จากลูกผู้อพยพชาวเม็กซิกัน ถูกพวกใคร่เด็กลักพาตัวไปตอน 4 ขวบ สู้ชีวิตจนโตมาเป็นทนายชื่อดังในสหรัฐฯ ได้อย่างไร

Antonio Salazar-Hobson

ที่มาของภาพ, Antonio Salazar-Hobson

คำบรรยายภาพ, อันโตนิโอ ซาลาซาร์-ฮ็อบสัน ต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากการถูกล่วงละเมิด แต่เขาก้าวข้ามมันมาได้ และอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่รอดมาได้รายอื่น ๆ
    • Author, โจ ฟิดเจน และ โซอี เกลเบอร์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

อันโตนิโอ ซาลาซาร์-ฮ็อบสัน มีอายุเพียงสี่ขวบ ในตอนที่ถูกคู่สามีภรรยาข้างบ้าน ลักพาตัวไปจากครอบครัวของเขาที่รัฐแอริโซนา โดยถูกพาตัวไปไกลถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเดิมกว่า 500 กิโลเมตร

เขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างทารุณโหดร้าย ในบ้านของโจรลักพาตัวที่กลายเป็นพ่อแม่บุญธรรม เส้นทางชีวิตที่แสนเศร้าหลังจากนั้น เต็มไปด้วยความเงียบงัน, การถูกทำร้าย, และความโหยหาอย่างสิ้นหวังที่จะได้กลับบ้าน

"เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต" อันโตนิโอกล่าวถึงแม่ผู้ให้กำเนิดในความทรงจำของเขา ซึ่งภาพติดตาดังกล่าวมาจากตอนที่แม่นำอาหารเช้า ซึ่งมักจะเป็นแผ่นแป้งม้วนห่อไส้ "เบอร์ริโต" และกาแฟ มาเสิร์ฟให้กับพ่อและบรรดาลูก ๆ ในทุกวัน

อันโตนิโอเกิดมาในครอบครัวใหญ่ของชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน โดยเป็นลูกคนที่ 11 จากทั้งหมด 14 คน พ่อแม่ของเขาคือนายเฮซูสและนางเปตรา คนงานฟาร์มเกษตรกรรมที่รับจ้างทำงานเฉพาะในบางช่วงฤดูกาลเท่านั้น ทั้งหมดตั้งรกรากอยู่ที่เมืองฟีนิกซ์ ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ

กว่าอันโตนิโอจะเริ่มพูดได้ ก็เป็นตอนที่เขามีอายุถึง 3 ขวบแล้ว แต่อันโตนิโอก็รักแม่ของเขามาก เธอคือแสงสว่างแห่งความสุขรื่นเริงเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรงบ่อยครั้ง แม่ยังคอยดูแลเอาใจใส่อันโตนิโอเป็นพิเศษ เพราะแม้เขาจะเป็นเด็กที่รู้ความและช่างคิด แต่ก็เงียบขรึมเกินวัยมากเช่นกัน

"พ่อของผมเป็นชายร่างสูงใหญ่ ชอบดื่มเหล้าและเมาอาละวาดบ่อยครั้ง พ่อจะทุบตีแม่เป็นประจำ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ราวห้าหกคืนต่อสัปดาห์"

แม้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากดังกล่าว แม่ของอันโตนิโอก็ยังทำให้เขารู้สึกได้ว่า ตนเองเป็นที่รักของครอบครัว เขาจะยิ้มกว้างทุกครั้งเมื่อได้ย้อนรำลึกถึงชีวิตวัยเด็กในตอนนั้น "ครอบครัวยอมรับและให้ผมเข้าร่วมทำทุกสิ่ง ผมมีแก๊งของตนเองที่ประกอบไปด้วยเหล่าพี่น้องชายหญิง และผมได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาอย่างสมบูรณ์"

ปัจจุบันอันโตนิโอเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเส้นทางอาชีพของเขามุ่งดำเนินการทางกฎหมาย กับบริษัทหรือกิจการที่ทรงอิทธิพล เพื่อเรียกร้องขึ้นค่าแรงและสวัสดิการ ให้กับลูกความของเขาซึ่งมักจะเป็นแรงงานที่ยากจนและด้อยโอกาส ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่เคยแพ้คดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ อันโตนิโอเคยต้องสูญเสียทุกสิ่งมาก่อน ชีวิตวัยเยาว์ของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ความอ้างว้างโดดเดี่ยว และการเป็นคนไร้สิทธิ์ไร้เสียง แต่เขาสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดที่คนทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้ และด้วยความสามารถในการปรับตัวเพื่อลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้ง รวมทั้งสายใยที่ผูกพันลึกซึ้งต่อรากเหง้าของตนเอง เขาพบหนทางที่ช่วยให้รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายในที่สุด

Antonio's parents, Petra and Jesús

ที่มาของภาพ, Antonio Salazar-Hobson

คำบรรยายภาพ, เฮซูสและเปตราเป็นผู้อพยพจากเม็กซิโก แต่อันโตนิโอเกิดที่เมืองฟีนิกซ์ของสหรัฐฯ ในปี 1955

ความเมตตาที่กลายเป็นความโหดร้าย

พ่อแม่ของอันโตนิโอมักจะทำงานในสวนผลไม้หรือไร่ฝ้าย โดยต้องเหน็ดเหนื่อยใช้แรงงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน แต่กลับได้ค่าแรงน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วคนงานอย่างพวกเขามักเป็นคนเชื้อสายเม็กซิกัน หรือ "ชิกาโน" (Chicano) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกลูกหลานชาวเม็กซิกันในสหรัฐฯ ครอบครัวซาลาซาร์เองก็พูดภาษาสเปนกันที่บ้าน ส่วนเด็กชายอันโตนิโอก็เอ่ยปากพูดคำแรกในชีวิตเป็นภาษาสเปน ซึ่งทำให้แม่ของเขาดีใจอย่างยิ่ง

ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อจอห์น และซาราห์ ฮ็อบสัน สองสามีภรรยาผิวขาวที่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน ย้ายเข้ามาอยู่ในย่านชุมชนของพวกเขา ที่มีแต่ "ชิกาโน" เป็นส่วนใหญ่ จอห์นและซาราห์เป็นคนมีการศึกษาแต่ไม่มีบุตร จึงมอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวซาลาซาร์ ที่มักจะโดนโกงค่าแรงอยู่เป็นประจำ สองสามีภรรยามักจะชวนให้เด็ก ๆ มาที่บ้าน ซื้อรองเท้าใหม่และอบคุกกี้ให้ จนได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวซาลาซาร์ในที่สุด

ทว่าความเมตตาปราณีนั้นแฝงไว้ด้วยเจตนาอันชั่วร้าย เพียงไม่กี่เดือนหลังจากสนิทสนมกัน สองสามีภรรยาฮ็อบสันก็เอ่ยปากขอให้อันโตนิโอมานอนค้างที่บ้านของพวกเขาเป็นครั้งคราว หลังจากนั้นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กก็ได้เริ่มขึ้น โดยเริ่มจากสองสามีภรรยาเป็นลงมือผู้กระทำก่อน แล้วจึงขยายวงออกไปสู่พวกใคร่เด็ก ซึ่งเป็นชายแปลกหน้าที่คู่สามีภรรยาฮ็อบสันเชิญมาบ้านอีกหลายคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกสุดสัปดาห์ โดยที่ครอบครัวของอันโตนิโอไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย เขาถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจนกลับไปพูดไม่ได้อีกครั้ง นับตั้งแต่ถูกล่วงละเมิดทางเพศครั้งแรก

"ผมกลายเป็นใบ้หลังโดนกระทำครั้งแรก จะไปฟ้องพ่อแม่หรือบอกใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น ในใจของผมมีแต่ความอับอายและรู้สึกผิดบาปอย่างรุนแรง"

