เข้าใจโลกทางอารมณ์ของ "วัยแรกรุ่นฟันน้ำนมโยก" การเปลี่ยนแปลงทางสมองของเด็กวัย 6 ขวบ มีความสำคัญขนาดไหน

เด็ก

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

"วัยเด็กตอนกลาง" ระหว่างอายุ 6-12 ปี ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญที่เตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ เติบโต นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของพวกเขาในช่วงเวลาที่ผันผวนนี้ พร้อมวิธีการรับมือกับมัน

การกบฏเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งแรกของผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ หลังไปร่วมงานวันเกิดที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านแล้วพบว่า มีเด็ก ๆ หลายคนที่ผู้เขียนแทบไม่รู้จักมางานด้วย ทุกคนมาพร้อมเพื่อน ๆ และนั่นทำให้ผู้เขียนรู้สึกเขินอายและเหมือนถูกทอดทิ้ง

พอกลับถึงบ้าน ผู้เขียนรู้สึกหัวเสียแบบสุด ๆ จำไม่ได้ว่าแม่สั่งให้ทำอะไร แต่จำได้แม่นเลยว่าตอบกึ่งตวาดกลับไปว่า "แม่ก็สบายนี่ ทำตัวชิวไปวัน ๆ... ส่วนผมต้องไปงานเลี้ยงนั่น!"

แล้วผู้เขียนก็เดินผละไป ทิ้งให้แม่อึ้งอยู่ตรงนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายตัวน้อยแสนสดใสของเธอกันแน่

เธอคงไม่แปลกใจเท่าไหร่ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่พูดภาษาเยอรมัน คำว่า Wackelzahnpubertät ซึ่งแปลตรงตัวว่า "วัยแรกรุ่นฟันน้ำนมโยก" อธิบายถึงการที่เด็กอายุ 6 ขวบเริ่มแสดงอารมณ์ไม่ดีซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของวัยรุ่น

นิตยสาร Wunderkind ของเยอรมนี กล่าวว่า "พฤติกรรมก้าวร้าว การเคลื่อนไหวต่อต้าน และความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง ล้วนเป็นลักษณะเฉพาะของวัยแรกรุ่นฟันน้ำนมโยก"

การเติบโตแบบวัยแรกรุ่นฟันน้ำนมโยกไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเริ่มต้นของ "วัยเด็กตอนกลาง" ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งสมองจะวางรากฐานสำหรับความคิดและความรู้สึกที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

"นี่เป็นช่วงสำคัญที่เด็กกำลังสร้างตัวตน และพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครกันแน่เมื่อเทียบกับผู้อื่น" เอเวอลีน แอนโทนี นักศึกษาปริญญาเอกสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเดอรัม ในสหราชอาณาจักร กล่าว และระบุว่า "โลกทางอารมณ์ของพวกเขาก็กำลังขยายตัวเช่นกัน"

ในขณะที่วัยทารกและวัยรุ่นเป็นที่เข้าใจกันดีในปัจจุบัน แต่ช่วงวัยเด็กตอนกลางซึ่งมีอายุระหว่าง 6-12 ปี กลับถูกละเลยอย่างมากในการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยาบางคนถึงกับเรียกช่วงเวลานี้ว่า "วัยที่ถูกลืม"

แอนโทนีกล่าวว่า "งานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ขวบปีแรก ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกเริ่มพูดและเดินได้ และในช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น แต่ความรู้เกี่ยวกับช่วงวัยเด็กตอนกลางนั้นยังมีไม่ค่อยมากนัก"

เมื่อเด็ก ๆ ก้าวผ่านวัยทารกไปแล้ว พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาได้มากขึ้น แต่พวกเขากลับไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์เหล่านั้น

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

คำบรรยายภาพ, เมื่อเด็ก ๆ ก้าวผ่านวัยทารกไปแล้ว พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาได้มากขึ้น แต่พวกเขากลับไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์เหล่านั้น

