"อาวุธที่เขาใช้รบกัน ถ้าตกใส่เราก็คือไม่รอดแน่นอน" เสียงสะท้อนคนไทยในอิสราเอล หลังเกิดเหตุปะทะกับอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"คนที่นี่ [แรงงานไทยในอิสราเอล] พร้อมรับชะตากรรม ก็คือทำงานขอให้ได้เงินก็พอ" ซัน (นามสมมติ) แรงงานภาคการเกษตรชาวไทยวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองนาตาเนีย (Netanya) ประเทศอิสราเอล กล่าวกับบีบีซีไทย แม้เขาจะมั่นใจในระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล แต่การสู้รบคราวนี้ก็ทำให้เขา "รู้สึกหวั่น ๆ เพราะว่าอิหร่าน เขามีอาวุธที่เป็นขีปนาวุธที่มีความเร็ว"
เมื่อ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทั่วอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ ต่อมาอิหร่านโต้กลับด้วยการยิงขีปนาวุธ 100 ลูก โดยมุ่งเป้าหลักไปที่กรุงเทลอาวีฟ และเมืองไฮฟา (Haifa) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.
และล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีฐานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นการยกระดับการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อิหร่านได้เตือนแล้วว่าจะมีการตอบโต้ และการโจมตีใด ๆ จากสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะนำไปสู่สงครามระดับภูมิภาค
"[การปะทะ] ที่ร้ายแรงแบบนี้คิดว่าครั้งนี้จะเยอะที่สุด… ทางเมืองที่เป็นจุดสำคัญ ๆ หรือมีประชากรหนาแน่นอาจจะมีผลกระทบเยอะรอบนี้" เกศรินทร์ โกเน็น ชาวไทยซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชานเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล บอกกับบีบีซีไทย
"อาวุธที่เขาใช้รบกันถ้าตกใส่เราก็คือไม่รอดแน่นอน"
"อยู่ไทยนี่ไม่เคย [เห็นขีปนาวุธ] การรบก็ไม่เคยเห็น เพิ่งมาเคยเห็นที่นี่แหละครับ เวลาเขารบกันก็คือรบกันน่ากลัวจริง ๆ ถ้าตกใส่เราก็คือไม่รอดแน่นอน" ซัน กล่าวกับบีบีซีไทย
ก่อนหน้านี้ ซันไม่เคยเห็นขีปนาวุธหรือการสู้รบ แต่นั่นก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาเลือกเดินทางมาทำงานที่อิสราเอลเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน แม้ก่อนมาทำงาน ซันต้องผ่านการสัมภาษณ์กับกรมแรงงาน จึงพอทำใจไว้อยู่แล้วบ้างว่าตนอาจต้องเจอกับสถานการณ์การสู้รบ
แต่แล้วเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซันเล่าว่าเขาต้อง "เครียดไปหลายเดือน" จากเหตุการณ์การโจมตีของฮามาสทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งมีการทำร้าย สังหาร และจับกุมตัวประกันหลายราย และมีแรงงานไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันด้วย ข้อมูลจากทางการอิสราเอลระบุว่า กลุ่มฮามาสได้สังหารคนไทย 41 คน และลักพาตัวแรงงานไทยไปอีกกว่า 30 ราย
ทว่าในเวลานั้น ซันทำงานอยู่ในเมืองนาตาเนีย ทางตอนกลางของอิสราเอล ซึ่งอยู่ห่างไกลจากชายแดนอิสราเอล-กาซา เขาจึงตัดสินใจที่จะทำงานในประเทศอิสราเอลต่อไป เนื่องจากมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงภรรยาและลูกที่อาศัยอยู่ที่ประเทศไทย
