ประมง : เหยื่อค้ามนุษย์ชาวลาวเผยเส้นทาง "จองจำ" จากเรือประมงไทยสู่เกาะในอินโดนีเซีย

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
- Role, บีบีซีไทย
ผมคิดฮอดแม่ คิดฮอดบ้าน ร้องไห้ทุกวันเลย" 'แหล่' พูดอย่างเศร้าสร้อยผ่านสายโทรศัพท์ที่บีบีซีไทยโทรจากกรุงลอนดอนไปหาเขาที่อินโดนีเซีย
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) พบนายแหล่ สีอาไพ หนุ่มชาวลาว วัย 31 ปี ตอนเดินทางไปสำรวจหาลูกเรือประมง ที่ติดค้างอยู่บนเกาะตวลของอินโดนีเซียเมื่อสามปีก่อน และได้ช่วยเหลือติดต่อกับทางการลาวให้รับตัวกลับประเทศ
ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแอลพีเอ็นและเจ้าหน้าที่ทางการลาวเดินทางไปยังเกาะตวลอีกครั้ง เพื่อดำเนินเรื่องและมีความเป็นไปได้ว่าแหล่จะได้กลับไปบ้านเกิดตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน อย่างที่นายสาธิต หน่อทอง ชาวจังหวัดสมุทรปราการ หนึ่งในลูกเรือประมงไทยหลายคนที่แอลพีเอ็นไปพบครั้งล่าสุดนี้ กำลังจะเดินทางถึงไทยในค่ำวันนี้ (15 พ.ย.)

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
เกือบ 20 ปีก่อน เด็กชายจากแขวงสะหวันนะเขต เดินทางจากบ้านเกิดข้ามพรมแดนมาหางานทำในไทย โดยมีนายหน้าชาวลาวนำตัวมาส่งให้นายหน้าคนไทย แหล่บอกว่า ตอนนั้นเขาเดินทางข้ามประเทศโดยไม่มีเอกสารเดินทางใด ๆ
นายแหล่เล่าว่าถูกส่งไปทำงานรับจ้างเก็บมะพร้าวที่ภูเก็ตราว 2 ปี โดยไม่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างเพราะต้องถูกหักเป็นค่าหัวที่ได้มาทำงาน
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้แหล่ตัดสินใจโบกรถโดยสารขึ้นไปกรุงเทพฯ เพื่อหาทางกลับบ้านที่ลาว โดยที่ไม่มีเงินติดตัว
"มาถึงกรุงเทพฯ ผมก็นอนข้างทาง ที่ไหนก็จำไม่ได้ ตื่นมาตอนตีสอง ก็มีคนมาเรียกขึ้นรถแท็กซี่ ถามว่าจะไปทำงานด้วยกันไหม ผมไม่มีเงินกลับบ้านก็เลยไป"

แหล่บอกบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่าตอนนั้นเขา"ยังเป็นเด็กน้อย"
"งานอะไรผมไม่รู้ เขาไม่บอก สุดท้ายเขาก็จับมาขังไว้ในบ้านประมาณสามเดือนกว่า แล้วก็ไปลงเรือ มีคนถูกขังไว้เยอะ คนไทยก็ด้วย" แหล่บอก แม้ที่บ้านหลังนั้นจะมีข้าวให้กิน มีโทรทัศน์ให้ดู แต่ประตูปิดล็อคกุญแจ ทำให้ออกไปไหนไม่ได้ นั่นทำให้เขาเปรียบตัวเองเหมือนถูก "ขัง" ไว้
"ตอนนั้นก็คิดว่าขังผมไว้ทำไม ผมถามเพื่อน เพื่อนก็ว่าเราโดนหลอกกัน"
ประสบการณ์ใน "ที่คุมขัง" ครั้งแรกของแหล่ยังไม่เลวร้ายเท่าสิ่งที่เขาต้องเผชิญต่อจากนั้น
หลังอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้สามเดือน เขาก็ถูกสั่งให้ลงเรือไปหาปลาที่อินโดนีเซีย ตามเส้นทางค้าเครื่องเทศอันเลื่องชื่อในอดีต

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
แหล่บอกบีบีซีไทยว่าเรือประมงที่ไปทำงานด้วยเป็นเรือประมงไทย มีไต้ก๋งเรือเป็นคนไทย และเรือเดินทางออกจากประเทศไทย
บีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดที่แหล่เล่ามาทั้งหมดได้ แต่นายทรงพล สุขจันทร์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำอินโดนีเซีย กล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่าเรือประมงที่ไปจับปลาในอินโดนีเซียในระยะแรกนั้น เป็นเรือประมงไทยที่เข้าไปจดทะเบียนเป็นเรืออินโดนีเซีย
ขณะที่ลูกเรือประมงคนไทย คนลาวและจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มูลนิธิแอลพีเอ็น ได้สำรวจพบล่าสุดนั้น นายทรงพล บอกว่าเป็นกลุ่มที่เดินทางไปทำประมงในยุคที่ไทยยังไม่มีการจัดระเบียบการทำประมงเช่นปัจจุบัน โดยในอดีตการจ้างงานคนไทยและแรงงานชาวต่างด้าวเป็นไปอย่างผิดกฎหมาย มีการปลอมแปลงเอกสารหลักฐาน และกดขี่แรงงาน ซึ่งนั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไทยถูกใบเหลืองจากไอยูยู ซึ่งหมายถึงทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unregulated and Unreported fishing)
"การต้องทำงานหนัก ถูกทรมาน กดขี่แรงงาน ทำให้ลูกเรือประมงเหล่านี้ต้องหนีจากเรือ ซึ่งไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น มีทั้งเขมร ลาว และพม่า" นายทรงพล กล่าว
ขณะที่คำพูดของนายแหล่ตอกย้ำความจริงตรงกัน "มันลำบาก ถูกทุบตี ถ้าเราไม่ทำงานก็โดน เรากลัวก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำก็โดนนายตี" เขาเล่าถึงเหตุการณ์บนเรือซึ่งจอดอยู่ที่เกาะตวลของอินโดนีเซียในขณะนั้น หน้าที่ของเขาคือการกู้อวน ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ และทำงานเสร็จประมาณสองทุ่มทุกวัน
"ผมอยู่เรือได้สองปีทนไม่ไหว ผมก็หนีออกจากเรือ" เขาบอก

ที่มาของภาพ, มูลนิธิมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
น.ส.ปฏิมา ตั้งปรัชญากุล ผู้จัดการมูลนิธิแอลพีเอ็น บอกบีบีซีไทยว่าลูกเรือประมงคนอื่น ๆ ที่เธอได้พบเล่าว่าขณะอยู่ในเรือต้องทำงานหนักขนาดที่ร่างกายไม่สามารถรับได้ มีหลายกรณีที่เรือประมงไปจับปลาเสร็จแล้วก็จะส่งต่อแรงงานให้กับเรือลำถัดไป บ้างก็ถูกทิ้งไม่ให้เดินทางกลับไทยไปกับเรือ ทำให้ต้องเผชิญชะตากรรมในบ้านเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก พูดภาษาไม่ได้
ในกรณีของแหล่นั้น เขาให้รายละเอียดว่าถูกส่งไปทำงานในเรือตั้งแต่มีอายุ 14 ปี ขณะนี้แหล่มีอายุ 31 ปี นั่นหมายความว่าเขาติดอยู่บนเกาะตวลนานถึง 17 ปี
"ตอนหนีใหม่ ๆ นอนในป่า ไม่มีของกิน อยู่กับเพื่อนสามคน ประมาณสองวันไม่ได้กินข้าวและน้ำเลย" แหล่บอกกับบีบีซีไทย หลังจากนั้นเขาและเพื่อนคนไทยสองคนไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และรับจ้างทำงานกุลีทุกชนิดตั้งแต่ดายหญ้าไปจนถึงขุดบ่อน้ำ
ตลอดเวลา 17 ปีที่อยู่บนเกาะตวล แหล่รู้สึกเหมือน "ถูกขัง" อีกครั้งทั้งทางร่างกายและจิตใจ
"เราพูดภาษาเขาก็ไม่ได้ จะกลับบ้านก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็มีแต่น้ำ มีแต่ทะเล ผมจะไปสถานทูตลาวก็ไปไม่เป็น" แหล่เคยคิดว่าสุดท้ายคงต้องจบชีวิตลงบนเกาะห่างไกล แห่งนี้ของอินโดนีเซียและไม่มีโอกาสกลับบ้านที่ลาว จนกระทั่งมูลนิธิแอลพีเอ็น สามารถติดต่อกับครอบครัวของแหล่ที่ลาวได้ในปีนี้ เขาจึงได้รับข่าวคราวครอบครัวเป็นครั้งแรก
"พ่อก็ตาย พี่ก็ตาย" เขาบอก "ถ้าได้กลับบ้านผมจะไปอยู่กับแม่ กลับไปทำนา ไม่ไปไหนอีกแล้ว แม่บอกว่าคิดถึง เป็นห่วงผมมาก"

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
คนไทยยังถูกทอดทิ้ง
เมื่อปี 2558 รัฐบาลไทยส่งชุดเฉพาะกิจเดินทางไปยังเกาะอัมบนและเกาะเบนจินาของอินโดนีเซียเพื่อสำรวจ และให้ความช่วยเหลือลูกเรือประมงที่ตกค้างอยู่ หลังจากมูลนิธิแอลพีเอ็นสำรวจพบและเปิดเผยว่ามีคนไทยถูกทอดทิ้ง บนเกาะดังกล่าว โดยทางการพบว่ามีคนไทยตกค้างไม่น้อยกว่า 2,000 คน อย่างไรก็ดี น.ส.ปฏิมา กล่าวว่ายังมีแรงงานอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เดินทางกลับเพราะขาดเอกสารพิสูจน์สัญชาติความเป็นคนไทย ซึ่งหลายคนเดินทางไปตั้งแต่ยังไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้
"ชุดเฉพาะกิจของรัฐลงไปสำรวจ แต่ไม่ได้เอากลับ มันยุ่งยากที่เขาจะขุดคุ้ย ก็ได้แต่จดชื่อไปว่านายเขียว นายแดง ไปอย่างนั้น" น.ส.ปฏิมาระบุ เธอเห็นว่าไม่สมควรที่จะมีคนไทยต้องถูกทอดทิ้งจนเสียชีวิตเช่นเดียวกับกรณีของสมยนเพื่อนของนายแหล่
ขณะที่ทูตไทยในอินโดนีเซียเองเชื่อว่ายังมีอดีตแรงงานประมงไทยหลงเหลือตามเกาะต่าง ๆ ทั้งเกาะตวล เกาะบัมบน เกาะเบนจินา และเกาะเรียว โดยคนเหล่านี้น่าจะอยู่บนเกาะนานเกินกว่าสิบปี
ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ไม่สมบูรณ์ยังกลับไทยไม่ได้
"ผมเคยเสนอกระทรวงต่างประเทศให้หารือกับกระทรวงมหาดไทยว่าคนเหล่านี้ออกจากประเทศมาเป็นสิบปี มาตั้งแต่ระบบฐานข้อมูลยังไม่ทันสมัยหรือไม่มีข้อมูลทะเบียนราษฎร์ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีข้อพิจารณาพิเศษ สำหรับคนกลุ่มนี้ โดยยอมรับว่าไม่สามารถหาข้อเท็จจริงที่ให้ได้ข้อสรุปที่เชื่อได้ 100% ว่าเป็นคนไทย หากกระทรวงมหาดไทยต้องการสัมภาษณ์ทางออนไลน์เราพร้อมดำเนินการให้ สถานทูตได้เสนอเรื่องนี้ไปแล้วว่า ควรดำเนินการเป็นกรณีพิเศษ มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่ใช่สำรวจลากยาวกันเป็นปี" นายทรงพล กล่าว แม้จะยอมรับว่าการเร่งรัดนำคนเหล่านี้ กลับประเทศ อาจทำให้พบในภายหลังได้ว่าไม่ใช่คนไทยจริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในการเดินทางไปยังเกาะตวลครั้งล่าสุด เมื่อปลาย ต.ค. ที่ผ่านมา คณะทำงานของมูลนิธิแอลพีเอ็นยังพบหลุมฝังศพ "สมยน" อดีตลูกเรือประมงไทยที่เสียชีวิตที่นั่น โดย น.ส.ปฏิมาระบุว่าสมยนเป็นบุคคลที่เจ้าหน้าที่ทางการไทย เคยได้พบตัวแล้วก่อนหน้านี้ แต่เพราะขาดเอกสารหลักฐานในการพิสูจน์อัตลักษณ์จึงไม่สามารถนำตัวกลับมาได้
นอกจากนี้ คณะทำงานยังพบอดีตแรงงานประมงไทยอีกอย่างน้อย 7 คนที่ยังมีชีวิตและต้องการเดินทางกลับไทย และได้ประสานงานกับสถานทูตไทยในอินโดนีเซีย เพื่อให้ความช่วยเหลือกลับประเทศ

ที่มาของภาพ, EPA
ไทยมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานประมงหลายฉบับ
เมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานประมงและป้องกันการบังคับใช้แรงงานในแรงานประมง โดยมีผลบังคับใช้หลังการประกาศ 180 วัน
พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการที่ไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาการทำงานในภาคประมง พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 188) หรือ C188 ซึ่งคุ้มครองการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานบนเรือประมง โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าว และปัจจุบันมีทั้งหมด 12 ประเทศที่ให้สัตยาบัน
ถือว่าเป็นความพยายามของไทยที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2558 สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออก "ใบเหลือง" เตือนไทยว่ายังไม่มีมาตรการที่เพียงพอที่จะป้องกันและขจัดปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม จนกระทั่งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อียูได้ประกาศปลดใบเหลืองให้ไทย
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2558 ไทยได้ออกกฎหมายเกี่ยวข้องกับการทำประมงหลายฉบับ ได้แก่
- พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ปรับปรุง พ.ศ. 2560
- กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2557 ปรับปรุง พ.ศ. 2561
- พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ปรับปรุง พ.ศ. 2558, 2560 และ 2562
- พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. 2562