ทว่าสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป มีงานวิจัยใหม่ ๆ ระบุลักษณะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจในเด็ก การเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึงความสามารถในการสะท้อนความรู้สึกและปรับเปลี่ยนมันเมื่อจำเป็นได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับ "ทฤษฎีจิตใจขั้นสูง" ที่ช่วยให้พวกเขาคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้อื่นและตอบสนองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้พวกเขายังเริ่มต้นเรียนรู้พื้นฐานของการสืบเสาะหาเหตุผลและการอนุมานเชิงตรรกะ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมในฝรั่งเศสจึงเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าl'âge de raison

ดังที่แนวคิดเรื่องวัยแรกรุ่นฟันน้ำนมโยกแสดงให้เห็น การเริ่มเข้าสู่วัยเด็กตอนกลางอาจมาพร้อมกับความเจ็บปวดในการเติบโต แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง กำลังฉายข้อมูลใหม่เชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการสนับสนุนเด็กตลอดช่วงวัยนี้

วัยรุ่นฟันน้ำนมโยก

เริ่มต้นที่การควบคุมอารมณ์ เมื่อถึงช่วงเริ่มต้นของวัยเด็กตอนกลาง เด็กส่วนใหญ่จะได้พัฒนาการควบคุมความรู้สึกของตนเองไปอย่างมากแล้ว ในวัยแรกเกิด เด็ก ๆ ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่รอบตัวเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากความเครียดทางร่างกาย เช่น ความหิว ความเหนื่อยล้า หรืออาการจุกเสียด ในอีก 2-3 ปีต่อมา พวกเขาจะมีอารมณ์ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งรวมถึงความสุข ความโกรธ และความกลัว แต่จะไม่รู้จักวิธีควบคุมอารมณ์เหล่านี้ จึงนำไปสู่การอาละวาดจนแก้วหูแทบระเบิด

ภาษาที่เด็กพัฒนาขึ้นสามารถช่วยบรรเทาความเครียดเหล่านั้นได้บ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันช่วยให้เด็กสามารถแสดงออกถึงความต้องการของตนได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้อื่นสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสมก่อนที่ความหงุดหงิดจะก่อตัว ไม่จำเป็นต้องกรีดร้องเมื่อต้องการอาหารเพิ่ม เพียงพูดว่า "หนูหิว" ผู้ใหญ่ที่เอาใจใส่ก็พร้อมตอบสนอง อย่างไรก็ตาม คำพูดที่แสดงออกถึงอารมณ์อาจให้ผลประโยชน์อย่างทันท่วงทีมากกว่า

การตั้งชื่ออารมณ์ดูเหมือนจะช่วยเปลี่ยนการตอบสนองของระบบประสาท โดยไปกระตุ้นสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดเชิงนามธรรม ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรู้อารมณ์แบบดิบ ๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กอายุ 5-6 ขวบ พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่จะทดสอบความเข้าใจทางอารมณ์ แอนโทนีและนักวิจัยคนอื่น ๆ เห็นว่า แทนที่จะพึ่งพาผู้ใหญ่ให้ชี้นำทุกการกระทำ พวกเขากลับถูกคาดหวังให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและความคลุมเครือที่อาจนำไปสู่ความหงุดหงิดได้

แอนโทนีชี้ว่า พวกเขาต้องสร้างมิตรภาพด้วยตัวเอง ผูกมิตรกับคนที่ไม่ชอบ และเชื่อฟังกฎของผู้ใหญ่ นอกจากนี้ พวกเขายังอยู่ในช่วงพัฒนาความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตัวตนอย่างเข้มข้นขึ้น พร้อมกับความต้องการในนิยามตัวตนของตัวเองเมื่อเทียบกับคนอื่น

การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถท้าทายการควบคุมอารมณ์ของเด็กไปจนถึงขีดจำกัด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์แปรปรวนในช่วงวัยรุ่น ในช่วงนี้เด็กอาจซึมเศร้าและติดแม่ หรือระเบิดอารมณ์โกรธออกมาอย่างกะทันหัน

โชคดีที่สมองของเด็ก ๆ สามารถตามทันความต้องการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้มักรวมถึงการพัฒนาคลังคำศัพท์ให้มากขึ้นเพื่ออธิบายและทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึก รวมถึงเข้าใจแนวคิดเรื่องอารมณ์ที่ผสมปนเปกัน (เช่น เมื่ออายุ 9 ขวบ เด็กส่วนใหญ่จะรับรู้ได้ว่าตอนจบของภาพยนตร์ The Little Mermaid ของดิสนีย์นั้นมีทั้งความสุขและความเศร้าปนกัน)