แต่เพียงไม่กี่ปีให้หลังเหตุการณ์โจมตีของฮามาส ซันกลับพบว่าตนต้องตกอยู่ในสถานการณ์การสู้รบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ที่เขาเคยได้ยิน แต่เป็นการสู้รบระหว่างประเทศอิหร่านและอิสราเอล
"คืนที่อิสราเอลโจมตี ไม่มีใครคิดว่าเขาจะเกิดการโจมตีกัน พวกผม [แรงงานไทย] นอนไม่รู้สึกอะไรกัน แค่คืนนั้นมันมีการแจ้งเตือนในมือถือเข้ามาว่า แจ้งเตือนขั้นสูงสุดว่าแผ่นดินไหว เตือนสองสามรอบแต่ก็ยังไม่มีใครรู้ เพราะว่าตอนนั้นมันตีสองตีสามของอิสราเอล เช้ามาถึงได้รู้ เพราะนายจ้างมาบอกว่าอิสราเอลไปโจมตีอิหร่าน ให้เตรียมพร้อม" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
หลังจากนั้น นายจ้างก็พาซัน และแรงงานคนอื่น ๆ ไปดูห้องหลบภัยพร้อมบอกว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าการสู้รบจะจบอย่างไรและเมื่อไหร่
ทั้งนี้ ไม่มีที่หลบภัยในนิคมการเกษตรที่ซันทำงานอยู่ โดยนายจ้างบอกกับเขาว่า "ที่นี่ไม่เคยเกิดสงครามมา 70 ปีแล้ว เขาเลยไม่เคยทำ [บังเกอร์]" สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ซันต้องไปหลบภัยในห้องหลบภัยขนาดประมาณ 4x4 เมตร ซึ่งจุคนได้ 10-15 คน ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ห่างออกไปราว 1 นาทีแทน
ซันกล่าวกับบีบีซีด้วยว่า นายจ้างได้แนะวิธีการป้องกันตัวเองในกรณีที่เขาทำงานอยู่ในที่โล่ง และเกิดเสียงไซเรนขึ้นว่า "ถ้าทำงานอยู่ห่างจากบังเกอร์ อยู่ที่โล่ง ไป [หลบ] ไม่ทัน ให้หมอบกับพื้นแล้วกุมศีรษะไว้จนกว่าเสียงไซเรนจะหยุดแล้วค่อยลุก ประมาณ 10 นาทีหรือมากกว่านั้น"
ทุกวันนี้ ซันยังต้องทำงานราว 10 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่หกโมงครึ่งถึงบ่ายสามโมง โดยก่อนหน้าที่จะเกิดการโจมตีกันระหว่างอิหร่านและอิสราเอล เขามักจะเล่นกีฬาและสังสรรค์กับเพื่อนหลังเลิกงาน ทว่าตั้งแต่เกิดความขัดแย้งคราวนี้ เขาก็ไม่ได้ทำกิจกรรมเหล่านี้อีกเลย
แต่ซันย้ำว่าตนและแรงงานไทยคนอื่น ๆ ไม่มีใครกลัวหรือกังวลถึงขั้นจิตตกเกี่ยวกับการสู้รบครั้งนี้
"เชื่อมั่นใจระบบความปลอดภัยของอิสราเอล ถึงกล้าอยู่มาถึง 4 ปี ไม่มีใครกลัวจนจิตหลุด... แต่ละคนอายุงานก็สามสี่ปี ห้าปีขึ้น เหมือนมีภูมิคุ้มกันจากสงครามฮามาส" ซัน กล่าว แต่เสริมด้วยว่า การโจมตีของอิหร่านถึงอย่างไรก็รบกวนการพักผ่อนของตนและแรงงานคนอื่น ๆ
"ต้องตื่นเวลาดึก ๆ ตีหนึ่ง เที่ยงคืน ตีสี่ ตีห้า มันต้องตื่นเพราะไซเรนมันดัง โทรศัพท์ก็จะเตือนทั้งคืนที่อิหร่านยิงมา ทำให้เรานอนไม่เต็มที่" ซัน ระบุ
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่มีความคิดที่จะเดินทางกลับประเทศไทย ท่ามกลางการสู้รบครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าตนอยู่ห่างจากสถานที่ที่เป็นเป้าการโจมตีของอิหร่าน
"ยังไม่คิดกลับไทย เพราะผมไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมือง แต่ถ้าผมอยู่เขตเมืองที่โดนโจมตีทุกวัน ผมก็อาจจะหาทางกลับแล้วก็ได้ สถานการณ์มันต่างกันระหว่างชนบทกับในเมือง… ต้องดูคนในแคมป์ด้วยว่าจะเอายังไง สมมุติว่าอิหร่านเขายิงมาแบบไม่ได้ล็อกเป้า แบบกระจายไปเลย อันนี้กลับแน่นอน แต่ตอนนี้เขาล็อกเป้าแค่จุดสำคัญ" ซัน กล่าวกับบีบีซีไทย
ความเป็นอยู่ของคนไทยในเมืองไฮฟา

ที่มาของภาพ, Reuters