แต่ในที่สุดพ่อแม่ของอันโตนิโอก็สังเกตเห็นว่า ลูกผ่ายผอมลงทั้งยังมีนัยน์ตาเศร้าและขุ่นมัว ทำให้ในช่วงต้นเดือนม.ค. ปี 1960 สองสามีภรรยาฮ็อบสันไม่อาจมาเยี่ยมบ้านของครอบครัวซาลาซาร์ได้อีกต่อไป หลังมีการออกคำสั่งศาลให้ทั้งครอบครัวคอยห้ามและป้องกัน เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านจากนรกเข้าใกล้อันโตนิโอได้อีก

Sarah and John Hobson

ที่มาของภาพ, Antonio Salazar-Hobson

คำบรรยายภาพ, สองสามีภรรยาฮ็อบสัน ซื้อรองเท้าให้เด็ก ๆ ในครอบครัวซาลาซาร์ และยังเสนอจะพาพวกเขาไปรับศีลจุ่มด้วย

ทว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น หรือในเดือนก.พ. ของปีเดียวกัน สามีภรรยาฮ็อบสันได้กลับเข้ามาในชีวิตของอันโตนิโออีกครั้ง โดยในช่วงที่พ่อแม่ของเขาออกไปทำงานในไร่ และทิ้งเขาให้อยู่บ้านกับพี่น้องอีก 6 คน โดยมี "รูดี้" วัย 9 ขวบ ทำหน้าที่ผู้ปกครองชั่วคราวนั้น สามีภรรยาฮ็อบสันได้แอบเข้ามาหลอกล่อเด็ก ๆ โดยแสร้งบอกว่าจะไปซื้อไอศกรีมมาให้พวกเขา แต่อันโตนิโอจะต้องไปด้วย

"ผมปฏิเสธและวิ่งหนีไปซ่อนตัว แต่หนึ่งในพี่น้องของผมเผลอง้างประตูเปิดอ้าไว้ เพื่อที่จะได้มองเห็นเหตุการณ์ภายนอก แต่จอห์นฉวยโอกาสเข้ามาจับตัวผม แล้วโยนเข้าไปในรถก่อนจะขับออกไปเลย คืนนั้นพวกเขาพาผมไปถึงแคลิฟอร์เนีย" อันโตนิโอเล่าถึงเหตุสะเทือนขวัญ ที่เขาต้องเจอเมื่อมีอายุได้เพียง 4 ปี 4 เดือน เท่านั้น

เอาตัวรอดท่ามกลางความเงียบงัน

Antonio Salazar-Hobson

ที่มาของภาพ, Antonio Salazar-Hobson

คำบรรยายภาพ, อันโตนิโอ ซาลาซาร์-ฮ็อบสัน

เมื่อต้องพลัดพรากไปไกลจากบ้านถึงเกือบ 500 กิโลเมตร คู่สามีภรรยาฮ็อบสันได้แยกให้เขาไปอยู่คนเดียว ในสวนส้มที่ห่างไกลจากชุมชนมาก ซ้ำยังขู่บังคับเขาเป็นเวลานานหลายปี ให้ยอมรับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งการทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างเป็นระบบ ซึ่งบาดแผลทางใจที่เกิดจากเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ ทำให้เขาต้องเป็นใบ้อีกครั้ง "ในตอนนั้นผมไม่มีความสามารถที่จะคิดได้ว่า ควรจะติดต่อหรือกลับไปหาครอบครัวได้อย่างไร ผมไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี"

ด้วยความเหงาอ้างว้างและการที่พูดออกเสียงไม่ได้ อันโตนิโอได้สร้าง "พิธีกรรม" อย่างหนึ่งขึ้นมา เพื่อที่จะสื่อสารทางใจกับครอบครัว เขาลงมือฝังอิฐ 15 ก้อน โดย 13 ก้อนในจำนวนนั้น ใช้แทนตัวพี่น้องของเขาทั้ง 13 คน และอีกสองก้อนแทนตัวพ่อและแม่ของเขา

