ปาล์มน้ำมัน : บริษัทน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซียทำชนเผ่าสูญโอกาสสร้างรายได้นับล้านดอลลาร์

Ridah, 35, Cilin, 60, Siti, 60, Dan Yenita, 12, Orang Rimba Desa, in Tebing Tinggi

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, โอรัง ริมบา หนึ่งในชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มสุดท้ายของอินโดนีเซีย
    • Author, โดย มูฮัมมัด เออรํม, อัสตูเดสตรา อาเจงราสตรี และ แอกเนีย อัดซเกีย
    • Role, บีบีซีนิวส์ อินโดนีเซีย

มีความเป็นไปได้มากว่าของที่คุณซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม และหากย้อนดูเส้นทางการผลิต ก็จะรู้ว่ามันเริ่มต้นจากการปลูกต้นปาล์มอย่างที่ทำกันในอินโดนีเซีย ทว่า รายงานข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีพบว่า บริษัทหลายแห่งที่ขายน้ำมันปาล์มให้กับบริษัทขนาดใหญ่หลายราย อย่างจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) เคลล็อกส์ (Kellogg's) และมอนเดลีซ (Mondelēz) ต่างทำให้ชุมชนพื้นเมืองหลายแห่งต้องสูญเสียโอกาสที่จะมีรายได้นับล้านดอลลาร์

มัต ยาดี เดินไปตามเส้นทางลำน้ำ ฉมวกที่เตรียมมาพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ แต่ก็เช่นเดียวกับทุก ๆ วัน เขายังจับอะไรไม่ได้สักตัว

"แต่ก่อนมีทั้งหมู กวาง ละมั่ง และเม่น " เขาบอก "แต่ตอนนี้แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่แล้ว"

ยาดี เป็นชาวโอรัง ริมบา (Orang Rimba) หนึ่งในชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มสุดท้ายของอินโดนีเซีย พวกเขาอาศัยอยู่ตามป่าบนเกาะสุมาตรามาหลายชั่วอายุคน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกรีดยาง ล่าสัตว์ และเก็บผลไม้

ในช่วงทศวรรษ 1990 บริษัทผลิตน้ำมันปาล์มแห่งหนึ่งเดินทางไปที่เมืองเตบิง ติงกิ อันห่างไกลที่พวกเขาศัยอยู่ รับปากจะนำความร่ำรวยและการพัฒนามาให้

ชาวโอรัง ริมบา บอกว่าบริษัทจะเข้าควบคุมที่ดินซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และพวกเขาจะได้ที่ดินมากกว่าครึ่งหนึ่งกลับคืน เป็นที่ดินที่มีการปลูกต้นปาล์มน้ำมัน พืชมหัศจรรย์ที่โลกกำลังต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ มันจะสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย เพราะชนเผ่าเร่ร่อนจะเก็บผลปาล์มที่ผลิตได้ขายคืนให้กับบริษัท

ตลอดเวลา 25 ปีที่ต้นปาล์มเติบโต ผลสีส้มเจิดจ้าของมันถูกส่งเข้าโรงงานผลิตที่ผลิตน้ำมันปาล์มมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ที่มีซาลิมกรุ๊ป (Salim Group) เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว โดยบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต เช่น Cadbury Pop-Tarts และ Crunchy Nut Clusters เป็นผู้รับซื้อน้ำมันปาล์มเหล่านั้นไป

Siti Maninah

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ซิตี มานินาห์ ดำรงชีวิตด้วยการเก็บผลไม้ที่ร่วงจากต้นกิน

แต่มัต ยาดี ไม่เคยได้เป็นผู้ถือครองที่ดินรายย่อยอย่างที่มีการรับปากกับชนเผ่าของเขา

ทุกวันนี้ครอบครัวของมัต ยาดี อาศัยอยู่ในกระท่อมที่อยู่ในสวนปาล์ม

"เราไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย พวกเขาเอาทุกอย่างไป "เขาบอก