"[การปะทะ] ที่ร้ายแรงแบบนี้ คิดว่าครั้งนี้จะเยอะที่สุด เพราะว่าสงครามที่กระทบกระทั่งกับอิสราเอลก็มีมาตลอด ส่วนใหญ่จะเป็นตามแนวชายแดน เราอยู่กลาง ๆ [ประเทศ] จะไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่ ก็เหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าครั้งนี้รู้สึกว่ามันไปทั่วทั้งประเทศ ทุกมุมของประเทศ อาจจะเบาบางหน่อยส่วนของภาคใต้ที่เป็นทะเลทราย แต่ทางเมืองที่เป็นจุดสำคัญ ๆ หรือมีประชากรหนาแน่นอาจจะมีผลกระทบเยอะรอบนี้" เกศรินทร์ ชาวไทยในอิสราเอล วัย 62 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย
เธอบอกว่าตน "ไม่ได้ตื่นกลัวหรือว่าตกใจอะไรร้ายแรง" หลังทราบข่าวเรื่องการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.
โดยในวันศุกร์ที่เกิดเหตุนั้น เธอทราบข่าวผ่านทางโทรทัศน์ที่มีการแจ้งว่าจะเกิดการโจมตีขึ้น และขอให้ประชาชนระมัดระวัง
เกศรินทร์กล่าวว่า เรื่องการสู้รบเป็นเรื่องปกติที่เธอได้ยินมาบ่อยครั้ง ตลอด 20 กว่าปีที่อาศัยอยู่ที่อิสราเอล โดยเหตุการณ์การโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในภาวะสงครามมาโดยตลอด
"ตั้งแต่มีสงครามมาเมื่อ ตุลาคม 2023 ทุกคนก็เหมือนอยู่ในภาวะสงครามมาตลอด ฉะนั้นก็ไม่ได้ตกใจหรือตื่นกลัวอะไร เพราะเหมือนหลายคนจะชินกันแล้ว" เธอกล่าว แต่ก็เสริมว่า ชีวิตประจำวันของเธอเปลี่ยนไปหลังการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล เพราะการปะทะครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่น ๆ ที่การสู้รบมักถูกจำกัดอยู่บริเวณแนวชายแดน และบ้านของเธอที่อยู่ห่างจากชายแดนก็มักจะไม่ได้รับผลกระทบมาก

ที่มาของภาพ, Reuters
เกศรินทร์กล่าวด้วยว่าตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 มิ.ย. สถานที่หลายแห่งได้ประกาศปิดชั่วคราว เช่น ออฟฟิศที่ทำงาน โรงเรียน หรือแม้แต่ร้านอาหารที่หลายร้านไม่ให้นั่งทานในร้านแล้ว ต้องซื้อกลับไปทานบ้านเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถานที่ที่มีความสำคัญ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา และโรงพยาบาล ยังคงเปิดให้บริการ
นอกจากนี้ เธอยังต้องเข้าห้องหลบภัย "ทุกวัน บางวันก็หลายรอบ" ตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างสองประเทศ โดยห้องหลบภัยนี้อยู่ในตัวบ้านของเธอเอง เนื่องจากอิสราเอลมีกฎว่าทุกบ้านจะต้องมีห้องหลบภัยที่ใหญ่เพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัว
"มีบางคืนก็ [มีแจ้งเตือนการโจมตี] มาสามสี่รอบ ก็ต้องรีบต้องสะดุ้งตลอดพอมีเสียงเตือน... เป็นข้อความส่งมาที่เข้าถึงโทรศัพท์ทุกคน มีเสียงข้อความเตือนมาก่อนห้าหรือสิบนาที หลังจากนั้นก็ตามด้วยเสียงไซเรน" เธอ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกศรินทร์ยังไม่มีทรัพย์สินที่เสียหาย หรือได้รับบาดเจ็บใด ๆ จากการโจมตีทางอากาศระลอกนี้ และแม้หลาน ๆ ของเธอวัย 14 และ 6 ขวบ จะมาพักด้วยบางครั้งบางคราว แต่เธอก็บอกว่า เด็ก ๆ ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวใด ๆ ต่อการเตือนภัยสู้รบ
