ป่าฝนผืนใหญ่ในอินโดนีเชียถูกเผาเอาพื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมัน

คำบรรยายวิดีโอ, ป่าฝนผืนใหญ่ที่สุดของเอเชียถูกเผาเอาพื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมัน

ป่าฝนผืนใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ของเอเชียในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซียกำลังถูกแผ้วถางเพื่อนำพื้นที่ไปทำสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ

บริษัทผู้ผลิตน้ำมันปาล์มสัญชาติเกาหลีใต้ที่ชื่อ "โครินโด"(Korindo) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรายใหญ่ที่สุดที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอันห่างไกลแห่งนี้ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลในการเข้าไปทำสวนปาล์มน้ำมัน และมีการแผ้วถางป่าไปแล้วประมาณ 360,000 ไร่ หรือมีขนาดใกล้เคียงกับกรุงโซล

ที่ผ่านมา โครินโด ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้ไฟเผาเพื่อแผ้วถางป่า ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย แต่จากการสืบสวนข้อเท็จจริงด้วยหลักฐานต่าง ๆ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายจากดาวเทียมของกลุ่ม "เฟอเรนซิค อาร์คิเทคเจอร์"( Forensic Architecture) แห่งมหาวิทยาลัยโกลด์สมิธ ในกรุงลอนดอน และกลุ่มกรีนพีซอินเตอร์เนชันแนล ก็พบหลักฐานบ่งชี้ถึงการจงใจจุดไฟเผาป่าในช่วงที่มีการแผ้วถางป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ในการทำสวนปาล์มในเขตสัมปทานของบริษัทนี้

กลุ่มเฟอเรนซิค อาร์คิเทคเจอร์ ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อศึกษารูปแบบการแผ้วถางป่าภายในเขตพื้นที่สัมปทานของบริษัทโครินโด ระหว่างปี 2011-2016 โดยพวกเขาใช้ภาพถ่ายเหล่านี้เพื่อศึกษา "อัตราส่วนของการเผาไหม้" แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจุดร้อน (hotspot data) ซึ่งเป็นข้อมูลแหล่งความร้อนที่ดาวเทียมองค์การนาซาตรวจจับได้บริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกัน

ซามาเนห์ โมอาฟี นักวิจัยอาวุโสของกลุ่มเฟอเรนซิค อาร์คิเทคเจอร์ กล่าวว่า "เราพบว่ารูปแบบ ทิศทาง และความเร็วที่ไฟเคลื่อนตัวในพื้นที่ตรงกันเป๊ะกับรูปแบบ ความเร็ว และทิศทางของการแผ้วถางป่าที่เกิดขึ้น ซึ่งนี่บ่งชี้ว่าไฟถูกจุดขึ้นอย่างจงใจ"

"ถ้าไฟถูกจุดขึ้นจากด้านนอกเขตสัมปทาน หรือเกิดจากสภาพอากาศไฟจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน" เธอกล่าว

บีบีซีพยายามขอสัมภาษณ์โครินโด แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยบริษัทได้ยืนยันในแถลงการณ์ว่าการแผ้วถางป่าทั้งหมด ทำโดยใช้เครื่องจักรกลหนัก พร้อมชี้แจงว่า ได้เกิดไฟป่าขึ้นตามธรรมชาติหลายครั้งในพื้นที่เนื่องจากมีสภาพแห้งแล้งรุนแรง และอ้างว่าไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่สัมปทานของบริษัท เกิดจากการที่ชาวบ้านจุดไฟล่าหนูป่ายักษ์ที่ซ่อนอยู่ตามกองไม้

แต่เรื่องที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เขตสัมปทานนี้เล่าให้บีบีซีฟังนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาต่างระบุว่า โครินโดได้จุดไฟเผาป่าในเขตสัมปทานมาเป็นเวลาหลายปี ในช่วงเวลาเดียวกับหลักฐานที่พบจากการสืบสวนข้อเท็จจริงของกลุ่มเฟอเรนซิค อาร์คิเทคเจอร์

นายเซฟนัต มาฮูเซ ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า "ไฟป่าเกิดขึ้นมาหลายปีเพราะพวกเขาแผ้วถางป่า พวกเขาเก็บไม้ที่เหลือไปกองรวมกันและราดน้ำมันเบนซินลงไปแล้วจุดไฟเผา มันดำเนินมาจนถึงปี 2016"

ขณะที่นายอีเซา คามูเยน ชาวบ้านอีกคนบอกว่า "มีควันหนาทึบตอนที่พวกเขาแผ้วถางป่า พวกเขาเผาเศษไม้ที่เหลืออยู่ ควันหนาจนบดบังท้องฟ้า พอตกบ่ายก็มีควันไฟเต็มไปหมดจนท้องฟ้ามืดมิด"

แม้โครินโดจะอ้างว่าบริษัทได้นำการจ้างงานและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภูมิภาคนี้ แต่สำหรับนางเอลิซาเบธ นดินวาเอ็น ผู้นำอาวุโสของเผ่า กลับเศร้าเสียใจให้กับผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาของเธอ

"เราปกป้องผืนป่าของเรา และไม่เคยทำลายมัน แต่พวกคนนอกเข้ามาและแผ้วถางมัน มันคือบาดแผลที่บาดลึก...ฉันร่ำไห้ด้วยความเศร้าใจให้กับผืนป่าอันงดงามของปาปัว ที่พระเจ้าทรงสร้างให้แก่พวกเรา"