เช่นเดียวกับชาวโอรัง ริมบา คนอื่น ๆ ซิตี มานินาห์ หญิงสูงวัย ต้องเก็บผลไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นกินประทังชีวิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน

ถ้าวันไหนโชคดี เธออาจจะเก็บผลไม้ได้พอจะเอาไปแลกซื้อข้าวได้สักขีดและผักอีกนิดหน่อยพอทานกันได้วันหนึ่งในครอบครัว "มันพอ" เธอบอก "แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่"

"นี่แค่ตัวอย่างเดียว สิ่งนี้เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง" แดเนียล โจฮัน ส.ส.อินโดนีเซีย ที่ดูแลกิจการป่าไม้และเกษตรกรรม บอก เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชนเผ่า "บริษัทพวกนั้นโลภมาก"

กราฟิกน้ำมันปาล์ม

พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลกถูกตัดทำลายเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผืนป่า ปกคลุมเกาะบอร์เนียวและสุมาตราของอินโดนีเซีย ตอนนี้มีแต่สวนปาล์มน้ำมันที่ขยายไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

ข้อตกลงแลกเปลี่ยนคือการรับปากว่าจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้ได้แรงหนุนจากชาวบ้านอันนำไปสู่การสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาล บริษัทหลายแห่งมักรับปากว่าจะแบ่งพื้นที่สวนให้ชาวบ้าน ในพื้นที่ซึ่งเรียกกันว่า "พลาสมา" มีข้อกำหนดในทางกฎหมายเมื่อปี 2007 ระบุว่าบริษัททั้งหลายจะต้องแบ่งพื้นที่สวนที่เกิดขึ้นใหม่ จำนวน 1 ใน 5 ให้กับชุมชนในพื้นที่

ในจุดที่การทำตามแนวทางนี้ได้ผลชาวบ้านก็สามารถลืมตาอ้าปากได้ พวกเขาได้รับส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีทั่วโลก แต่ในเวลาเดียวกันเสียงสะท้อนเรื่องข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทต่าง ๆ ทำผิดสัญญา ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายก็ดังหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ

Aerial view of palm oil plantations in Indonesia

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ผืนป่าดิบชื้นจำนวนมหาศาลในอินโดนีเซียกลายเป็นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

ยังไม่มีใครรู้ว่าขอบเขตของปัญหาที่ว่านี้กว้างใหญ่แค่ไหน แต่ในช่วงสองปีมานี้ ทีมข่าวบีบีซีได้รวมรวมรายงานข่าวสืบสวนสอบสวน investigative journalism organisation The Gecko Project และ environmental news site Mongabay, ได้เข้ามาร่วมกันหาคำตอบ

จากการวิเคราะห์ตัวเลขของรัฐบาล พบว่าบริษัทหลายแห่งไม่ยอมส่งมอบที่ดิน มากกว่า 1 แสนเฮกตาร์ หรือขนาดเท่ากับนครลอสแอนเจลิส ซึ่งมีข้อผูกพันตามกฎหมายในการแบ่งสรรที่ดินที่ส่วนที่เรียกว่าพลาสมา ให้กับชาวบ้าน ตัวเลขนี้นับเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดกาลิมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียว แห่งเดียว

จากการรวบรวมตัวเลขเก่าผลกำไรที่ได้จากปาล์มน้ำมัน เราประเมินได้ว่าชาวบ้านสูญเสียโอกาสเป็นมูลค่าราว 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี และจังหวัดนี้นับเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพียง 1 ใน 5 ที่บริษัทต่าง ๆ ในอินโดนีเซียดำเนินการอยู่

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงเกษตรชี้ให้เห็นว่าสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นในจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมัน และชุมชนหลายแห่งทั่วอินโดนีเซียต้องสูญโอกาสที่จะได้รับการแบ่งสรรที่ดินส่วนที่เรียกว่าพลาสมาที่อาจคิดเป็นมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี

The Orangi collect fruitlets from the ground to sell to palm oil mills

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ถ้าชาวบ้านเก็บผลไม้ได้ 10 กิโลกรัม ก็อาจจะพอซื้ออาหารทานได้วันหนึ่ง

แต่ว่าขนาดของปัญหาไม่ได้ปรากฏให้เห็นเฉพาะที่เป็นตัวเลขข้อมูลของทางการเท่านั้น

ทีมของเราได้จัดทำฐานข้อมูลบริษัทต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดสัญญาหรือไม่ทำตามข้อผูกพันทางกฎหมายในการแบ่งสรรที่ดินให้กับชุมชน

ซึ่งเผยให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีการประท้วงเรียกร้องอันเป็นผลมาจากความไม่พอใจในเรื่องที่ดินพลาสมาทุกเดือน แต่ทางการสามารถใช้มาตรการเด็ดขาดฉับไวซึ่งมักจะเป็นไปด้วยความรุนแรงสกัดการชุมนุมเหล่านั้น

อุปกรณ์ของคุณอาจไม่รองรับการใช้งานนี้

ในปี 2015 มีการทำความตกลงซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนเข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้น โดยซาลิม กรุ๊ป (Salim Group) ลงนามในเอกสารสัญญารับปากว่าจะจัดสรรที่ดินพลาสมาให้ชนเผ่าโอรัง ริมบา

แต่ในเดือนมกราคม ปี 2017 สิ่งนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ถึงตอนนั้นชาวชนเผ่าได้รอคอยมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว

The Orang Rimba live in makeshift huts within a palm oil plantation

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ชาวชนเผ่าอาศัยในกระท่อมที่อยู่ในสวนปาล์ม

สมาชิกชนเผ่าที่อดรนทนไม่ไหวได้เข้าไปยึดพื้นที่สวนปาล์มของบริษัท แต่ทางบริษัทได้ทำลายกระท่อมที่อยู่อาศัยของพวกเขา ชาวบ้านจุดไฟเผาป้อมยามภายในสวนปาล์ม และทุบกระจกสำนักงานบริษัทแตกเสียหาย

ชาวบ้านบอกเราว่าตำรวจจับกุมคนไปมากกว่า 40 คน โดยที่คนเหล่านั้นถูกทำร้ายร่างกายด้วย "ไม่มีการถามอะไรทั้งสิ้น เราถูกตีจนเลือดอาบ" ผู้ชายคนหนึ่งบอก มีคน 7 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำลายทรัพย์สิน และถูกจำคุกนาน 18 เดือน

ตำรวจอินโดนีเซียไม่ตอบคำถามของเราในเรื่องนี้

"แรงต่อต้านเพิ่มมากขึ้น บางครั้งถึงขั้นยอมสละชีวิต แต่ก็ยังไม่มีทางออกของเรื่องนี้" แดเนียล โจฮัน ซึ่งเดินทางไปยังเมืองตะบิง ติงกิ พร้อม ส.ส.อีกหลายคน หลังเกิดการประท้วงในครั้งนั้น "มันหมายความว่าระบบที่มีอยู่นั้นล้มเหลว"

หลังการประท้วง คณะกรรมาธิการของรัฐสภา สั่งให้ซาลิม กรุ๊ป คืนที่ดินให้ชาวโอรัง ริมบา แต่เวลาผ่านมาแล้วห้าปี ชาวชนเผ่าก็ยังต้องรอคอยอยู่

ทั้งซาลิม กรุ๊ป และบริษัทย่อยที่ดูแลการทำสวนปาล์ม ปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์

เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องที่บริษัทไม่ทำตามสัญญา รัฐบาลก็ใช้วิธีไกล่เกลี่ย แต่มีรายงานการศึกษาที่พบว่ากระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยจนนำไปสู่การตกลงกันได้และมีการทำตามความตกลงเพียง 14% เท่านั้น