"เขาไม่กลัวกันนะคะ เด็ก ๆ ทุกคนรู้หน้าที่ มีเสียงไซเรนมา เขาจะรีบวิ่งเข้าไปในห้อง อยู่ในมุมของเขาเลย เด็ก ๆ เขาถูกฝึกมาและรับรู้ ไม่กลัว" เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ที่เธอพบเจอล้วนมั่นใจในระบบป้องกันภัยของประเทศ
"ทุกคนคิดว่ารับมือได้ เขามั่นใจในความปลอดภัยและการปกป้องประเทศของเขา เขาจะมั่นใจในจุดนี้กันมาก" เธอกล่าว และเสริมด้วยว่าปัจจุบันตนยังไม่มีความคิดที่จะอพยพออกจากพื้นที่

ที่มาของภาพ, กระทรวงการต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าได้จัดตั้ง ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน (Rapid Response Center: RRC) เพื่อประเมินสถานการณ์ ติดตาม และเตรียมการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ในตะวันออกกลาง แม้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บทั้งในอิหร่านและอิสราเอล
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารสนเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ณ วันพฤหัสบดีที่ 19 มิ.ย. มีชาวไทยแสดงความประสงค์เดินทางออกจากประเทศอิสราเอลแล้ว 2 ราย ซึ่งทางกระทรวงได้ประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือแล้ว
ความเสี่ยงจากการสู้รบของแรงงานไทยในอิสราเอล
มาตาน คามิเนอ นักมานุษยวิทยาชาวอิสราเอล ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องแรงงานข้ามชาติในอิสราเอล โดยเฉพาะเกี่ยวกับชาวไทยในภาคเกษตรกรของอิสราเอล บอกกับบีบีซีไทยว่า บ่อยครั้งแรงงานชาวไทยมักถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง เช่น ได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะได้, ขาดความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน, ที่พักอาศัยมีความแออัด, เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์, ถูกบังคับใช้ยาเสพติด หรือแม้แต่ถูกใช้ความรุนแรง
"แรงงานข้ามชาติทั่วไปในอิสราเอล หรืออย่างแรงงานชาวไทย ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคเกษตรกรรม พวกเขามีสิทธิที่ควรได้รับเท่ากับที่แรงงานชาวอิสราเอลได้รับ แต่ในความเป็นจริง ในทางปฏิบัติ มันกลับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยมากว่า กฎหมาย [ที่คุ้มครองสิทธิ] เหล่านั้นโดนละเมิดบ่อยครั้ง" เขา กล่าว
มาตานบอกกับบีบีซีไทยว่า เขาเกรงว่าการปะทะกันครั้งนี้ระหว่างอิหร่านและอิสราเอล อาจเพิ่มอันตรายให้กับแรงงานไทยที่เป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้วในอิสราเอล
"การปกป้องคุ้มครองที่ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ได้รับ เช่นการป้องกันจากขีปนาวุธ ห้องหลบภัยที่คุณสามารถเข้าไปหลบได้เมื่อมีระเบิด บ่อยครั้งแรงงาน [ข้ามชาติ] มักไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำให้พวกเขาเปราะบางต่อการถูกโจมตีหรือถูกสังหารมากยิ่งขึ้น" มาตาน ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทั้งนี้ มาตาน บอกบีบีซีไทยด้วยว่า ในอดีตรัฐบาลอิสราเอลมักใช้แรงงานชาวปาเลสไตน์ในภาคการเกษตรและก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเวสต์แบงก์ แต่หลังจากเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 รัฐบาลอิสราเอลก็ได้ถอนใบอนุญาติทำงานของชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง ทำให้ประเทศต้องการแรงงานจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยมาตานกล่าวว่า แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ "ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากประเทศไทย"