ในทุกเช้าเขาจะ "ปลุก" อิฐเหล่านั้นให้ฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหล โดยกระซิบข้อความบอกรักแก่พวกมันว่า "ผมบอกกับอิฐที่เป็นตัวแทนของครอบครัวว่า ผมรักและคิดถึงพวกเขา ผมยังให้สัญญาด้วยว่า สักวันหนึ่งผมจะกลับไปให้ได้ สิ่งนี้ช่วยให้ผมมีอารมณ์มั่นคงพอจะเอาตัวรอดได้"

วันเวลาผ่านไปอีกสองปีครึ่ง อันโตนิโอพบว่ามีฟาร์มเลี้ยงไก่อยู่ใกล้ ๆ กับที่พักของเขา ซึ่งคนงานส่วนใหญ่ที่นั่นเป็นชาวละตินหรือละติโน (Latino) ที่พูดภาษาสเปนเป็นภาษาแม่เหมือนกันกับเขา อันโตนิโอใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับคนกลุ่มนี้ตลอดช่วงฤดูร้อนของปีนั้น จนกระทั่งหญิงผู้หนึ่งพบว่าเขาเป็นชาวเม็กซิกัน พวกคนงานจึงได้เริ่มทำอาหารเช้าและอาหารกลางวันมาให้เด็กน้อยผู้น่าสงสาร

"ตั้งแต่ถูกลักพาตัวมา ไม่มีใครใจดีกับผมเลย แต่การที่ได้สนิทสนมกับคนเหล่านั้น ช่วยย้ำเตือนให้ผมตระหนักได้ว่าตัวเองเป็นใคร ผมคือชิกาโน และคนเหล่านี้คือคนของผม"

คาวบอยผู้ช่วยชีวิต

Antonio in a strawberry field.

ที่มาของภาพ, Billy Douglas

คำบรรยายภาพ, อันโตนิโอในไร่สตรอว์เบอรีแห่งหนึ่ง

หลังจากถูกลักพาตัวมาได้เกือบสามปี สองสามีภรรยาฮ็อบสันตัดสินใจเอาอันโตนิโอเข้าโรงเรียน โดยแสร้งบอกกับครูว่าเขาเป็นบุตรบุญธรรมชื่อ "โทนี เอส. ฮ็อบสัน" ส่วนสาเหตุที่อาชญากรผู้ลักพาตัวเขาทำเช่นนั้น อันโตนิโอบอกว่า "อาจเป็นเพราะพวกเขากลัวว่าจะถูกรายงานต่อทางการ หากมีคนพบว่าผมไม่ได้เข้าโรงเรียน"

อันโตนิโอได้เริ่มหัดอ่านเขียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน ซึ่งเขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนสื่อสารได้คล่องแคล่ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยบอกใครเรื่องที่ถูกลักพาตัวมา

การล่วงละเมิดทางเพศยังคงไม่จบสิ้น เพราะเมื่อช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมาถึง สองสามีภรรยาฮ็อบสันจะส่งเขาไปที่บ้านไร่ ซึ่งเป็นฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในรัฐเนวาดา เพื่อให้ชายแปลกหน้าหลายคนล่วงละเมิดทางเพศ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนถึงสามปีติดต่อกัน "พวกเขาบอกว่าจะให้ผมไปเรียนขี่ม้า แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อปิดบังความผิดให้กับพวกใคร่เด็ก"

ทว่าในช่วงฤดูร้อนของปีที่สาม ขณะที่อันโตนิโอมีอายุได้ 9 ขวบ เขาสิ้นหวังและพยายามจะฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการช่วยชีวิตจาก "รอย" คาวบอยคนหนึ่งในละแวกนั้น ซึ่งรอยได้ข่มขู่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ว่าจะแจ้งความเอาผิดกับเขา พร้อมทั้งจัดการส่งตัวอันโตนิโอ กลับไปยังบ้านของสามีภรรยาฮ็อบสันทันที ทำให้นับแต่นั้นเขาไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอีกเลย

ในตอนนั้นชีวิตของสองสามีภรรยาฮ็อบสันเริ่มตกต่ำลง จอห์นตกงานและซาราห์เริ่มดื่มเหล้าหนัก จนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนอันโตนิโอได้ตัดสินใจจะเอาดีทางวิชาการให้ได้ เขามักจะเก็บตัวอ่านหนังสืออยู่ในห้องซักล้าง ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงบที่สุดของบ้านคืนละหลายชั่วโมง

"ผมตัดสินใจแล้วว่า ผมเป็นชิกาโน ผมมีความภาคภูมิใจในตนเอง และจะขยันหมั่นศึกษาเล่าเรียนอย่างดี เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่มีเชื้อสายเดียวกัน"

พบวีรบุรุษ

Civil rights icon César Chávez

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เซซาร์ จาเวซ คนงานในฟาร์มเกษตรกรรม ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน ได้ร่วมกับโดลอเรส อูเอร์ตา ก่อตั้งสหภาพแรงงานของคนงานในฟาร์มเกษตรกรรม (UFW) เมื่อปี 1962 และได้กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิพลเมืองระดับแนวหน้าคนหนึ่ง

เมื่ออันโตนิโอมีอายุได้ 13 ปี เขาต้องออกไปทำงานในเรือกสวนไร่นาเหมือนกับพ่อแม่ ทำให้ได้รู้จักคุ้นเคยกับครอบครัวชาวชิกาโน และนักศึกษาเชื้อสายเดียวกันที่รณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง

ในการชุมนุมครั้งหนึ่งขององค์กรแนวร่วมคนงานฟาร์มเกษตรกรรม (UFW) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานระดับชาติที่ใหญ่ที่สุด สำหรับแรงงานในภาคการเกษตรของสหรัฐฯ อันโตนิโอได้พบกับชายผู้หนึ่ง ซึ่งจะมาพลิกฟื้นเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเขา คนผู้นั้นคือเซซาร์ จาเวซ ผู้นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองชื่อดัง โดยอันโตนิโอยอมเปิดเผยกับเขาว่า ตนเองถูกลักพาตัวมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายในฟาร์มเกษตรกรรม และยังบอกถึงความปรารถนาของเขาที่จะมุ่งมั่นต่อสู้กับความอยุติธรรม

"ผมเล่าให้จาเวซฟังว่า ผมทำงานเก็บเกี่ยวในไร่ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ไม่มีห้องสุขาแม้แต่ห้องเดียวให้คนงานหญิง ไม่มีน้ำเย็นให้เราอาบชำระล้างร่างกาย และยังมีความลำบากอื่น ๆ อีกมาก"

ชาเวซได้ชวนให้อันโตนิโอมาทำงานกับเขา และหนึ่งปีต่อมา เขาเอ่ยปากขอให้อันโตนิโอเป็นทนายแรงงาน "ในตอนนั้นผมไม่มีความฝันหรือความทะเยอทะยานอะไรเลย นอกจากการกลับไปหาครอบครัว แต่เขาได้มอบความฝันนั้นให้กับผม"

ต่อมาอันโตนิโอได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน เพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาครูซ (UCSC) ในวันที่เขาสำเร็จการศึกษา สองสามีภรรยาฮ็อบสันได้ไล่เขาออกจากบ้าน และเขาจากมาโดยไม่มีอะไรติดตัวเลย นอกจากกระเป๋าเพียงใบเดียว แต่กลับรู้สึกเป็นอิสระอย่างยิ่ง "ผมคิดในใจว่า นี่ช่างเป็นวันที่ดีเสียจริง พวกเขาจะทำร้ายผมไม่ได้อีกแล้ว"

นับแต่นั้นเป็นต้นมา อันโตนิโอก็ไม่เคยได้เจอกับสองสามีภรรยาฮ็อบสันอีกเลย

คำมั่นสัญญา

Antonio with his wife, Katherine.

