วัคซีนโควิด: ได้ฉีดไหม ฉีดเมื่อไร รวมคำตอบข้อสงสัยวัคซีนสู้ไวรัสโคโรนาในไทย

ที่มาของภาพ, Reuters
การจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างไรให้ทั่วถึง เท่าเทียม เป็นธรรมสำหรับคนไทย 68 ล้านคน คือประเด็นสำคัญที่รัฐบอกว่าจะกำหนดการฟื้นฟูสภาพสังคม เศรษฐกิจปากท้อง รวมไปจนถึงการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศในปีนี้และปีหน้า
นโยบายการจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ของรัฐบาล ที่มีกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์ แม้ผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงหลายครั้ง ยังคงมีประเด็นคำถามและข้อสงสัยค้างคา บีบีซีไทยรวบรวมประเด็นคำถามของสาธารณะและคำตอบของผู้เกี่ยวข้องมาไว้ในที่เดียว
แนวทางการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไทย
ในการสัมภาษณ์กับบีบีซีไทย นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึง 3 แนวทางหลักในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อโอกาสของไทยในการเข้าถึงวัคซีนให้ได้มากที่สุด ดังนี้
แนวทางที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเองในประเทศ ผ่านการส่งเสริมให้นักวิจัยพัฒนาวัคซีนได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งยังคงดำเนินการอยู่ โดยได้เห็นความก้าวหน้าเรื่อย ๆ ได้แก่ วัคซีนที่ได้ผลดีกับสัตว์ใหญ่หรือลิง มีผลการกระตุ้นความปลอดภัยและภูมิคุ้มกันได้เทียบเคียงกับวัคซีนที่ประสบความสำเร็จ ทำให้มีความมั่นใจว่าวัคซีนที่อยู่ในมือเป็นตัวเลือกที่ดี ที่เหลือคงเป็นเรื่องของการพัฒนาต่อไปข้างหน้าว่าเราได้วัคซีนที่พัฒนาในคนระยะที่หนึ่ง ระยะที่สอง ระยะที่สามได้ คงเริ่มในปีนี้
ส่วนการผลิตวัคซีนต้นแบบเพื่อการทดสอบในคน ซึ่งจำเป็นจะต้องได้มาตรฐาน CGMP (Current Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการผลิตและการควบคุมคุณภาพของยา

ที่มาของภาพ, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
"เรามีวัคซีนแบบ mRNA ที่ดีแต่เราไม่มีโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ ก็ต้องไปจ้างต่างประเทศที่มีความสามารถในการผลิต ในขณะเดียวกันในต่างประเทศ วัคซีนแบบ mRNA ก็เป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราต้องรอคิว ทำให้การรับมอบวัคซีนเข้ามาทดสอบในคนถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ"
แนวทางที่ 2 ความร่วมมือกับต่างประเทศโดยเน้นการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) เป็นสำคัญ ที่ดำเนินการไปแล้วคือ ความร่วมมือกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ของไทย ถือว่าเป็นความมั่นคงของประเทศแล้วว่าอย่างน้อยไทยก็สามารถผลิตวัคซีนชนิด viral vector ได้แล้ว
แนวทางที่ 3 การจัดซื้อวัคซีนโดยตรงจากผู้ผลิตที่มีศักยภาพในต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาทีมงานได้พิจารณาจากข้อมูลการวิจัยพัฒนา เอกสารการรับรองทางการแพทย์จากประเทศต้นทางและคณะกรรมการอาหารและยาของไทย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจะต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลบวกกับผลการวิจัยพัฒนาที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาผู้ที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน ทั้งในส่วนที่สำเร็จแล้วและใกล้จะสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ ซิโนแวค ประเทศจีนจำนวน 2 ล้านโดส โดยมอบองค์การเภสัชกรรมจัดซื้อและจำหน่าย ขึ้นทะเบียน อย. เร็ว ๆ นี้
ทำไมต้องเป็น "สยามไบโอไซเอนซ์"
ก่อนที่บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จากสหราชอาณาจักร จะเลือกบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นบริษัทในพระบรมปรมาภิไธยนั้น จุดเริ่มต้นมาจากความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี กับมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ที่มาของภาพ, เว็บไซต์สยามไบโอไซเอนซ์
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือนี้ในงาน Intania Dinner Talk 2020 เมื่อ 1 ธ.ค. 2563 ว่า จากความร่วมมือในการวิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี และรับรู้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จึงมีการหารือ ประกอบกับการหารือกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล และรับทราบว่ารัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนภาคเอกชน แต่ในแง่การเจรจา มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ได้มอบหมายให้บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า เป็นผู้ดำเนินการด้านการผลิตและกระจายวัคซีนในเชิงพาณิชย์แต่ภายใต้แนวความคิด "No Profit, No Loss" หรือ "ไม่กำไร ไม่ขาดทุน"
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมเมื่อพบว่าสยามไบโอไซเอนซ์เพิ่งสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาใหม่ในขณะนั้น และเป็นรุ่นเดียวกับสายการผลิตของแอสตร้าเซนเนก้า
นั่นจึงเป็นที่มาของความร่วมมือในการผลิตวัคซีนโควิด-19 และร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในการผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี และแอสตร้าเซนเนก้า เมื่อ 14 ต.ค. 2563
ผอ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติบอกว่าความร่วมมือนี้ เป็นการจองซื้อโดยมีข้อตกลงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอีกด้วย ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าจำเป็นต้องหาบริษัทที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในช่วงเวลาเร่งด่วน จึงต้องเป็นคนที่พร้อมที่สุด มีความสามารถมากที่สุดที่เขามั่นใจที่สุด ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าได้ทบทวนคุณสมบัติของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าเดียว แต่ก็เห็นว่ามีเพียงสยามไบโอไซเอนซ์เท่านั้น

ที่มาของภาพ, Reuters
25 ม.ค. ที่ผ่านมา สยามไบโอไซเอนซ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าแอสตร้าเซนเนก้าจากสหราชอาณาจักรเป็นผู้เลือกบริษัท เพราะศักยภาพโรงงานมีมาตรฐานสากลเพื่อผลิตวัคซีนให้ได้ 200 ล้านโดสต่อปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายผลิตวัคซีนกว่า 3 พันล้านโดสทั่วโลก
ต่อมาแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) ชี้แจงบีบีซีไทยผ่านอีเมลว่า ความร่วมมือกับหน่วยงานเอกชนและรัฐบาลในไทยเกิดขึ้นบนหลักการของการต่อยอดการให้ความสำคัญต่อ "ผู้ผลิตระดับประเทศที่มีศักยภาพและความสามารถในการเป็นผู้ผลิตวัคซีนระดับโลก"
รัฐสนับสนุนแค่สยามไบโอไซเอนซ์หรือไม่
ผอ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ชี้แจงประเด็นนี้เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า สถาบันฯ ได้ของบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศ และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณมาสนับสนุนหลายองค์กรแล้ว เช่น ไบโอเนทเอเชีย, ใบยา ไฟโตฟาร์ม, มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, Reuters
โดยทุกหน่วยงานที่กำลังวิจัยพัฒนาเป็นทีมประเทศไทยก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็กำลังพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นทางเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้านำมาเชื่อมต่อกับสยามไบโอไซเอนซ์ ก็จะทำให้เราทำได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ
นพ. นคร กล่าวว่า กรณีแอสตร้าเซนเนก้าไม่ใช่การจองซื้อโดยทั่วไป แต่เป็นการจองซื้อที่มีข้อตกลงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้ประเทศไทยด้วยและในสัญญาผูกพันที่รัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุนสยามไบโอไซเอนซ์จำนวน 600 ล้านบาทไปแล้วนั้น สยามไบโอไซเอนซ์จะต้องคืนวัคซีนในจำนวนเท่ากับมูลค่าที่รัฐบาลสนับสนุน
ทำไมใบยา ไฟโตฟาร์ม ต้องขอรับบริจาค
ผอ. สถาบันวัคซีนบอกว่า วัคซีนที่กำลังพัฒนาโดยใบยา ไฟโตฟาร์ม สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความแตกต่างไป เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ทำจากใบยาสูบ และต้องมีโรงงานต้นแบบในการผลิตวัคซีนชนิดนี้ ทำให้ทางใบยา ไฟโตฟาร์ม ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลพร้อมกับการระดมทุนของเขาเอง เพื่อให้งานดำเนินการไปได้
"ไม่ได้เกิดจากเหตุว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุน แต่เกิดจากอยากจะเร่งกระบวนการเกิดให้เร็วและการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัคซีนของคนไทย เป็นกลยุทธ์ของทีมใบยา อีกอย่างงบประมาณภาครัฐต้องใช้ระยะเวลาในการทำขอจัดสรรและมีระเบียบเกี่ยวข้อง ในขณะที่งานวิจัยบางทีถ้าใช้ระบบราชการอาจจะช้าเขาก็ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณในการวิจัย"
นพ. นครเสริมว่า ทีมอื่นก็ยังคงดำเนินการอยู่ เช่น คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ไบโอเทค สวทช. และขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทดลอง
ทำไมองค์การเภสัชกรรมไม่รับหน้าที่ผลิตวัคซีนโควิด
ผอ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติชี้แจงสั้น ๆ เรื่องนี้ เมื่อ 19 ม.ค. ว่า โรงงานขององค์การเภสัชกรรม "ไม่มีศักยภาพเพียงพอ"
ต่อมา นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตอบประเด็นนี้กับบีบีซีไทยว่า โรงงานขององค์การเภสัชกรรม ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนต่างกันกับของแอสตราเซนเนก้าและสยามไบโอไซเอนซ์ กล่าวคือ โรงงานองค์การเภสัชมีเพียงเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นการเลี้ยงเชื้อตัวตายในไข่ ส่วนของแอสต้าเซนเนก้าใช้เทคโนโลยีเป็นเชื้อตัวเป็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน นพ. ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรคกล่าวเสริมว่า เท่าที่สำรวจมายังไม่เห็นโรงงานใดในประเทศที่มีมาตรฐานเดียวกับสยามไบโอไซเอนซ์
ไทยจ่ายค่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแพงเกินไป?
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออก มาระบุว่าเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า วัคซีนโควิดที่จัดซื้อจากแอสตร้าเซนเนก้าเป็นราคาต้นทุนอยู่ที่ 5 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว 150 บาทต่อโดส
เว็บไซต์บีบีซีนิวส์รายงานเมื่อ 4 ม.ค. ที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทผลิตวัคซีนแต่ละรายและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า วัคซีนที่ผลิตโดยแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีราคาต่อโดสประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐ (120 บาท) ซึ่งถือว่าถูกที่สุดเมื่อเทียบกับรายอื่น ๆ ขณะที่วัคซีนจากโมเดอร์นาราคาต่อโดสราว 33 ดอลลาร์สหรัฐฯ (990 บาทต่อโดส) และวัคซีนจากไฟเซอร์ ราคาต่อโดสคือ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ (600 บาทต่อโดส)


บ. แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ชี้แจงกับบีบีซีไทยในเรื่องนี้ว่า "ราคาต่อโดสที่แต่ละประเทศจ่ายขึ้นอยู่กับต้นทุนในการผลิตและความแตกต่างของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กำลังการผลิต ค่าแรงและวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งจะมีต้นทุนต่างกันไป"
ขณะที่ นพ. นคร ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ในวันที่ 29 ม.ค. ถึงความคืบหน้าของการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าโดยสยามไบโอไซเอนซ์ว่า เป็นไปตามที่คาดหมาย โดยล็อตแรกสำหรับการทดสอบคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพ.ค. และล็อตในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมจะได้รับการจัดส่งมายังบุคลากรทางการแพทยเพื่อฉีดกลุ่มเป้าหมายได้ภายในเดือน มิ.ย
การเจรจาจัดหาวัคซีนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
หลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าออกมาตั้งคำถามเมื่อ 18 ม.ค. ถึงความล่าช้าและความไม่โปรงใส จากการที่รัฐบาลเลือกเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนจำนวนน้อยรายเกินไปจนตั้งข้อสังเกตว่า "แทงม้าตัวเดียว" หรือไม่ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งนายอนุทินก็ได้ออกมาปฏิเสธว่า "ไม่ได้แทงม้าตัวเดียว"
นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาทางการไทยมีความพยายามอย่างน้อย 2 ช่องทางเพื่อให้ได้รับวัคซีนเพื่อทำการฉีดให้ครอบคลุม 50% ของประชากรภายในปีนี้ นอกจากแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคจำนวน 2 ล้านโดสจากจีนในช่วง ก.พ.- เม.ย. อีกทั้งยังความพยายามแสวงหาความร่วมมือผ่าน COVAX facility ที่เป็นความริเริ่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการจัดหาวัคซีนโควิดแก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่ นพ. ศุภกิจยอมรับว่าการทำสัญญาสั่งจองซื้อมีความยุ่งยากบางประการทำให้การได้มาของวัคซีนยังไม่แน่นอน และอาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
ด้านนายอนุทินก็ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในกรณีนี้ว่า ไทยได้เจรจากับ COVAX มาตลอด แต่ไม่อยู่เกณฑ์ที่ได้รับวัคซีนฟรี เนื่องจาก COVAX ให้สิทธิแก่ประเทศยากจนที่ WHO และ พันธมิตรวัคซีน GAVI ให้การสนับสนุนจำนวน 92 ประเทศ แต่ไทยเป็นประเทศฐานะปานกลาง หากจะร่วมกับ COVAX ไทยต้องซื้อราคาแพงกว่า และไม่สามารถเลือกวัคซีนจากผู้ผลิตรายใดได้ มีความไม่แน่นอนทั้ง ชนิด จำนวน และราคา รวมทั้งต้องจ่ายเงินล่วงหน้า
ลำดับการฉีดวัคซีนในประเทศ ใครได้ก่อน-หลัง
วันที่ 27 ม.ค. พล.อ. ประยุทธ์ ยืนยันผ่านรายการ "PM Podcast นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง" เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า คนไทยทุกคนที่ต้องการฉีดจะได้รับการฉีดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้นเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีและสตรีมีครรภ์
ระยะแรกรัฐบาลได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ประมาณ 19 ล้านคน ได้แก่
- บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า 1.7 ล้านคน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน 6.1 ล้านคน
- ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน
- เจ้าหน้าที่ควบคุมโควิดและมีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วย 15,000 คน

ที่มาของภาพ, Reuters
ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มประมาณเดือน พ.ค. ขึ้นอยู่กับวัคซีนจะทยอยเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด ในส่วนนี้จะครอบคลุมประชาชนกลุ่มที่มีความเสี่ยงลำดับถัดไป โดยกลุ่มเป้าหมายอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การแพร่ระบาดและประสิทธิภาพของวัคซีน รวมทั้งจำนวนวัคซีนที่หาได้
นอกจากนี้ในช่วงประมาณเดือน พ.ค. คาดว่าสยามไบโอไซเอนซ์จะสามารถผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าล็อตแรกในประเทศได้ 26 ล้านโดส พร้อมกันนั้นรัฐบาลไทยยังสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มเติมทั้งจากแอสตร้าเซเนก้าและที่ผลิตเองจากคณะแพทย์ศาสตร์ คณะเภสัชศาสต์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่มอีกจำนวน 35 ล้านโดส
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายกฯ ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดซื้อและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 อีกครั้งทางรายการเดียวกัน ย้ำว่ารัฐบาลมีแผนการฉีดวัคซีนจะกระจายทุกกลุ่มประชากรตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับวัคซีนที่มีจะการส่งมอบ เพราะวัคซีนที่จองไปแล้วไม่ได้ส่งมาถึงไทยพร้อมกัน ทั้งนี้จะต้องดูตามปริมาณวัคซีนที่ได้รับมาทั้งที่นำเข้ามาและผลิตเองในประเทศ โดยกลุ่มที่ต้องฉีดก่อนตามลำดับเป็นไปตามเดิมที่ระบุข้างต้น แต่ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในการแพร่ระบาดและความจำเป็น ทุกคนต้องการวัคซีนหมด แต่ต้องเข้าใจว่าวัคซีนมีปริมาณจำกัด
จะใช้วัคซีนจากจีนหรือไม่
เมื่อต้นเดือน ม.ค. รัฐบาลไทยแถลงว่าได้สั่งซื้อวัคซีนของ บ.ซิโนแวค ไบโอเทคของจีนจำนวน 2 ล้านโดส โดยองค์การอาหารและยา (อย.) เตรียมขึ้นทะเบียน ภายในวันที่ 14 ก.พ. แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงสาธารณสุขว่า ไทยต้องปรับแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เนื่องจาก บ.ซิโนแวคยังรอการขึ้นทะเบียนวัคซีน "โคโรนาแวค" ในจีน ไทยจึงติดต่อ บ.แอสตร้าเซนเนก้าให้จัดส่งวัคซีนที่ผลิตในอิตาลีให้ไทยก่อน 5 หมื่นโดส

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม บ. ซิโนแวคออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ยืนยันว่าทางการจีนได้อนุญาตให้บริษัทจำหน่ายและฉีดวัคซีนโควิด-19 กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว
"ซิโนแวคกำลังดำเนินการขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโคโรนาแวคในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะกระจายวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึงและครอบคลุมประชากรโลกให้มากที่สุดเพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด" บริษัทระบุในแถลงการณ์ พร้อมกับให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีประเทศที่อนุมัติให้ใช้วัคซีนโคโรนาแวคภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย บราซิล ตุรกี และชิลี
นายหยิน เว่ยตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซิโนแวคระบุว่า องค์การเวชภัณฑ์ฯ อนุมัติการจำหน่ายหลังจากพิจารณารายงานผลการทดสอบระยะสามซึ่งใช้เวลาทดสอบเป็นเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตามผลการทดสอบที่สมบูรณ์ยังไม่เสร็จสิ้น เช่นเดียวกับผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ยังต้องรอการสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
หลังจากที่ทางการจีนอนุมัติการใช้และจำหน่ายวัคซีนของซิโนแวค นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ว่าวัคซีนของซิโนแวคที่ไทยสั่งซื้อไป 2 ล้านโดสนั้นจะจัดส่งถึงไทยตามแผนที่วางไว้ คือ 2 แสนโดสแรกจะจัดส่งภายในเดือน ก.พ. ส่วนที่เหลือจะตามมาในเดือน มี.ค. และ เม.ย. จากนั้นในปลายเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย. วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่ บ. สยามไบโอไซเอนซ์ผลิตในไทยจะเริ่มทยอยออกมา
สำหรับประเด็นการขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนแวคโดยองค์การอาหารและยา (อย.) ของไทยนั้น นายอนุทินกล่าวว่า อย. ได้รับเอกสารจาก บ. ซิโนแวคแล้ว และหลังจากที่ทางการจีนได้อนุญาตให้ใช้วคซีนของซิโนแวคแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ อย. จะเร่งขึ้นทะเบียนก่อนในไทย
หากทั้งหมดเป็นไปตามนี้ นายอนุทินคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนไทยกลุ่มแรกได้ภายในต้นเดือน มี.ค.
วัคซีนต้องมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างไร
ศ.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยเมื่อ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูล ณ วันที่ 14 ม.ค. มีวัคซีนที่ผ่านเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้ว จากทั้งหมด 20 บริษัท ด้วยการศึกษาในคนอย่างน้อย 30,000 ตัวอย่าง เพื่อดูความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
สำหรับวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นา ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ มีราคาแพง ซึ่งไทยไม่ได้นำเข้า ศ.นพ. ประสิทธิ์ อธิบายว่า แม้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสูงสุดถึง 95% แต่ก็ไม่จำเป็น เพราะประสิทธิภาพเพียง 50-60% ก็เพียงพอแล้ว โดยยกตัวอย่างของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดประจำปีก็มีประสิทธิภาพราว 50-60% เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Facebook/องค์การเภสัชกรรม
"หากเราได้วัคซีนเหล่านั้นแล้ว จะต้องไม่ทำให้โรครุนแรงหรือเสียชีวิต คือเป้าหมายใหญ่ ไม่ใช่ไม่ติดเชื้อ"
ส่วนวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันแต่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันที่ 90% และไม่ได้เอาเชื้อโควิด-19 มาผลิตจึงทำให้ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับอีกเทคโนโลยี ในราคาในไทยจะได้ราคาราว 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส

ส่วนวัคซีนซิโนแวคจากจีนนั้น นายแพทย์ผู้นี้อธิบายว่า ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ซึ่งปลอดภัย แค่ใช้เชื้อโควิด-19 มาแล้วทำให้มันเปลี้ย ไม่ทำให้เป็นอันตราย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องใช้เทคโนโลยีป้องกันการระบาด และมีประสิทธิภาพ 50% ซึ่งเพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นพ. ประสิทธิ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ผลิตวัคซีนให้กับแอสตร้าเซนเนก้าในไทยด้วย
24 ก.พ. ล็อตแรกมาถึง
วัคซีนซิโนแวคจำนวน 2 แสนโดสจากจีนจะมาถึงไทยในวันที่ 24 ก.พ. โดยนายกฯกล่าวว่า จะไปร่วมรับวัคซีนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าวัคซีนได้มาถึงไทยแล้ว และวันหน้าจะมีวัคซีนจากแหล่งอื่นทยอยเข้ามาอีก ซึ่งวัคซีนแต่ละประเภทก็เหมาะกับคนบางกลุ่ม และบางคนก็ต้องระมัดระวังในการฉีดวัคซีน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลอย่างเต็มที่

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐนตรี

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดหาและแผนบริหารจัดการฉีดวัคซีน สามารถส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของบีบีซีไทย เราจะหาคำตอบมาให้












