สงครามอิสราเอล-ฮามาส ครบ 1 ปี ชาวนิคมการเกษตรในอิสราเอลเยียวยาบาดแผลกันอย่างไร

Simon King, in a white T-shirt, baseball hat and beige trousers, wields a gardening tool as he tidies the kibbutz gardens. He is surrounded by greenery.

ที่มาของภาพ, Maya Meshel / BBC

    • Author, อลิซ คัดดี
    • Role, บีบีซีนิวส์

คำเตือน: บทความนี้อาจมีเนื้อหาที่ทำให้สะเทือนใจ

ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรจากบ้านหลังหนึ่งที่ถูกไฟไหม้ในคิบบุตซ์ในเมืองเบเอรี (Kibbutz Be'eri) [คิบบุตซ์คือชุมชน/นิคมการเกษตร] ไซมอน คิง กำลังดูแลพื้นที่ดินเล็ก ๆ ท่ามกลางแสงแดด ถนนรอบ ๆ ตัวเขาเงียบงันอย่างน่าขนลุก มีเพียงเสียงของการโจมตีทางอากาศที่ดังอยู่ในระยะใกล้ ๆ

คนจำนวน 101 คนในชุมชนนี้ถูกสังหารเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน หลังจากที่มือปืนจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ บุกโจมตีถนนที่มีต้นไม้เรียงกันเป็นทิวแถวภายในเมืองเบเอรี เผาบ้านเรือนและยิงคนไม่เลือกหน้า ชาวบ้านอีก 30 คนถูกนำตัวไปยังฉนวนกาซาในฐานะตัวประกัน

ผู้รอดชีวิตต้องซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัยทั้งวันและยาวนานจนถึงกลางคืน แลกเปลี่ยนรายละเอียดของเรื่องราวที่น่าหวาดกลัวกันผ่านกลุ่มแชทวอตส์แอปป์ (WhatsApp) ของชุมชน ขณะที่พวกเขาพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

Drone footage of Kibbutz Be'eri following the 7 October attack. No roof is in intact - they are all burnt and charred.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, บ้านเรือนหลายหลังในเมืองเบเอรีถูกเผาวอดและถูกทำลาย

คิบบุตซ์เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ผู้คนใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อนบ้านมีความใกล้ชิดเหมือนครอบครัวใหญ่ และเป็นหนึ่งในนิคมการเกษตรเพียงไม่กี่แห่งในอิสราเอลที่ยังคงดำเนินกิจกรรมแบบรวมกลุ่มอยู่

แต่หลังเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ชุมชนที่เคยเป็นหนึ่งเดียวก็แยกออกจากกัน ทั้งในแง่จิตใจและร่างกาย

ประชากรราวหนึ่งในสิบถูกสังหาร มีเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตกลับมาที่บ้านของพวกเขา บางคนเดินทางกลับมาทำงานที่คิบบุตซ์ทุกวัน แต่ยังไม่พร้อมที่จะพักค้างคืน ส่วนมากหลังจากใช้ชีวิตในโรงแรมหลายเดือน ตอนนี้ย้ายไปอยู่ในอาคารสำเร็จรูปในคิบบุตซ์อีกแห่งที่ห่างออกไป 40 กิโลเมตร

ชุมชนที่สร้างขึ้นมาเกือบ 80 ปีกำลังถูกทดสอบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และอนาคตของชุมชนแห่งนี้ก็ไม่แน่นอนอีกแล้ว

ดาฟนา เกอร์สต์เนอร์ หนึ่งในผู้ที่ใช้ชีวิตเติบโตในเมืองแห่งนี้ บอกว่า ทุกที่ในชุมชนแห่งนี้มีสิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงผู้ที่ไม่ได้รอดชีวิต ส่วนเธอเองต้องใช้เวลา 19 ชั่วโมงอันน่าสะพรึงกลัวในวันที่ 7 ต.ค. หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัยที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยจรวด คือหนึ่งในผู้รอดชีวิต