Mat Yadi

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, มัต ยาดี ชาวโอรัง ริมา บอกว่าซาลิม กรุ๊ป ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับชาวบ้าน

ซัมซัล คามาร์ หัวหน้าสำนักงานเพาะปลูกแห่งหนึ่งในจังหวัดเรียว (Riau) พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย บอกว่าเขารับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพลาสมา "เกือบทุกสัปดาห์" โดยมีบริษัทเพียงหยิบมือเดียวจากจำนวน 77 บริษัทที่เขาดูแลอยู่ สามารถจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านได้เพียงพอ

ถึงอย่างนั้น เขาและคนอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่เดียวกัน ไม่เคยทำอะไรบริษัทเหล่านั้นมากไปกว่าแค่ตักเตือน

บริษัทสินค้าบริโภครายใหญ่ส่วนใหญ่รับปากว่าจะขุดรากถอนโคน "การใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง" ที่เกิดขึ้นจากบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

แต่พบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ 13 แห่ง ซึ่งรวมถึงคอลเกต ปาล์มโอลีฟ และเรคกิตต์ รับซื้อน้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตที่ยังถือครองพลาสมา หรือทำกำไรจากพลาสมา ที่เป็นของชุมชนหลายแห่งตลอด 6 ปีมานี้

An oil palm plantation in East Kalimantan

ที่มาของภาพ, Nanang Sujana

คำบรรยายภาพ, สวนปาล์มน้ำมันในกาลิมันตันตะวันออก

ส่วนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และเคลล็อกส์ รับซื้อน้ำมันปาล์มจากซาลิม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสวนปาล์มของชาวโอรัง ริมบา

บริษัทเหล่านั้นตอบคำถามของเราว่าบริษัทยืนยันว่าต้องการให้ผู้จัดหาวัตถุดิบจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เราพบว่าหลายรายมีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่ถูกระบุอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ (รวมทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซีย) ว่าไม่ทำตามข้อกฎหมายในเรื่องพลาสมา

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เคลล็อกส์ และมอนเดลีซ รับซื้อน้ำมันปาล์มจากสวนปาล์มในบอร์เนียวที่ปิดชั่วคราวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพราะไม่ทำตามเงื่อนไขทางกฎหมายมานานมากกว่าสิบปี

มีตัวอย่างที่แทบจะไม่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการจัดการเรื่องนี้ของรัฐบาล นักการเมืองคนหนึ่งที่ชื่อ จาวา ซามายา มูโนง นำกำลังตำรวจเข้าไปสกัดไม่ให้รถบรรทุกปาล์มออกมาจากสวน

"ถ้าไม่ลงมือทำอะไรอย่างจริงจังที่จะทำให้เกิดผลเสียกับพวกเขา พวกเขาก็คิดว่าไม่ต้องสนใจก็ได้" เขาบอก

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บอกว่า "พิจารณาข้อกล่าวหานี้อย่างจริงจัง" และได้เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ส่วนเคลล็อกส์ บอกว่าจะสืบสวนข้อกล่าวหานี้ และ "ร่วมมือกับผู้จัดหาวัตถุดิบของเราเพื่อตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป" มอนเดลีซ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ Cadbury กล่าวว่า ได้ติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญหลายคน "เพื่อหาทางทำความเข้าใจในประเด็นนี้ให้ดีขึ้น และดูว่าเราจะสามารถจัดการ (มัน) อย่างไรในอนาคตโดยการให้คำมั่นสัญญาเพิ่มเติม"

เร็คกิตต์ ระบุว่าสิ่งที่พบนี้ "ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ว่าเกิดปัญหาในเชิงระบบ" ที่ "ต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป และการร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในทางสาธารณะและเอกชนเพื่อจัดการปัญหา"

ขณะที่คอลเกต ปาล์มโอลีฟ กล่าวว่าบริษัทจะพัฒนากรกระบวนการเพื่อตรวจสอบว่าผู้จัดหาวัตถุดิบจัดสรรที่ดินพลาสมาอย่างเหมาะสม

Villagers had been promised infrastructure and development

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรับปากว่าจะนำมาซึ่งการพัฒนา

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกิจการสวนปาล์มในบอร์เนียว และเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกกว่าครึ่งล้านเฮกตาร์ คือกลุ่มบริษัทโกลเดน อกริ-รีซอสเซส (Golden Agri-Resources) ทางบริษัทยอมรับว่าไม่ได้ทำตามเงื่อนไขทางกฎหมายในเรื่องที่ดินพลาสมา บริษัทรับปากว่าจะทำ แต่ขณะนี้ "ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ"

บริษัทระบุว่าในปีหน้าจะเริ่มต้นจัดทำพลาสมาในที่ดินของบริษัทย่อยที่ถูกนักการเมืองท้องถิ่นปิดไปในบอร์เนียว

โกลเดน อกริ-รีซอสเซส และอีกหลายบริษัทที่เราส่งเอกสารไปถึง ต่างระบุว่าเป็นเรื่องยากที่บริษัทจะเข้าถึงที่ดินเพียงพอที่จะทำตามโครงการพลาสมา

แต่จายา ซึ่งเป็นนักการเมืองจากบอร์เนียวบอกว่า เขาแจ้งแก่กลุ่มบริษัทเหล่านั้นว่าเขาต้องการให้แบ่งสรรที่ดินที่บริษัทเป็นเจ้าของให้กับชาวบ้าน

"ผมไม่ต้องการฟังข้อแก้ตัวอีกต่อไปแล้ว" เขาบอกว่า "เพราะมันเป็นเรื่องง่าย ๆ การทำที่ดินพลาสมาจะต้องทำไปพร้อม ๆ กับที่ดินเพาะปลูกผืนหลัก ทำไมมีที่ดินเพาะปลูกผืนหลักได้ แล้วจะมีที่ดินพลาสมาไม่ได้ ?"

Siti with her family

ที่มาของภาพ, Nopri Ismi

คำบรรยายภาพ, ชาวโอรัง ริมบา ยังรอคอยส่วนแบ่งที่พวกเขาสมควรได้

23 พ.ค. 2022 จะเริ่มมีการส่งออกน้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย หลังจากรัฐบาลระงับการส่งออกไปทั่วโลกเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อควบคุมราคาและการจัดหาในประเทศ

บริษัทหลายแห่งที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งเรืองของกิจการน้ำมันปาล์มต่างทำกำไรมากมายในปีตามราคาในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น

บัญชีรายชื่อบุคคลที่มั่งคั่งของอินโดนีเซีย เต็มไปด้วยมหาเศรษฐีกิจการน้ำมันปาล์ม ครอบครัววิดจายา ซึ่งเป็นเจ้าของ โกลเดน อกริ-รีซอสเซส มีชื่ออยู่ในอันดับสองในบัญชีผู้มั่งคั่งของอินโดนีเซียซึ่งจัดทำโดย Forbes ส่วนแอนโทนี ซาลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซาลิม กรุ๊ป ตามมาเป็นอันดับที่สาม

แต่ชาวชนเผ่าโอรัง ริมบา ยังต้องรอคอยส่วนแบ่งของตัวเองต่อไป

ใต้ต้นปาล์ม ซิลิน ครวญเพลงลูกทุ่ง เธออธิบายว่าเนื้อเพลงร้องว่า "หัวใจของเราชุ่มชื้น หากว่าลูกหลานของเราสุขสบาย"

"เราต้องการที่ดินของบรรพบุรุษกลับคืนมา เพื่อที่ว่าลูกหลานของเราจะอยู่รอดได้จริง ๆ " เธอบอก "นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการ"