วัคซีนโควิด : สยามไบโอไซเอนซ์ ย้ำนโยบาย "ไม่กำไร ไม่ขาดทุน" โรงงานได้มาตรฐานสากล

ขวดวัคซีนโควิด-19

ที่มาของภาพ, Reuters

บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ออกแถลงการณ์ชี้แจงโครงการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ระบุว่า บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้เลือก เพราะศักยภาพโรงงานมีมาตราฐานสากล เพื่อเป็นฐานการผลิตให้กับภูมิภาคอาเซียน พร้อมกับยืนยันว่าได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 600 ล้านบาท

สยามไบโอไซเอนซ์ ออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรก สี่วันหลังจากที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรวมทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องออกมาเปิดเผยรายละเอียดของสัญญา 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเกี่ยวกับจัดซื้อวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์เพื่อความโปร่งใสเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ ของสยามไบโอไซเอนซ์ ได้อธิบายในแถลงการณ์ว่า บรษัทก่อตั้งในปี 2552 ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีความเชี่ยวชาญของการผลิตยาชีววัตถุ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ

ย้ำโรงงานมีมาตรฐานระดับสากล

สยามไบโอไซเอนซ์ระบุว่า การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และแอสตร้าเซนเนก้า ภายใต้การลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในความร่วมมือระหว่างบริษัท เอสซีจี กระทรวงสาธารณสุข แอสตร้าเซนเนก้า และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เพื่อที่จะให้วัคซีนดังกล่าวได้มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียนคือ "ก้าวสำคัญ" ที่นำไปสู่การสัญญารับจ้างผลิตระหว่างแอสตร้าเซนเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์

กระทรวงสาธารณสุข สยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี และแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ในการผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 AZD1222 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด

ที่มาของภาพ, ScG

คำบรรยายภาพ, กระทรวงสาธารณสุข สยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี และแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ในการผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 AZD1222 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด

บริษัทอ้างว่า สัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีชั้นสูงสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสากลจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีของแอสตร้าเซนเนก้าและทำให้สยามไบโอไซเอนซ์ ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก

นอกจากนี้ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้ายังใช้เทคโนโลยีในการผลิตใกล้เคียงกับการผลิตยาชีววัตถุจากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์มีประสบการณ์ในการผลิตยา ชีววัตถุด้วยเทคโนโลยีนี้และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้วทั้งในประเทศ และส่งออก

นางนวลพรรณ ล่ำซำ (สองจากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ ของสยามไบโอไซเอนซ์

ที่มาของภาพ, เว็บไซต์สยามไบโอไซเอนซ์

คำบรรยายภาพ, นางนวลพรรณ ล่ำซำ (สองจากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ ของสยามไบโอไซเอนซ์

นางนวลพรรณ กล่าวว่า "สยามไบโอไซเอนซ์มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเลือกจากแอสตร้าเซเนก้าให้เป็นฐานการผลิตวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ของสยามไบโอไซเอนซ์ทุกคน เร่งทำงานแข่งกับเวลา โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ตัดสินใจปรับแผนการผลิตยาชีววัตถุเดิม โดยทุ่มสรรพกำลังในการผลิตวัคซีนที่ได้ตรงตามมาตรฐานของแอสตร้าเซเนก้าในเวลารวดเร็วที่สุดเพื่อที่ชีวิตความเป็นอยู่ของ คนในชาติ เศรษฐกิจไทย รวมถึงประชาชนและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง"

ยึดนโยบายไม่กำไร ไม่ขาดทุน

นอกจากประเด็นเกี่ยวกับความพร้อมของสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว ในส่วนโรงงานยังได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากลมีศักยภาพที่จะรองรับการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าได้ทุกขั้นตอนและเป็นโรงงานทีใช้เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสามารถรองรับการขยายกำลังการผลิตได้ในอนาคต

แถลงการณ์ดังกล่าวยังกล่าวย้ำอีกว่า สยามไบโอไซเอนซ์ได้ดำเนินการผลิตวัคซีนโดยยึดนโยบาย "ไม่กำไร ไม่ขาดทุน" หรือ "no profit, no loss" ในช่วงที่มีการระบาดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับของแอสตร้าเซนเนก้า

โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลหลายรายการ เช่น PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485

ที่มาของภาพ, เว็บไซต์สยามไบโอไซเอนซ์

คำบรรยายภาพ, โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลหลายรายการ เช่น PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485

ภารกิจผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ บริษัทได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขจำนวนเงินประมาณ 600 ล้านบาท และจากบริษัท เอสซีจี 100 ล้านบาทเพื่อต่อยอดศักยภาพของโรงงานให้มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของบริษัทมีเนื้อหาสอดคลัองกับการชี้แจงของ นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า หากผลิตวัคซีนได้สำเร็จ สยามไบโอไซเอนซ์ จะสั่งซื้อวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากแอสตร้าเซเนก้าเป็นมูลค่าเท่ากับ จำนวนเงินทุนที่ได้รับเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยต่อไป

สยามไบโอไซเอนซ์ผลิตอะไรบ้าง

ที่ผ่านมา สยามไบโอไซน์ได้ผลิตยารักษาโรคชีววัตถุ เช่น ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเรื้อรัง และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาว ให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ชั้นสูงสามารถบำบัดรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ

สำหรับโรงงานของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานสากลหลายรายการ เช่น PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485 อีกทั้งได้รับ ความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจโรค ให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

​ตั้งแต่ปี2563 ที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาและผลิต ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) และได้มอบให้หน่วยงานราชการใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยในประเทศมากกว่า 100,000 ชุด

เพนกวิน-เบนจา จัดกิจกรรมเรียกร้องความโปร่งใส

ขณะที่ในช่วงบ่ายของวันนี้ (25 ม.ค. นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ แกนนำราษฎร และ นางสาวเบนจา อะปัญ อายุ 21 ปี นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่บริเวณหน้าตึกศรีจุลทรัพย์ ที่ทางกลุ่มอ้างว่าเป็นที่ตั้งของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดกิจกรรมมีการปราศรัยถึงการได้มาในสิทธิ์ของบริษัทที่ได้มาแบบไม่ต้องผ่านการประมูล ความโปร่งใส่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล

นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ แกนนำราษฎร และ นางสาวเบนจา อะปัญ อายุ 21 ปี นักศึกษาธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ แกนนำราษฎร และ นางสาวเบนจา อะปัญ อายุ 21 ปี นักศึกษาธรรมศาสตร์

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรั้วเหล็กมากันบริเวณรอบตึก ห้ามกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปใกล้ตัวตึก โดยกิจกรรมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่ผู้ชุมนุมจะแยกย้าย โดยมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมราว 30 คน