Dafna Gerstner, in glasses and with dark curly hair, stands with her hands on her hips in a burnt out house. She is wearing black trousers and a grey t-shirt and has a whistle round her neck.
คำบรรยายภาพ, พี่ชายของดาฟนา เกอร์สต์เนอร์ถูกสังหารในเหตุโจมตีคิบบุตซ์แห่งนี้

"เวลาคุณมองไปทางซ้าย ก็จะเห็นว่า 'โอ้ นั่นคือเพื่อนที่เสียพ่อแม่ไป' มองไปทางขวา 'นั่นคือเพื่อนที่เสียพ่อไป' [แล้วก็] 'เธอเสียแม่ไป' มันอยู่ทุกที่ที่คุณมอง"

ภายในคิบบุตซ์ของเมืองเบเอรี ซึ่งล้อมรอบด้วยรั้วสูงและลวดหนาม ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะมีซากของบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้หรือทำลายไปอย่างสิ้นเชิง หรือที่ดินว่างเปล่าที่เคยเป็นบ้านซึ่งพังทลายลงในวันนั้นและถูกทุบทิ้งไปแล้ว

ถนนบางแห่ง เมื่อมองแวบแรกอาจดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้ามองใกล้ ๆ คุณจะเห็นรอยเครื่องหมายที่หน่วยทหารพ่นสีไว้บนกำแพงในวันที่ 7 ต.ค. บ้านที่มีคนถูกฆ่าหรือลักพาตัวไปมีแผ่นป้ายสีดำติดไว้ด้านหน้าพร้อมชื่อและรูปถ่ายของพวกเขา

ในซากปรักหักพังของบ้านที่ถูกไฟไหม้ หนึ่งในนั้นยังมีเกมกระดานวางอยู่บนโต๊ะกาแฟ ข้าง ๆ รีโมททีวีที่ละลายเพราะความร้อนไปแล้ว อาหารที่เน่าเสียเป็นเวลานานยังคงอยู่ในตู้เย็น และกลิ่นของการเผาไหม้ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

A board game, notebook and burnt remote control remain on a dusty coffee table
คำบรรยายภาพ, เกมกระดานและรีโมทคอนโทรลที่ละลายไปแล้วซึ่งปกคลุมไปด้วยฝุ่น สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตประจำวันในคิบบุตซ์ถูกขัดจังหวะอย่างกะทันหัน

"เวลายังคงหยุดนิ่งอยู่ภายในบ้านแห่งนี้" ดาฟนา วัย 40 ปีกล่าว ขณะที่เธอกำลังตรวจดูซากปรักหักพังที่ปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน เธอและครอบครัวเคยเล่นเกมกระดานนี้ในคืนก่อนเกิดการโจมตี

พ่อของเธอซึ่งเป็นผู้พิการและผู้ดูแลชาวฟิลิปปินส์ต้องซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่บ้านของพวกเขากำลังถูกไฟไหม้ ดาฟนากล่าวว่าการที่ทั้งสองรอดชีวิตมาได้เป็นปาฏิหาริย์

แต่พี่ชายของเธอไม่ได้โชคดีขนาดนั้น เขาเป็นสมาชิกของทีมตอบสนองในภาวะฉุกเฉินของเมืองเบเอรี และถูกสังหารในเหตุยิงต่อสู้ที่คลินิกทันตกรรมของคิบบุตซ์ ขณะที่ดาฟนาพักอยู่ในบ้านของเขาในขณะนั้น ระหว่างที่เธอมาเยือนพวกเขา โดยบ้านของเธอเองอยู่ที่เยอรมนี

อาคารหลายสิบแห่งในเบเอรีเต็มไปด้วยรูกระสุน รวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก สวนสนุกและสวนสัตว์เลี้ยงต่างว่างเปล่า ไม่มีเด็กคนไหนกลับมา และสัตว์ต่าง ๆ ถูกย้ายไปยังบ้านใหม่แล้ว