เขาอธิบายต่อว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นายจ้างอิสราเอลนำเข้าแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงมีการลดหย่อนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติถูกละเมิดง่ายขึ้น
"พวกเขา [รัฐบาลอิสราเอล] พยายามนำเข้าแรงงานจากประเทศไทย เพื่อให้ทำงานในภาคต่าง ๆ เช่น ภาคการก่อสร้าง หรืออุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อก่อนแรงงานข้ามชาติจะถูกจำกัดอยู่ในภาคการเกษตร และรัฐบาล [อิสราเอล] ก็ทำเช่นนั้นด้วยการลดความเข้มงวดของข้อบังคับ หรือข้อห้ามที่เคยใช้ เช่น ข้อกำหนดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแรงงานที่มาจากประเทศไทยจะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่ผิดกฎหมายที่จะทำให้พวกเขาเป็นหนี้จำนวนมาก" มาตาน กล่าว
ดังนั้น เขาจึงกังวลว่าการปะทะครั้งล่าสุด ที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่บริเวณชายแดน แต่ "ในทางภูมิศาสตร์ ความอันตรายถูกแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง" จะทำให้แรงงานข้ามชาติที่ต้องทำงานในที่โล่ง เสี่ยงกับอันตรายมากขึ้น
"เมื่อขีปนาวุธถูกยิงเข้ามา ทหารต้องติดสินใจว่าจะสกัดกั้นหรือไม่ด้วยการคำนวณ เนื่องจากการสกัดกั้นด้วย [ขีปนาวุธต่อต้านที่มี] นิกเกิลมีราคาแพงมาก ดังนั้นหากขีปนาวุธไม่ได้มุ่งไปในที่ที่มีประชากรหนาแน่น แต่มุ่งไปบริเวณที่โล่ง และทหารอาจคิดว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น เราจะไม่สกัดกั้นมันเพื่อประหยัดทรัพยากร ดังนั้นแรงงานชาวไทยที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวก็อาจเสี่ยงอันตรายมากกว่าคนอื่น ๆ"
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน มาตานกล่าวว่า หากแรงงานข้ามชาติรู้สึกไม่ปลอดภัยจากสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องสมควรที่พวกเขาควรได้หยุดงาน และต้องได้รับค่าชดเชย
"ผมว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ [ที่แรงงานต้องทำงานต่อ] และแรงงานควรได้รับอนุญาตให้หยุดงาน และได้รับค่าชดเชยด้วยในสถานการณ์เช่นนี้... ถ้าแรงงานรู้สึกไม่ปลอดภัย นายจ้างก็ควรเคารพในเรื่องนี้" มาตาน บอกกับบีบีซีไทย
มาตานกล่าวสรุปด้วยว่า แม้สถานการณ์ที่คนในประเทศอิสราเอลกำลังเผชิญจะยากลำบาก ซึ่งรวมถึงเขาด้วยที่เป็นคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทลอาวีฟ แต่นั่นก็อาจเทียบไม่ได้กับสถานการณ์ที่กลุ่มหรือประเทศคู่ขัดแย้งของอิสราเอล กำลังเผชิญอยู่
"คุณก็คงพอทราบว่าตอนนี้ชาวอิสราเอลกำลังเจอกับอะไร และมันก็ยากในการใช้ชีวิตภายใต้การถูกยิงระเบิดใส่ แต่แน่นอนว่า เราก็ถือว่าโชคดีกว่าผู้คนที่อยู่ในกาซาที่ถูกทิ้งระเบิดและฆ่าทุกวัน หรือแม้แต่คนในอิหร่าน การทิ้งระเบิดในอิหร่านโดยอิสราเอลร้ายแรงกว่าสิ่งที่ผมเผชิญอยู่ตอนนี้มาก" มาตาน บอกกับบีบีซีไทย