พวกเขายังเรียนรู้กลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่หรือครูเพื่อปลอบโยน ตลอดช่วงวัยเด็กตอนกลาง ผู้คนจะคุ้นเคยกับการใช้ "การประเมินใหม่ทางปัญญา" มากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนการตีความเหตุการณ์เพื่อเปลี่ยนผลกระทบทางอารมณ์ หากพวกเขาประสบปัญหาในการทำภารกิจที่โรงเรียน เด็กอาจเริ่มต้นด้วยการคิดว่า "ฉันทำไม่ได้" หรือ "ฉันโง่" หรืออีกทางคือพวกเขาอาจมองว่าความหงุดหงิดเป็นแรงกระตุ้นให้ปรับกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งน่าจะช่วยลดความโกรธและเพิ่มความไม่ย่อท้อยอมแพ้ของตนได้

เส้นทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มาจากการสังเกตผู้ใหญ่รอบตัว "เด็ก ๆ จะเรียนรู้ว่าพ่อแม่รับมือกับความขัดแย้งและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไร" แอนโทนีกล่าว

การแสวงหามิตรภาพ

โลกทางสังคมของเด็กก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน "ช่วงวัยเด็กตอนกลางเป็นช่วงเวลาที่ 'มิตรภาพ' เริ่มพัฒนาขึ้น" ซิโมน ด็อบเบลาร์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านจิตวิทยาพัฒนาการและการศึกษา มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ อธิบาย

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาเริ่มเข้าใจการให้และรับในความสัมพันธ์ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นในชีวิต "เด็ก ๆ เริ่มใช้เวลากับเพื่อนมากขึ้นทั้งในและนอกโรงเรียน"

ในช่วงวัยเด็กตอนกลาง บุคคลจะพัฒนาทักษะทางสังคมและความเข้าใจทางจิตใจเพื่อติดตามความคิดและความรู้สึกของคนอื่น ๆ

ลองจินตนาการถึงเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งชื่อ นิค ที่อยากเข้าทีมฟุตบอล แต่คิดว่าตัวเองคงไม่ผ่านการคัดเลือก โค้ชรู้ดีถึงความไม่มั่นใจของนิค แต่ก็อยากให้เขาอยู่ในทีม เมื่อเขาเลือกนิคเป็นส่วนหนึ่งของทีม โค้ชรู้หรือไม่ว่านิคยังไม่รู้ว่าเขาตัดสินใจเลือกนิคเข้าทีม (คำตอบที่ถูกต้องคือ ใช่)

เพื่อตอบคำถามประเภทนี้ เด็กต้องพิจารณาว่าโค้ชรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสิ่งที่นิครู้เกี่ยวกับความคิดเห็นของโค้ช กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขากำลังพิจารณาทฤษฎีความคิดของคน ๆ หนึ่งเกี่ยวกับทฤษฎีความคิดของอีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากระบวนการ "วนซ้ำ"

การใช้เหตุผลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการจดจำว่าใครรู้ความลับ การส่งข่าวซุบซิบไปทั่วสนามเด็กเล่น และการตระหนักรู้เมื่อมีคนอาจกำลัง "หลอกลวงสองหน้า" เพื่อหลอกเราในเกม แต่เมื่อไม่นานนี้ นักจิตวิทยายังไม่มั่นใจนักว่าสิ่งนี้ปรากฏขึ้นในวัยเด็กเมื่อใด

คริสโตเฟอร์ ออสเตอร์เฮาส์ จากมหาวิทยาลัยเวชทา และ ซูซานน์ เคอร์เบอร์ จากมหาวิทยาลัยไฟรบวร์ก ทำการศึกษาหาคำตอบจากเด็กอายุ 5 ขวบ จำนวน 161 คน และวัดผลการปฏิบัติการในโจทย์ทฤษฎีจิตต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 5 ปี จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ความสามารถของเด็ก ๆ "เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" ระหว่างอายุ 5-7 ปี ก่อนที่ประสิทธิภาพจะเริ่มคงที่ นี่ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีการก้าวกระโดดทางแนวคิด เขากล่าวว่า "หากเป็นเพียง [การที่เด็ก ๆ ค่อย ๆ เก่งขึ้นในการจัดการกับ] ความซับซ้อนของโจทย์ คุณก็คาดหวังว่าประสิทธิภาพจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

งานวิจัยชี้ว่า พัฒนาการทางจิตใจนี้ส่งผลดีต่อชีวิตทางสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก ๆ ทันที "เราพบว่ายิ่งเด็กมีทักษะการใช้เหตุผลทางสังคมสูงเท่าไหร่ ความรู้สึกเหงาก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น" ออสเตอร์เฮาส์ กล่าวและว่า "บางทีพวกเขาอาจพบว่าการสร้างมิตรภาพหรือสร้างมิตรภาพที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั้นง่ายขึ้น"

งานวิจัยของด็อบเบลาร์ชี้ว่า ความอ่อนไหวที่เพิ่มขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับพฤติกรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น การแสดงออกถึงความเมตตาต่อผู้ที่รู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน ในการศึกษาเรื่องนี้ เธอจึงจัดทำการทดลองที่เลียนแบบการกลั่นแกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งน่าเศร้าที่พบได้บ่อยเกินไปในสนามเด็กเล่นหลายแห่ง

การทดลองนี้ใช้วิดีโอเกมง่าย ๆ ชื่อ Cyberball ซึ่งผู้เล่น 4 คนส่งบอลกันเอง โดยเด็กที่เข้าร่วมการทดลองไม่รู้ว่าผู้เล่นอีก 3 คนถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ผู้เล่น 2 ใน 3 ที่ถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์สามารถถูกตั้งโปรแกรมให้ละเลยหุ่นยนต์ตัวที่เหลือได้ โดยจะไม่ให้หุ่นตัวนั้นได้จับและขว้างบอลเลย

เด็กที่เข้าร่วมการทดลองที่อายุน้อยกว่าดูเหมือนจะมีความอ่อนไหวต่อความอยุติธรรมน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านช่วงวัยเด็กตอนกลางและเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนต้น ผู้เข้าร่วมหลายคนเริ่มชดเชยพฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้เล่นคนอื่น ๆ ด้วยการใช้ตาของตนเองส่งบอลให้หุ่นยนต์ที่ถูกมองข้าม ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

จากการสแกนสมองเด็กด้วย fMRI ด็อบเบลาร์และเพื่อนร่วมงานพบว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะเฉพาะบางอย่างในกิจกรรมของระบบประสาท ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการลดลงของความสนใจในตนเอง และสันนิษฐานได้ว่าความสนใจในผู้อื่นเพิ่มขึ้น "อาจเป็นผลมาจากทักษะการมองภาพรวมที่เพิ่มขึ้น" โดยสมองของเด็กที่กำลังพัฒนาสามารถพิจารณาความรู้สึกของ "หุ่นยนต์ที่ถูกกลั่นแกล้ง" ได้

ผู้ใหญ่ในชีวิตของเด็กสามารถช่วยให้พัฒนาการด้านการควบคุมอารมณ์ง่ายขึ้นได้ด้วยการพูดคุยกันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการโมโหฉุนเฉียวได้

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

คำบรรยายภาพ, ผู้ใหญ่ในชีวิตของเด็กสามารถช่วยให้พัฒนาการด้านการควบคุมอารมณ์ง่ายขึ้นได้ด้วยการพูดคุยกันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการโมโหฉุนเฉียวได้

จุดเริ่มต้นของความสงสัยในตนเอง

แม้จะมีประโยชน์มากมายเช่นนี้ แต่การใช้เหตุผลทางสังคมที่ซับซ้อนก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน นั่นคือ การมีสำนึกในตนเองและความสงสัยในตนเองที่มากขึ้น ลองพิจารณางานวิจัยเรื่อง "ช่องว่างความชอบ" ซึ่งอธิบายถึงแนวโน้มของเราที่จะประเมินความชอบที่ผู้อื่นมีต่อเราต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับความชอบที่เรามีต่อพวกเขา

งานวิจัยล่าสุดโดย Wouter Wolf ซึ่งปัจจุบันประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยยูเทรกต์ พบว่า ช่องว่างความชอบนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 5 ขวบ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยเด็กตอนกลาง ยิ่งเราเข้าใจชีวิตจิตใจของผู้อื่นมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้นว่ามุมมองของพวกเขาที่มีต่อเราอาจไม่เป็นมิตรและเป็นบวกอย่างที่เราต้องการ

ผู้เขียนคิดว่า นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเองอารมณ์ไม่ดีที่งานปาร์ตี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่รู้สึกอายและเหงา และยังไม่มีคำพูดที่จะอธิบายว่าทำไมถึงรู้สึกเศร้าและโกรธ หรือยังไม่มีทักษะในการเอาชนะช่องว่างความชอบและสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ กับคนที่ผู้เขียนไม่รู้จักดีได้

พลังของการพูดคุย

ผู้ใหญ่ในชีวิตของเด็กสามารถช่วยให้การพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นไปได้ง่ายขึ้นผ่านการสนทนาเป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น แอนโทนีชี้ให้เห็นถึงงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ "การโค้ชอารมณ์" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับฟังเด็กโดยไม่ตัดสิน ยอมรับในสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึก และแนะนำวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวต่อไปในทางบวกมากขึ้น

เธอกล่าวว่า "ไม่ใช่การที่ผู้ใหญ่พยายามแก้ไขทุกอย่างให้พวกเขา แต่เป็นการชี้นำพวกเขาผ่านกระบวนการจัดการอารมณ์" ผู้ใหญ่อาจส่งเสริมการประเมินทางปัญญาใหม่ เช่น แสดงให้เด็กเห็นว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจในตอนแรกสามารถตีความได้หลายวิธี จากนั้นเด็กอาจนำสิ่งนี้ไปใช้เมื่อรู้สึกไม่สบายใจครั้งต่อไป เพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อมรับมือกับความเครียดในอนาคต

พ่อแม่หรือผู้ปกครองอาจพูดคุยถึงปัญหาทางสังคมได้เช่นกัน ไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในนิยาย "คุณอาจถามพวกเขาว่า ทำไมคน ๆ นี้ถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้น ทำไมพวกเขาถึงพูดแบบนั้น" ออสเตอร์เฮาส์บอก สิ่งนี้ช่วยให้เด็ก ๆ คิดอย่างรอบคอบมากขึ้นเกี่ยวกับสภาวะจิตใจของผู้อื่น ซึ่งน่าจะส่งเสริมทฤษฎีเกี่ยวกับจิตใจขั้นสูงมากขึ้น

บางครั้งทั้ง 2 แนวทางจะบรรจบกันโดยธรรมชาติ หากเด็กรู้สึกหวั่นไหวเพราะเพื่อนสนิทของเขามีพฤติกรรมหยาบคาย คุณอาจกระตุ้นให้พวกเขาตั้งคำถามถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ของพฤติกรรมแย่ ๆ เหล่านั้น บางทีพวกเขาอาจจะเหนื่อยหรือมีวันที่แย่ ๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวและสามารถพิจารณาด้วยความเห็นอกเห็นใจมากกว่าความโกรธได้

เช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ความสามารถเหล่านี้จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเช่นนี้ เด็กจะมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะเข้าใจความคิดของตนเองและผู้อื่น นำทางพวกเขาผ่านพ้นช่วงวัยที่ฟันโยกเยกเข้าสู่การผจญภัยของวัยรุ่นและต่อ ๆ ไป

*เดวิด ร็อบสัน เป็นนักเขียนและนักเขียนวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัล หนังสือเล่มล่าสุดของเขา The Laws of Connection: 13 Social Strategies That Will Transform Your Life ได้รับการตีพิมพ์โดย Canongate (สหราชอาณาจักร) และ Pegasus Books (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) ในเดือน มิ.ย. 2024 และเป็นผู้เขียนจดหมายข่าว 60-Second Psychology บน Substack