A map of Kibbutz Be'eri showing different coloured dots for houses where there were killings, abductions, or both. Most of the dots show killings.
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงให้เห็นนิคมคิบบุตซ์ โดยเริ่มจาก "main entrance" หรือทางเข้าหลักซึ่งตั้งอยู่ทางขวาบนของภาพ จะเห็นว่ามีจุดสามสีซึ่งมีความหมายดังนี้ สีแดงหมายถึง จุดสังหาร สีฟ้าหมายถึงจุดที่มีการลักพาตัว และสีเหลืองหมายถึงจุดที่มีทั้งการสังหารและการลักพาตัว นอกจากนี้ยังมีจุดที่ลูกศรชี้ซึ่งเป็นจุดที่ถูกแทรกซึมโดยฮามาส

แม้ว่าถนนที่ว่างเปล่าของคิบบุตซ์จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในบางครั้ง แต่ก็เป็นในรูปแบบที่น่าประหลาดใจ นั่นคือเป็นทัวร์โดยผู้มาเยือน ที่พวกเขาบริจาคเงินช่วยเหลือ

ทหารอิสราเอลและพลเรือนบางส่วนทั้งจากในและนอกประเทศมาที่นี่เพื่อดูบ้านที่พังทลาย และฟังเรื่องราวความเสียหาย เพื่อทำความเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้น

อาสาสมัครนำทัวร์นี้ 2 คน ได้แก่ รามี โกลด์ และ ไซมอน คิง กล่าวว่า พวกเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ได้รับการจดจำ

ไซมอน วัย 60 ปียอมรับว่านี่เป็นกระบวนการที่ยากลำบาก "มันมีความรู้สึกหลากหลายมาก และ [ผู้มาเยือน] ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะถามอะไรดี แต่พวกเขาสามารถเห็น ได้ยิน และได้กลิ่น... มันเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่หนักหน่วงมาก"

รามี วัย 70 ปีกล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้มักจะมีค่ำคืนที่นอนไม่หลับ เขาบอกว่าในแต่ละครั้งที่นำทัวร์ เขารู้สึกเหมือนถูกพาย้อนกลับไปยังวันที่ 7 ต.ค. อีกครั้ง

เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ย้ายกลับมาอยู่ที่เบเอรีหลังเหตุการณ์โจมตี

Two men. One aged 60 - the other 70. One is clean-shaven wearing a white T-shirt and cap. The other has a beard, is wearing a green T-shirt and is carrying a gun

ที่มาของภาพ, Maya Meshel / BBC

คำบรรยายภาพ, ไซมอนและรามีบอกว่าพวกเขาเป็น "พวกมองโลกในแง่ดีอย่างไร้ความรับผิดชอบ" ที่มองไปยังอนาคต

ทัวร์เหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ดาฟนากล่าวว่า "ในบางครั้งมันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเข้ามาครอบครองคิบบุตซ์ไป ทุกคนยังเหมือนว่าอยู่ที่นั่น"

แต่ไซมอนแย้งว่าต้องเล่าเรื่องราวเหล่านี้ "บางคนไม่ชอบเพราะมันเป็นบ้านของพวกเขา และคุณไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายในที่ของคุณ แต่คุณต้องส่งสารออกไป ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะถูกลืม"

ในขณะเดียวกัน ทั้งเขาและรามีก็มองไปยังอนาคต โดยบรรยายถึงตัวเองว่าเป็น "พวกมองโลกในแง่ดีอย่างไร้ความรับผิดชอบ" พวกเขายังคงรดน้ำสนามหญ้าและซ่อมรั้วท่ามกลางความเสียหาย ขณะที่คนอื่น ๆ กำลังสร้างบ้านใหม่เพื่อทดแทนบ้านที่ถูกทำลายไป

ไซมอนอธิบายว่า การสร้างใหม่เป็นเหมือนการบำบัด

Map showing Kibbutz Be'eri and its location in relation to Kibbutz Hatzerim and the David Hotel - all in southern Israel
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงให้เห็นที่ตั้งของนิคมคิบบุตซ์ ในเมืองเบเอรี [สีแดง] ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนของกาซา รวมไปถึงคิบบุตซ์ฮัทเซริม ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งใหม่ของเหยื่อจากเบเอรี รวมไปถึงโรงแรมเดวิดที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลเดดซี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาย้ายไปพักหลังเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.

เบเอรีซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1946 เป็นหนึ่งใน 11 ชุมชนชาวยิวในภูมิภาคนี้ที่จัดตั้งขึ้นก่อนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล เบเอรีเคยเป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบซ้าย และผู้อยู่อาศัยหลายคนเชื่อมั่นและสนับสนุนการสร้างสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์

หลังจากเหตุโจมตี ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากถูกย้ายไปอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งริมทะเลเดดซี คือโรงแรมเดวิด ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีจากคิบบุตซ์ ในช่วงเวลาหลังจากการโจมตี ฉันได้เห็นความบอบช้ำของพวกเขา

ผู้อยู่อาศัยที่ช็อกจากเหตุการณ์รวมตัวกันในล็อบบี้และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ โดยพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และพูดคุยกันเบา ๆ ว่าใครเสียชีวิตไปบ้าง เด็กบางคนกอดพ่อแม่ของพวกเขาในขณะที่ผู้ใหญ่สนทนากัน

จนถึงขณะนี้ พวกเขากล่าวว่า การสนทนายังไม่สามารถก้าวข้ามเหตุการณ์นั้นไปได้ "ทุกคนที่ฉันพูดด้วยจากเบเอรี การสนทนาจะกลับไปที่วันนั้นเสมอ ทุกการสนทนาจะวนกลับไปที่การเผชิญหน้ากับมันและผลกระทบหลังจากนั้น เราคุยเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา" ชีร์ กัทเทนทากกล่าว

ดาฟนา ชีร์ซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัยของเธอในวันนั้นเหมือนกับเพื่อนของเธอ พยายามปลอบเพื่อนบ้านที่หวาดกลัวผ่านกลุ่มแชท ขณะที่มือปืนจากฮามาสบุกเข้าไปในคิบบุตซ์ ยิงผู้อยู่อาศัยและเผาบ้านเรือน

ชีร์ต้องรื้อสิ่งกีดขวางที่ทำจากเฟอร์นิเจอร์สองครั้งเพื่อให้เพื่อนบ้านเข้ามาซ่อนตัวในบ้านของเธอ เธอบอกกับลูก ๆ ของเธอว่า "ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะดีขึ้น" ขณะที่พวกเขารอการช่วยเหลือ

ตอนที่พวกเขาถูกพาตัวไปที่ปลอดภัยในที่สุด เธอก็หลบตาลงเพราะไม่อยากเห็นซากที่เหลือของชุมชน

ในเดือนต่อ ๆ มาที่โรงแรมริมทะเลเดดซี ชีร์บอกว่าเธอรู้สึกยากลำบากเมื่อผู้คนเริ่มย้ายออก ไปบ้าง ไปอยู่บ้านอื่นในประเทศหรือไปอยู่กับครอบครัวบ้าง พยายามหนีจากความทรงจำด้วยการเดินทางไปต่างประเทศบ้าง

การจากไปแต่ละครั้งเหมือนกับ "การเลิกราครั้งใหม่ การบอกลาครั้งใหม่" เธอกล่าว

ตอนนี้การเห็นใครสักคนที่ร้องไห้หรือดูเศร้าท่ามกลางผู้อยู่อาศัยในเบเอรีที่กำลังโศกเศร้านั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

"ในวันธรรมดามันจะเป็นเหมือน 'เกิดอะไรขึ้น? คุณโอเคไหม?' แต่ในทุกวันนี้ ทุกคนสามารถร้องไห้ได้ และไม่มีใครถามว่าทำไม" ชีร์กล่าว

ชีร์และลูกสาวของเธอ รวมถึงผู้รอดชีวิตจากเบเอรีอีกหลายร้อยคน ได้ย้ายไปอยู่บ้านสำเร็จรูปที่เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการสร้าง บนพื้นที่ว่างเปล่าที่คิบบุตซ์แห่งอื่นชื่อฮัทเซริม ซึ่งอยู่ห่างจากเบเอรีประมาณ 40 นาที

ฉันอยู่ที่นั่นในวันย้ายเข้า

Prefabricated homes in Kibbutz Hatzerim
คำบรรยายภาพ, บ้านสำเร็จรูปในคิบบุตซ์ฮัทเซริม ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่จากเบเอรีจะอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวในขณะนี้

มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกกับสนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างสวยงามในเบเอรี แม้ว่าตอนนี้จะมีการปลูกหญ้ารอบ ๆ ย่านนี้แล้วก็ตาม

เมื่อชีร์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวพาลูกสาววัย 9 และ 6 ขวบของเธอเข้าไปในบ้านบังกะโลหลังใหม่ เธอบอกฉันว่ารู้สึกตื่นเต้นและประหม่าจนรู้สึกได้ที่ท้อง

เธอตรวจสอบประตูห้องนิรภัย ซึ่งลูก ๆ ของเธอจะนอนทุกคืน พร้อมกับสังเกตว่าประตูนี้รู้สึกหนักกว่าประตูที่เบเอรี "ฉันไม่รู้ว่ามันกันกระสุนหรือเปล่า ฉันหวังว่าอย่างนั้น" เธอกล่าว

เธอเลือกที่จะไม่นำของหลายชิ้นมาจากเบเอรี เพราะเธอต้องการให้บ้านที่นั่นยังคงอยู่ในสภาพเดิม เพื่อเตือนตัวเองว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้กลับไป

Shir's daughters, both with long dark hair and smiling, sit on the steps of their home - next to them a cat eats out of a cat bowl

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ, ชีร์บอกว่า เธอดีใจอย่างมากที่ในที่สุดเธอก็ได้โชว์บ้านหลังใหม่ให้กับลูกที่อายุ 9 และ 6 ขวบของเธอ

การย้ายครั้งใหญ่ไปยังฮัทเซริมเกิดขึ้นหลังจากมีการลงคะแนนเสียงจากสมาชิกในชุมชน ซึ่งเป็นวิธีการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งหมดของคิบบุตซ์ มีการคาดการณ์ว่าผู้รอดชีวิตประมาณ 70% จากเบเอรีจะอาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงเวลานี้ ขณะนี้ผู้อยู่อาศัยประมาณครึ่งหนึ่งของคิบบุตซ์ได้ย้ายเข้ามาอยู่แล้ว และมีการสร้างบ้านเพิ่มขึ้น

การเดินทางจากฮัทเซริมไปยังเบเอรีสั้นกว่าการเดินทางจากโรงแรมริมทะเลแดงแห่งนั้น และหลายคนเดินทางไปที่เบเอรีทุกวันเพื่อทำงานในธุรกิจของคิบบุตซ์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยทำมาก่อน

ชีร์เดินทางไปที่เบเอรีเพื่อทำงานที่คลินิกสัตวแพทย์ แต่เธอยังไม่สามารถจินตนาการถึงการกลับไปอาศัยอยู่ที่นั่นได้ในตอนนี้

"ฉันไม่รู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้น แต่บางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องเกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง"

Shir, with dark curly hair tied back and dressed in turquoise scrubs, holds a ginger cat in the veterinary clinic

ที่มาของภาพ, Maya Meshel / BBC

คำบรรยายภาพ, ชีร์ไปกลับยังคิบบุตซ์ในเมืองเบเอรีเพื่อทำงานในคลินิกรักษาสัตว์

ในช่วงกลางวัน ห้องอาหารกลางวันของเบเอรีเต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน

ชีร์ เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ได้ยื่นขอใบอนุญาตพกพาปืนอย่างเสียไม่ได้ เพราะเธอไม่ต้องการถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวอีก

"มันสำหรับลูกสาวและตัวฉันเอง เพราะในวันนั้น ฉันไม่มีอะไรเลย" เธอกล่าว

คู่ชีวิตของแม่เธอถูกสังหารในวันนั้น ทุกครั้งที่พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ แม่ของเธอกล่าวว่า: "พวกเขาทำลายพวกเรา"

Burnt-out houses with spray painted markings

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เครื่องหมายที่พ่นสีบนภายนอกของบ้านเรือนบ่งบอกถึงจุดที่ผู้คนถูกสังหาร

ผู้อยู่อาศัยกล่าวว่า พวกเขาได้พึ่งพาการสนับสนุนจากเพื่อนบ้านตลอดปีที่ผ่านมา แต่ความบอบช้ำส่วนบุคคลก็เป็นบททดสอบสำหรับชุมชนที่ในอดีตดำเนินการแบบรวมกลุ่ม