ที่มาของภาพ, Antonio Salazar-Hobson

คำบรรยายภาพ, อันโตนิโอกับแคเทอรีนผู้เป็นภรรยาของเขา

อันโตนิโอรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเซซาร์ จาเวซ และกลายเป็นทนายความผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ เนื่องจากไม่เคยแพ้คดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการว่าความให้กับคนงานฟาร์มเกษตรกรรม และชุมชนที่ด้อยโอกาส

เขายังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองตอนเด็ก ตอนที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสวนส้มอีกด้วย เขาได้จ้างนักสืบเอกชนเพื่อตามหาครอบครัวเดิม และเข้ารับการบำบัดจิตด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของ "แคเทอรีน" ภรรยาของเขา หลังจากนั้นไม่นานนัก อันโตนิโอก็ได้พบที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของพี่น้องจำนวนหนึ่ง

ในตอนแรกเขากลัวว่าครอบครัวจะไม่ยอมรับ เพราะตอนนี้เขาดู "เหมือนคนขาวเชื้อสายอังกฤษ" มากเกินไป แต่ "รามอน" ซึ่งเป็นพี่ชายคนหนึ่งของอันโตนิโอ รีบติดต่อกลับมายังนักสืบเอกชนทันทีว่า "พวกเราต่างเฝ้ารอข่าวคราวของน้องมานาน รีบบอกให้เขาโทรหาผมเดี่ยวนี้เลย"

คำถามแรกที่อันโตนิโอถามพี่ชายคือ "แม่ยังมีชีวิตอยู่ไหม" คำตอบที่ได้นั้นน่ายินดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

การหวนคืนและการบำบัดเยียวยา

Antonio Salazar-Hobson today, sitting on a sofa

ที่มาของภาพ, Billy Douglas

คำบรรยายภาพ, "ผมมีสถานที่ซึ่งเป็นหลักใช้ยึดเหนี่ยวตัวเองเอาไว้ นั่นคือครอบครัวที่แท้จริงของผม ตราบใดที่ยังยึดเชือกเส้นนั้นเอาไว้ได้ ไม่สำคัญเลยว่าพวกเขาจะพาผมหนีไปไกลแค่ไหน และนั่นคือสิ่งจำเป็นที่ผมต้องมีเพื่อกลับบ้าน"

ทั้งครอบครัวได้กลับมาพบหน้ากัน โดยการรวมตัวครั้งนี้เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย แม่มองตาอันโตนิโอแล้วกอดเขาแน่น ส่วนน้องสาวก็มาต้อนรับเขาพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า "ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มันช่างสมบูรณ์แบบมาก"

แต่ถึงกระนั้น บรรดาพี่ชายของเขาออกจะสงวนท่าทีอยู่เล็กน้อย เพราะบาดแผลในครอบครัวที่เกิดขึ้นจากการที่เขาหายตัวไป พ่อของเขากล่าวโทษแม่และรูดี้ พี่ชายของเขาซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 9 ขวบ ที่ไม่ดูแลคุ้มครองลูกและน้องชายให้ดี ส่งผลให้หลังจากนั้นพ่อไล่แม่ออกจากบ้าน และส่งรูดี้ไปอยู่โรงเรียนประจำที่เข้มงวดและเต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง เห็นได้ชัดว่าครอบครัวของอันโตนิโอ ไม่อาจฟื้นคืนความสัมพันธ์กลับมาได้เลย หลังจากที่เขาถูกลักพาตัวไป

อันโตนิโอใช้เวลาสองปีหลังจากนั้นอยู่กับแม่ คอยทำอาหารให้เธอ และเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของเขาให้แม่ฟัง โดยพยายามตัดทอนเรื่องราวอันโหดร้ายให้ฟังดูผ่อนเบาลง "แม่ชอบแสดงความรักและร่าเริงมาก มือและใบหน้าของเธอหยาบกร้านเพราะพยายามทำงานหนักมาหลายปี แต่ผมชื่นชมเธอจากก้นบึ้งของหัวใจ"

ในที่สุดแม่ของเขาก็จากไป ด้วยโรคที่เกิดจากสารพิษในยาฆ่าแมลง พ่อของเขาก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในแบบเดียวกัน แต่ถือว่าอันโตนิโอยังโชคดี ที่มีโอกาสได้ดูแลและแสดงความเคารพยกย่องบุพการีในวาระสุดท้าย

เป็นปากเสียงให้กับผู้ไร้สิทธิ์ไร้เสียง

Cover of Antonio Salazar-Hobson’s book.

ที่มาของภาพ, Wyatt-MacKenzie Publishing, Inc.

คำบรรยายภาพ, หนังสือที่อันโตนิโอเขียนจนได้รับรางวัล มีชื่อว่า "อันโตนิโอ เรารู้จักคุณ" ('Antonio, We Know You') มาจากคำพูดของเซซาร์ จาเวซ ผู้ชี้แนะคนสำคัญของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยออกหน้ารับรองกับบรรดาคนงานฟาร์มเกษตรกรรมว่า อันโตนิโอเป็นคนที่พวกเขาไว้ใจได้

ตลอดช่วงหลายสิบปีหลังจากนั้น อันโตนิโอพยายามบ่มเพาะความสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่ยั่งยืน กับบรรดาพี่น้องและหลาน ๆ ส่วนตัวของเขาเองนั้นก็มีบุตรสองคน ซึ่งเขาได้ตั้งใจไว้แล้วว่า จะเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองให้ลูกได้รับรู้ทั้งหมด เมื่อพวกเขาโตขึ้นจนถึงวัยอันสมควร

"ลูกของผมรักพ่อ ทั้งยืนกรานจะอยู่เคียงข้างผมอย่างหนักแน่น ทุกสิ่งที่ผมทำลงไป ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะความรักของภรรยา เธอเฝ้าย้ำเตือนอยู่ตลอดว่าผมทำได้ และเธอพูดถูก"

อันโตนิโอเริ่มออกไปบรรยายและกล่าวสุนทรพจน์ในที่สาธารณะ โดยเน้นรณรงค์เรียกร้องให้กับเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้ จากการถูกล่วงละเมิดในด้านต่าง ๆ และการค้ามนุษย์ "มันเป็นเรื่องที่ยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง แต่ผมจำเป็นต้องเล่า เพราะรู้ดีว่าเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ ปัญหานี้ใหญ่กว่าที่ผมเจอมามาก ผมเป็นแค่หนึ่งในพันคนเท่านั้น"

ทุกวันนี้อันโตนิโอเป็นทนายความและนักเคลื่อนไหวเพื่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของการถูกละเมิดสิทธิ รากฐานของความมุ่งมั่นในการต่อสู้ของเขา คือแม่ผู้สอนให้เขามีใจเมตตากรุณา ชุมชนที่เขาปกป้องเพราะเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายแบบเดียวกันมา จนในที่สุดก็ได้ประสบชัยชนะ โดยไม่หลงลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้

"ไม่ได้ล้อเล่นนะ เอาจริง ๆ คุณมีทางเลือกแค่สองทาง หากตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับผม หนึ่งคือคุณเสียสติและกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง สองคือคุณพยายามเรียนรู้ที่จะมีใจเมตตา"

"แม่สอนให้ผมรู้จักเมตตาผู้อื่น ผมจึงวิ่งตรงไปยังแสงสว่าง วิ่งไปสู่ความดีงาม วิ่งเข้าหาคุณค่าของการงานที่ผมได้ลงมือทำ หากไม่มีรักแท้ของแม่ ผมคงกลายเป็นอีกคนที่ต่างไปจากนี้"