครื่องมือก่อสร้างมากมายที่สามารถนำมาใช้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม

เราเรียนรู้อะไรจากความเหงา ?

ลมแรงและความชื้นทำให้โรงเก็บของที่ทำจากไม้และผ้าใบเสียหาย ดังนั้น คุลล์จึงใช้เวลาทั้งวันไปกับการซ่อมแซมมัน

"ผมใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่มันก็ค่อนข้างที่จะยุ่ง เพราะต้องซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่นอกเหนือจากนั้น ผมยังต้องไปตกปลา หาฟืนด้วยเลื่อยยนต์ และตัดฟืนสำหรับก่อไฟ" เขากล่าว

นอกจากนี้ เขายังคงฝึกสมาธิตามเวลาที่กำหนด

"วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนของผม ในช่วงเวลานั้นของสัปดาห์ ผมไม่ได้ทำอะไรที่เป็นแบบแผน แม้แต่นั่งสมาธิหรือทำงานบ้านใด ๆ ผมแค่อยู่ที่นั่นเฉย ๆ" เขากล่าวเสริม

แท้จริงแล้ว ช่วงเวลานั้นของสัปดาห์เป็น "ช่วงเวลาที่ยากที่สุด"

คุลล์คิดว่าตลอดปีที่เขาอยู่ที่ปาตาโกเนีย เขาจะรู้สึกเหมือนกับตอนที่เขาใช้เวลาอยู่ในป่าแคนาดา "ยังผูกพัน" กับโลกภายนอก ตลอดสามเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันอาทิตย์ เขาจะตกอยู่ใน "ภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง รู้สึกถึงความโกรธ โดดเดี่ยวและแปลกแยก" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ความสันโดษ นอกจากจะช่วยให้เขาค้นพบศักยภาพของตัวเอง ดังเช่นที่เกิดขึ้นหลังจากถอนฟัน หรือช่วยให้เขายอมจำนนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าแคนาดาแล้ว ยังให้บทเรียนสำคัญประการที่สามแก่เขา นั่นคือ การยอมรับ

Interior de la cabaña de bob kull en la patagonia chilena

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คำบรรยายภาพ, บ็อบ คุลล์รักษาความอบอุ่นในกระท่อมของเขาด้วยเครื่องทำความร้อนด้วยแก๊สโพรเพน

"ผมคิดว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้คือความสงบ การยอมรับสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น" เขาอธิบาย

ความเข้าใจนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เขาไปเยือนธารน้ำแข็งที่เขาเห็นบนแผนที่ปาตาโกเนียของเขา มันยิ่งดูโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก ห่างไกลจากกระท่อมเล็ก ๆ ของเขาและแมวที่คอยเป็นเพื่อนเขา

"ผมควบคุมสภาพอากาศภายนอกไม่ได้ แต่ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้และไม่รู้สึกแย่เมื่ออากาศหนาวหรือฝนตก เช่นเดียวกับสภาพอากาศภายใน" คูลกล่าว

"บางครั้งข้างในก็แดดจ้าและอบอุ่น บางครั้งก็มีหมอกหนา และบางครั้งก็มีพายุ"

"มันดูไร้สาระใช่ไหม ? การยืนกรานว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามที่มันเป็นนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานมาก แต่เรากลับใช้เวลาและพลังงานมากมายไปกับการปฏิเสธความเป็นจริง ปฏิเสธว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามที่มันเป็น หรือต่อสู้กับความเป็นจริง" เขากล่าวต่อ

bob kull utiliza su computador en el interior de su cabaña en la Patagonia chilena

ที่มาของภาพ, Bob Kull

คุลล์ใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งในปาตาโกเนีย จนกระทั่งแพตตี้ เพื่อนของเขาเดินทางมาถึงพร้อมกับกองทัพเรือชิลีเพื่อตามหาเขา

เขาบอกว่าเขาคุ้นเคยกับความสันโดษอยู่แล้ว และไม่ได้รีบร้อนที่จะยุติการผจญภัยของเขา

"เมื่อเรือของกองทัพเรือมารับผม แพตตี้ก็อยู่กับผม แต่ผมเดินไปที่ท้ายเรือและนั่งมองเกาะนั้นทิ้งระยะห่างไปไกลเรื่อย ๆ " เขาเล่า

เขากล่าวว่าสำหรับเขาหมู่เกาะเอสเปรันซา กลายเป็นเหมือน "บ้าน"

ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา และเขาก็ยังคงมีช่วงเวลาแห่งความสันโดษอย่างแท้จริง

"ผมใช้เวลาหนึ่งเดือนตั้งแคมป์คนเดียว ขับรถขึ้นเหนือ แล้วจ่ายเงินให้นักบินพาผมไปยังทะเลสาบอันห่างไกลด้วยเครื่องบินทะเลของเขา" เขากล่าว

แต่ทะเลสาบนั้นอยู่ที่ไหน ? เขาปฏิเสธที่จะบอกกับบีบีซี

เขาไม่ต้องการให้ใครมารบกวนความสันโดษของเขา

บทสัมภาษณ์ฉบับดั้งเดิมของบ็อบ คุลล์จัดทำขึ้นในรายการเอาท์ลุค (Outlook) ของบีบีซี

คุณสามารถฟังเวอร์ชันภาษาอังกฤษได้ที่นี่ เรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงเป็นบทโดย โรนัลด์ อเล็กซานเดอร์ อาบีลา-เคลาดิโอ