คำขวัญของคิบบุตซ์เบเอรีได้ดัดแปลงมาจากคำพูดของคาร์ล มาร์กซ์ที่ว่า "ทุกคนให้ในสิ่งที่เขาสามารถให้ได้ และทุกคนได้รับในสิ่งที่เขาต้องการ" แต่ปัจจุบันคำพูดนี้กลับเป็นสิ่งที่ยากจะดำเนินชีวิตตาม

ชาวเมืองที่อยู่ในวัยทำงานหลายคนทำงานที่โรงพิมพ์ของเบเอรี ซึ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และธุรกิจเล็ก ๆ อื่น ๆ ของคิบบุตซ์ กำไรจะถูกรวมกัน และผู้คนจะได้รับที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ตามสถานการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม การที่บางคนตัดสินใจไม่กลับมาทำงานได้บั่นทอนหลักการของการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกันในแบบชุมชน

และหากผู้อยู่อาศัยบางคนตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปที่เบเอรีอีกเลย อาจสร้างปัญหาใหม่ขึ้นอีก เพราะหลายคนไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่แบบชุมชน และอาจประสบปัญหาทางการเงินหากต้องอยู่ด้วยตัวเอง

การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ยังทำให้เสียงเรียกร้องสันติภาพเงียบลง ในอดีตชุมชนเคยมีทุนเพื่อช่วยเหลือชาวกาซา ผู้อยู่อาศัยบางคนเคยช่วยจัดหาการรักษาทางการแพทย์ให้ชาวกาซาที่โรงพยาบาลในอิสราเอล แต่ตอนนี้ บางคนมีมุมมองที่ตรงกันข้าม ซึ่งแสดงออกทั้งต่อหน้าและผ่านโซเชียลมีเดีย

"พวกเขา [ชาวกาซา] จะไม่มีวันยอมรับการมีอยู่ของเรา มันต้องเลือกเอาระหว่างเราหรือพวกเขา" รามีกล่าว

หลายคนพูดถึงการสังหารวิเวียน ซิลเวอร์ ผู้อยู่อาศัยในชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนสันติภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิสราเอล

"ตอนนี้ ผู้คนโกรธมาก" ชีร์กล่าว "ผู้คนยังคงอยากอยู่ในสันติ แต่ตอนนี้ ฉันไม่เห็นว่ามีฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะร่วมมือ"

"ฉันไม่ชอบคิดในแง่ของความเกลียดชังและความโกรธ นั่นไม่ใช่ตัวตนของฉัน แต่ฉันไม่สามารถตัดขาดจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้"

ชีร์สวมสร้อยคอที่สลักภาพของเพื่อนสนิทตลอดชีวิตของเธอ คาร์เมล แกต ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันจากเบเอรีในวันนั้น

Shir's hand holds a silver necklace - an engraving of her friend Carmel Gat
คำบรรยายภาพ, Shir's necklace engraved with a portrait of her friend Carmel Gat - who she desperately hoped would be released aliveชีร์สวมสร้อยคอที่สลักภาพของเพื่อนสนิทตลอดชีวิตของเธอ คาร์เมล แกต ผู้ที่เธอเคยภาวนาเช้าค่ำให้ยังมีชีวิตอยู่

ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีร์คือ การที่เธอจะได้พบกับคาร์เมลอีกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ร่างของคาร์เมลถูกพบพร้อมกับตัวประกันอีกห้าคน กองทัพป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาถูกนักรบฮามาสสังหารเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีความพยายามช่วยเหลือ ฮามาสอ้างว่า ตัวประกันถูกฆ่าในเหตุโจมตีทางอากาศ แต่ผลการชันสูตรศพสรุปว่าทั้งหมดถูกยิงหลายครั้งในระยะใกล้

เบเอรียังคงรอและหวังว่าผู้อื่นจะกลับมา จนถึงตอนนี้ 18 คนได้รับการช่วยเหลือกลับมาอย่างปลอดภัย พร้อมกับร่างผู้เสียชีวิต 2 คน ขณะที่อีก 10 คนยังคงอยู่ในกาซา ซึ่งอย่างน้อยสามคนเชื่อว่า ยังคงมีชีวิตอยู่

ที่ด้านหลังบ้านของพ่อของดาฟนา ยูวัล ฮาราน วัย 37 ปี ยืนอยู่หน้าบ้านที่พ่อของเขาถูกสังหาร และญาติหลายคนถูกจับเป็นตัวประกันเมื่อวันที่ 7 ต.ค. พี่เขยของเขา ทัล ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา

"จนกว่าเขาจะกลับมา นาฬิกาของผมยังหยุดอยู่ที่วันที่ 7 ต.ค. ผมไม่ต้องการแก้แค้น ผมแค่อยากให้ครอบครัวกลับมา ผมแค่อยากมีชีวิตที่สงบสุขอีกครั้ง" ยูวัลกล่าว

ในวันนั้น มีคนประมาณ 1,200 คนถูกสังหารทั่วภาคใต้ของอิสราเอล และ 251 คนถูกนำตัวไปยังกาซาเป็นตัวประกัน ตั้งแต่นั้นมา ในปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 41,000 คน ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยฮามาส

ผู้คนหลายร้อยคน ทั้งนักรบและพลเรือน ถูกสังหารในเลบานอนในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ผู้อยู่อาศัยในเบเอรีกล่าวว่า ก่อนวันที่ 7 ต.ค. แม้จะอยู่ใกล้กับรั้วกาซา แต่พวกเขารู้สึกปลอดภัยเสมอ เพราะมีความเชื่อมั่นในระบบทหารของอิสราเอล แต่ความเชื่อนั้นได้สั่นคลอนลงแล้ว

"ฉันมีความมั่นใจน้อยลง และไว้ใจน้อยลง" ชีร์กล่าว เธอยังคงฝันถึงเหตุการณ์ในวันนั้น "ฉันตื่นขึ้นมาแล้วเตือนตัวเองว่ามันจบลงแล้ว แต่ความบอบช้ำนี้ ฉันคิดว่ามันจะคงอยู่ตลอดชีวิต ฉันไม่รู้ว่าฉันจะรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มที่อีกครั้งหรือไม่"

ฤดูร้อนนี้ รามีและไซมอนยังได้รับหน้าที่อันโศกเศร้าในการขุดหลุมฝังศพให้กับผู้เสียชีวิตในเบเอรี ซึ่งเพิ่งถูกย้ายกลับมาที่คิบบุตซ์จากสุสานในส่วนอื่น ๆ ของอิสราเอล

Rami and Simon, both with their backs to the camera. Rami is on an all-terrain vehicle. Simon is walking to the right of him.

ที่มาของภาพ, Maya Meshel / BBC

คำบรรยายภาพ, รามีและไซมอนกำลังขุดหลุมฝังศพให้กับร่างของผู้เสียชีวิตที่เพิ่งถูกส่งกลับบมายังคิบบุตซ์แห่งนี้

"หลังจากวันที่ 7 [ต.ค. ปีที่แล้ว] บริเวณนี้เป็นเขตทหาร เราไม่สามารถฝังพวกเขาที่นี่ได้" รามีกล่าวขณะที่เขามองไปยังหลุมฝังศพ และสะพายปืนไรเฟิล

ไซมอนกล่าวว่า มันทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงและเต็มไปด้วยความท่วมท้น "แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับบ้าน"

ทุกครั้งที่มีใครกลับมา คิบบุตซ์จะจัดงานศพครั้งที่สอง โดยมีผู้อยู่อาศัยจำนวนมากเข้าร่วม

ชีร์ ซึ่งอยู่ในที่พักชั่วคราวที่ฮัทเซริม กล่าวว่า ตอนนี้เธอได้รับพลังจากชุมชนรอบตัวเธอ

"เราไม่สมบูรณ์ แต่ฉันหวังว่าเราจะกลับมาสมบูรณ์" เธอกล่าว

"นี่เป็นชุมชนที่โศกเศร้า เศร้าและโกรธมากขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง"