บางกลอย: "ป่าปลอดคน" หรือ "คนอยู่กับป่า" อนาคตป่าแก่งกระจานกับการเป็นมรดกโลก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าและการบังคับย้ายชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยบน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่กลับขึ้นไปทำกินยังถิ่นฐานเดิม ตาม "ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร" ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดูเหมือนจะมีผลข้างเคียงต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติไทยของแก่งกระจานที่เตรียมมีการพิจารณาอีกครั้งกลางปีนี้
ยุทธการเอาคนออกจากป่าต้นน้ำของอุทยานฯ แก่งกระจานเริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดครั้งหนึ่งในมหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านที่ "ป่าใจแผ่นดิน-บ้านบางกลอย" คือการเผาบ้านเรือนชาวกะเหรี่ยงเมื่อปี 2554
ต้นเดือน มี.ค. ความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่ออุทยานฯ แก่งกระจานได้แจ้งความดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าและสนธิกำลังจับกุมชาวบ้าน 22 คน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. และบังคับโยกย้ายชาวบ้าน 85 คน ลงมาจากบ้านบางกลอยบน
ขณะที่ทางอุทยานฯ เดินหน้าเอาคนออกจากป่าต้นน้ำ แก่งกระจานก็อยู่ในกระบวนการยื่นเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งการพิจารณาครั้งล่าสุดเมื่อปี ก.ค. 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีมติไม่รับรองให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และให้สถานะ "ส่งเรื่องกลับ" (Referral)
"แก้ไขข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก" เป็น 1 ใน 3 ข้อเสนอแนะจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก
ข้อเสนออีก 2 ข้อจากยูเนสโก คือ ให้ปรับปรุงแนวขอบเขตที่อาจกระทบเส้นเขตแดนระหว่างไทยและเมียนมา และให้จัดทำเอกสารศึกษาเปรียบเทียบในเชิงคุณค่าเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี ในการเสนอเอกสารเพิ่มเติม
คำแนะนำของยูเนสโกที่ให้ทางการไทยดำเนินการแก้ไขข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เป็นจุดอ่อนไหวในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนี้กลับมามีนัยสำคัญต่อผืนป่าแก่งกระจานอีกครั้ง ท่ามกลางการบังคับโยกย้ายชาวกะเหรี่ยงระลอกใหม่และการจับกุมชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเมื่อต้นเดือน มี.ค. ซึ่งล่าสุดชาวบ้านบางกลอยได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงองค์การยูเนสโก ซึ่งยูเนสโกได้ตอบจดหมายข้อร้องเรียนจากชาวบ้านบางกลอยแล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในจดหมายตอบรับหนังสือร้องเรียนชาวบ้านบางกลอย เมนช์ทิลด์ รอซซ์เลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก แจ้งต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่เป็นผู้จัดแปลหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านบางกลอย ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อ 17 มี.ค. ระบุว่า ยูเนสโกได้ส่งข้อมูลไปยังคณะกรรมการจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) คณะกรรมการที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก ที่ทำหน้าที่ประเมินการเสนอชื่อขึ้นทะเบียน และรวบรวมเป็นข้อเสนอให้กับคณะกรรมการมรดกโลก
ผอ.ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ระบุด้วยว่าได้ส่งข้อมูล แถลงการณ์ของภาคประชาสังคมและหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านไปให้ผู้แทนรัฐบาลไทยพิจารณาด้วยแล้ว เนื่องจากยูเนสโกสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการเตรียมการขึ้นทะเบียนให้ได้มากที่สุด
"เท่ากับว่าทางคณะกรรมการรับทราบว่า การปรึกษาหารือชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่เสนอเป็นมรดกโลกไม่ได้เกิดขึ้น" พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้ความเห็น
ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอุทยานฯ และชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดินที่ยังดำเนินต่อไปควบคู่กับความหวังของทางการไทยที่จะมีมรดกโลกทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกแห่ง บีบีซีไทยสำรวจแง่มุมของการจะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องไร้ผู้คนอาศัยอยู่ในป่า การอนุรักษ์ป่าต้อง "ปลอดคน" จริงหรือ และไร่หมุนเวียนเป็นการทำลายป่าจริงหรือไม่
เกิดอะไรขึ้นกับชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน จนต้อง #Saveบางกลอย
ชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2524 ถิ่นฐานของพวกเขาตั้งอยู่ใจกลางป่าต้นน้ำในเขตอุทยานฯ ดำรงวิถีชีวิตแบบชาวกะเหรี่ยง ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวพื้นเมืองและพืชผัก
นับจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเป็นต้นมา พวกเขาถูกไล่รื้อ บังคับอพยพอย่างน้อย 2 ครั้ง ๆ ใหญ่เกิดขึ้นในปี 2539 และ 2554 ที่มีการใช้ "ปฏิบัติการยุทธการตะนาวศรี" เผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้านเพื่อบังคับย้ายชาวกะเหรี่ยงออกจากป่าใจแผ่นดิน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นายคออี้ มีมิ หรือ "ปู่คออี้" ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยง กลายเป็นที่รู้จัก เขายังเป็นผู้ฟ้องคดีที่กรมอุทยานฯ เผายุ้งฉางชาวกะเหรี่ยง
ปู่คออี้เสียชีวิตในปี 2561 ด้วยอายุ 107 ปี โดยที่ไม่ได้กลับไปยังบ้านเกิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การถูกบังคับโยกย้ายโดยรัฐ เป็นไปโดยที่ฝ่ายชาวบ้านได้ใช้เอกสารราชการมายืนยันการอยู่มาก่อนประกาศเขตป่าอุทยานฯ ด้วย แผนที่ของกรมแผนที่ทหารบก สำรวจในปี พ.ศ. 2455 ที่มีการระบุ "บ้านใจแผ่นดิน" ไว้ในแผนที่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็มีอายุเกิน 100 ปี แล้ว
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์บังคับสูญหาย นายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย หลานของปู่คออี้ เมื่อเดือน เม.ย. 2557 ซึ่งต่อมาผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเขาถูกฆาตกรรมอำพราง โดยเชื่อว่าเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและอุทยานฯ ด้วย
ปัญหาที่่บ้านใจแผ่นดิน-บางกลอยกลับมาปะทุอีกครั้งต้นปี 2564 เมื่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเนื่องจากไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างเพียงพอจากรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ทำกินไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่ไปทำงานนอกพื้นที่แต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 จึงตัดสินใจกลับเข้าพื้นที่ป่าใจแผ่นดินและบางกลอยบน
เหตุการณ์นี้นำมาสู่ความพยายามบังคับใช้กฎหมายของอุทยานฯ อย่างเข้มข้นอีกครั้ง จนมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เห็นใจชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยและแสดงออกด้วยการติดแฮชแท็ก #Saveบางกลอย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
วันที่ 22 ก.พ. เจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินดูพื้นที่และพบว่ามีพื้นที่ป่าถูกแผ้วถางรวม 18 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 154 ไร่ วันที่ 26 ก.พ. เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงได้แจ้งความชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในข้อหาบุกรุกป่าตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่ สภ.แก่งกระจาน
กรมอุทยานฯ ได้เผยแพร่ภาพชุดภูเขาที่มีร่องรอยของบริเวณที่ป่าถูกแผ้วถางออกสู่สาธารณะ ทำให้เกิดกระแสสนับสนุนยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำ จนนำมาสู่การเกิดแฮชแท็กในโลกออนไลน์ในชื่อว่า #Saveแก่งกระจาน เช่นกัน
องค์กรสิทธิมนุษยชนที่เกาะติดปัญหานี้พยายามอธิบายต่อทางการและต่อสาธารณะว่าพื้นที่ป่าที่มีร่องรอยการแผ้วถางนั้น "เป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียนเดิม" ของชาวบ้าน ไม่ใช่พื้นที่มีการแผ้วถางขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งนำภาพถ่ายทางอากาศมาแสดงให้เห็นว่าจุดดังกล่าวมีร่องรอยของการทำประโยชน์และทิ้งร้างมานานแล้ว
แต่ความพยายามเจรจาแก้ปัญหาในทางนโยบายไม่เป็นผล อุทยานฯ แก่งกระจาน ได้เดินหน้าปฏิบัติการโยกย้ายชาวบ้านทันทีในวันที่ 5 มี.ค. ภายใต้ยุทธการที่ชื่อว่า "พิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร"
ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยบน 85 คน ถูกนำตัวลงมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้บันทึกภาพปฏิบัติการทั้งหมดไว้เพื่อยืนยันต่อสาธารณะว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรง พร้อมกันนั้นได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเข้าจับกุมชาวบ้าน 22 คน จากทั้งหมด 30 คนที่ถูกออกหมายจับ รวมทั้งนายนอแอ๊ะ มีมิ ชายพิการวัย 59 ปี ผู้เป็นลูกชายของปู่คออี้
ชาวบ้านทั้งหมดถูกนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน ในจำนวนนี้มีหญิงชาวบ้านซึ่งมีลูกเล็กต้องให้นมลูกถูกนำตัวฝากขังด้วย
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในอีกสองวันต่อมา โดยไม่มีข้อมูลของผู้สั่งการอนุญาต
แรงกดดันที่ชาวบ้านได้รับทั้งการถูกอพยพ ถูกแจ้งความดำเนินคดีและถูกจับกุม ทำให้ชาวบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอย กลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงปลายเดือน ก.พ. จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิต่อชาวบ้าน และให้มีมาตรการคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงบางกลอยราว 60-70 คนที่เดินทางกลับไปที่บ้านใจแผ่นดิน ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษในผืนป่าแก่งกระจาน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แก้ข้อพิพาทกับชุมชนในป่า หนึ่งในเงื่อนไขให้ไทยปรับปรุง
ปี 2554 คณะรัฐมนตรีของไทยเห็นชอบให้มีการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลำภาชี เนื้อที่รวม 2.9 แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรีและราชบุรี เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยคณะกรรมการมรดกโลก มีมติให้บรรจุพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เมื่อปี 2556
ปี 2559 คณะกรรมการมรดกโลก ขอเลื่อนวาระกลุ่มป่าแก่งกระจาน เข้าพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพื่อรอความชัดเจนไทยการปักปันเขตแดนกับเมียนมา ก่อนที่ในปี 2562 จะมีมติไม่รับรอง เนื่องจากมีข้อกังวลใน 3 ประเด็น ได้แก่ เรื่องขอบเขตพื้นที่ไทย-เมียนมา การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่า พันธุ์พืช อันเนื่องมาจากการลดขนาดพื้นที่ และการแก้ไขข้อพิพาทกับชุมชนในพื้นที่
การเสนอให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จะมีการหารืออีกครั้งในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 44 ในเดือน ก.ค. นี้
นักอนุรักษ์ที่เชี่ยวชาญกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า ครั้งนี้ผลอาจออกมาเป็น 2 ทาง ได้แก่ ให้ไทยกลับมาทำข้อมูลใหม่อีกครั้ง ซึ่งโดยปกติที่ประชุมจะให้สิทธิในการกลับมาแก้ไข 2 ครั้ง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้าย และอีกทางหนึ่ง คือการ "ตีตก"สถานะ ซึ่งหากไทยยังต้องการเสนอขึ้นทะเบียน ก็จะต้องเริ่มกระบวนการเสนอเข้าไปใหม่อีกครั้ง
ทุ่งใหญ่นเรศวร โมเดล
การบังคับอพยพชาวกะเหรี่ยงออกจากป่าอย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่บ้านบางกลอยเป็นความขัดแย้งที่ยืนอยู่บนนแนวคิดการอนุรักษ์ 2 แนวทาง คือ "ป่าต้องปลอดคน" หรือ "คนอยู่กับป่าได้"
ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา บอกกับบีบีซีไทยว่า แนวทางการจัดการปัญหาป่าแก่งกระจาน-ชุมชนบางกลอยนั้น สามารถจัดการได้โดยไม่คิดแยกส่วน การอนุรักษ์ธรรมชาติออกจากวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี 2534
"ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร มีชาวกะเหรี่ยงอยู่ทั้งตำบล 6 หมู่บ้าน และทำไร่หมุนเวียนด้วย ก็ยังเป็นมรดกโลก กรณีนี้มันไม่ได้ขัดขวางคนกับป่าอย่างที่รัฐไทยพยายามจะทำให้ประเด็นนี้เป็นปัญหา"
ดร.กฤษฎาอธิบายว่าการอยู่ร่วมระหว่างคนกับป่าของทุ่งใหญ่เรศวรเกิดขึ้นได้เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับการมีชุมชนอยู่ในป่า โดยเฉพาะหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในสมัยนั้น ประกอบกับองค์กรด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า มีบทบาทในการสร้างความเข้าใจและเชื่อมประสานระหว่างชุมชนในพื้นที่ป่าและกลุ่มต่าง ๆ ทำให้ไม่เกิดแนวคิดที่จะเอาคนออกจากป่าเหมือนกรณีของแก่งกระจาน
ผอ. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนากล่าวว่ากะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวรมีวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียนเช่นกัน พวกเขาทำนาในพื้นที่ลุ่มสลับกับการปลูกพืชผัก รายล้อมด้วยสวนยางพาราของชาวบ้านนอกเขตรักษาพันธุ์ฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในขณะที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรได้นำโครงการเข้าไปทำกับชุมชนและส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับระบบการผลิตใหม่เพื่อลดพื้นที่การทำไร่หมุนเวียน หรือลดระยะของรอบหมุนเวียนลงจาก 10 ปี มาเป็น 3-5 ปี
ดร.กฤษฎาระบุว่า แม้มาตรการเชิงอนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรจะเข้มข้น แต่ก็มีความยืดหยุ่น ซึ่งการที่ชาวบ้านจะปรับระบบการทำไร่หมุนเวียน ทั้งการลดพื้นที่ ลดรอบหมุนเวียนลง และเปลี่ยนมาทำเกษตรถาวรแบบอื่น ๆ นั้นชาวบ้านเองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว
"ชาวบ้านอยู่ภาวะยอมรับกึ่ง ๆ ยอม ๆ ซึ่งก็มีปัญหาตามมา แต่ไม่ได้รุนแรง เช่น เมื่อรอบหมุนเวียนต่ำ ผลผลิตข้าวก็น้อยลง ความมั่นคงทางอาหารก็ลดลง มีวัชพืชมากขึ้นทำให้ต้องใช้แรงงานมากขึ้น แล้วก็ต้องการทุนหรือเทคโนโลยี โดยเฉพาะถ้าต้องทำเกษตรคงที่ เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ซึ่งชาวบ้านก็พยายามรักษาวิถีชีวิตของเขาไว้ แต่ก็ไม่ง่าย"
อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ต้องปลอดคนในป่า ?
ผอ.สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาให้ความเห็นว่าวิธีคิดเรื่อง "ป่าปลอดคน" นั้นอาจจะดูดี แต่ป่าที่ไม่มีคนอยู่นั้นไม่มีอยู่จริง
เขาอธิบายต่อว่า แนวทางการอนุรักษ์ป่าแบบที่ไม่มีคนอาศัยเป็นกระแสหนึ่งของภาควนศาสตร์ที่ต้องทำให้เขตป่ามีแต่ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตเท่านั้น เช่น การเกิดขึ้นของอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนที่สหรัฐฯ ที่ขับไล่ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงออก
"ไม่มีป่าไหนที่ไม่มีคนอยู่เลย แม้กระทั่งป่าที่เราคิดว่าดีที่สุดของโลกอย่างป่าแอมะซอนของบราซิล มีหลักฐานทางโบราณคดีมากมายที่พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำ ป่าอุดมสมบูรณ์ทุก ๆ แห่งมีร่องรอยการใช้ประโยชน์ของชนพื้นเมืองมาก่อนทั้งนั้น"
ไร่หมุนเวียน หรือบุกรุกป่า
ภาพถ่ายภูเขาที่ป่าถูกถางในเขตอุทยานฯ แก่งกระจาน ได้ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องการมีอยู่ของไร่หมุนเวียน และถูกตั้งคำถามจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทวงคืนป่าแก่งกระจาน แม้ฝ่ายสิทธิชุมชนจะยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ชาวกะเหรี่ยงถูกบังคับโยกย้ายลงมาช่วงปี 2539
ดร.กฤษฎา ได้อ้างอิงภาพถ่ายทางดาวเทียมที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงภาคพื้นดินที่บ้านใจแผ่นดินและบางกลอย จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ Landsat 5 ของสหรัฐอเมริกา ช่วงระยะเวลา 33 ปี นับตั้งแต่ปี 2531-2564
เขาอธิบายว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ไร่ที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูกลายเป็นป่า สลับกันในแต่ละช่วงปี ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่าชาวบ้านไม่ได้มีการบุกเบิกขยายพื้นที่ขนาดใหญ่
ดร.กฤษฎาบอกว่าปัญหานี้จะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อมีกระบวนการพิสูจน์ที่ทำกินและการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน แต่กระบวนการนี้ไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐเลือกใช้วิธีบังคับใช้กฎหมายย้ายชาวบ้านและกดดันชาวบ้านเสียก่อน
"ต้องไปเดินพื้นที่ด้วยกัน ว่าที่ชาวบ้านเป็นพื้นที่เก่าจริง ๆ หรือไม่ ใช้เครื่องมือแผนที่อากาศมาพิสูจน์"
ดร. กฤษฎาเห็นว่าเพื่อปลดชนวนความขัดแย้งในระยะเฉพาะหน้า รัฐต้องถอนแจ้งความชาวบ้านและให้คำมั่นว่าจะไม่มีมาตรการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ

ที่มาของภาพ, Facebook/มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ทางออก
ดร. กฤษฎาเสนอเพิ่มเติมว่าต้องจำแนกความต้องการของชาวบ้านแต่ละกลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มชาวบ้านที่ย้ายลงมาแล้วและไม่ประสงค์จะกลับไปยังใจแผ่นดินอีกถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาในเรื่องการทำกินก็ตาม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดูแลให้ชาวบ้านกลุ่มนี้มีความมั่นคงในชีวิต ที่ดินทำกินและอาชีพ
- กลุ่มชาวบ้านที่ย้ายลงมาแล้วแต่ไม่มีที่ดินทำกิน รัฐจะต้องเร่งจัดสรรที่ดินทำกิน รวมทั้งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้พร้อม
- กลุ่มชาวบ้านที่ต้องการกลับไปบ้านบางกลอยบนและคงวิถีการทำไร่หมุนเวียน สำหรับชาวบ้านกลุ่มนี้ รัฐควรทำให้เป็นต้นแบบของการมีกลุ่มชนพื้นเมืองอาศัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีกระบวนการจัดทำข้อมูลที่ดินทำกินร่วมกัน แต่อันดับแรกต้องยอมรับก่อนว่านี่เป็นสิทธิชุมชนที่มีมาแต่เดิมก่อนกฎหมายป่าไม้ทุกชนิด
"ถ้าอุทยานฯ ไม่มั่นใจว่าชาวบ้านจะขยาย (ที่ทำกิน) ไปมากกว่า 150 ไร่หรือเปล่า ก็ต้องไปดูในรายละเอียด เพราะปัจจัยที่ทำให้ชาวบ้านจะใช้ที่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน ดังนั้น จึงต้องไปหาทางว่าจะทำอย่างไรให้วิถีไร่หมุนเวียนมีความมั่นคงและรักษาระบบนิเวศได้ดี และให้มีนักวิชาการติดตามเป็นระยะ ๆ"ดร.กฤษฎาเสนอ
ส่วนกรณีการเสนอขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ดร.กฤษฎาคาดว่าผลจากความขัดแย้งระลอกนี้น่าจะทำให้ "ยากที่จะผ่าน"
"ถ้ารัฐไม่สามารถทำให้กรรมการมรดกโลกยอมรับได้ว่านี่คือความสัมพันธ์ ใหม่ที่รัฐจะไปเกื้อกูลชาวบ้านจริง ๆ"
รัฐบาลว่าอย่างไร
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวยืนยันเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ภายหลังชาวบ้านบางกลอยยื่นข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่เป็นกลางเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ชาวบางกลอยว่า บริเวณใจแผ่นดินนั้นไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรได้
ก่อนหน้านี้ นายวราวุธได้กล่าวถึงประเด็นชาวบ้านบางกลอยว่าไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน
"ปัญหาเรื่องบางกลอยนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นคน ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย เป็นเพียงแค่ว่าพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งปัจจุบันนี้ ยังไม่พึงพอใจกับการที่รัฐบาลเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกิน เรื่องสาธารณูปโภค ระบบน้ำ ระบบประปาในการทำการเกษตร" นายวราวุธ แถลงหลังประชุม ครม. เมื่อ 9 มี.ค.
ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันเช่นกันว่าชุมชนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ-พื้นที่ป่าต้นน้ำไม่ได้
พล.อ. ประยุทธ์กล่าวถึงการชุมนุมของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานฯ และต้นน้ำชั้น 1 ที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ พร้อมกับอ้างว่าคนไทยทั่วไปไม่พอใจที่มีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งรัฐบาลได้จัดหาพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและทำการเกษตรให้ชาวบ้านแล้ว
"(รัฐบาล) ดูแลไทย-กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด แต่ต้องให้เกิดความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่นึกจะอยู่ตรงไหนก็อยู่ได้" นายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 17 มี.ค.
พล.อ.ประยุทธ์เชื่อว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของชาวบ้านบางกลอย ที่ต้องการสร้างความขัดแย้ง สร้างความไม่เข้าใจระหว่างรัฐบาลและประชาชน
"เราจำเป็นต้องรักษาป่าต้นน้ำไม่ใช่หรือ และต้องหาพื้นที่ทำกินให้กับเขาแต่ไม่ใช่จะไปอยู่ในใจกลางอุทยานฯ ผมไม่อยากจะพูด แต่ไม่ได้โทษเขา ผมโทษคนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง" นายกฯ กล่าว

ลำดับเหตุการณ์บางกลอย-ใจแผ่นดิน
2539 มีการอพยพย้ายชาวบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอย ลงมาครั้งแรก และไปเจรจากับชาวบ้านที่อยู่บริเวณใจแผ่นดิน เพื่อบอกให้ชาวบ้านย้ายลงมาทั้งหมด 57 ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ย้ายลงมา บางส่วนลงมาแล้วขึ้นไป
2554 ในยุคที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คือ ไชยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ผลักดันชาวบ้านบริเวณใจแผ่นดินลงมาอีกครั้ง เนื่องจากภายหลังที่ชาวบ้านถูกย้ายลงมาครั้งแรก พวกเขาไม่มีที่ทำกินอย่างเพียงพอ
การย้ายชาวบ้านที่นำโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ถูกมองว่าเป็น "สายเหยี่ยว" เกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการที่ชื่อว่า "ยุทธการตะนาวศรี" เกิดกรณีการเผาบ้านเรือนชาวกะเหรี่ยง 98 หลัง ทำให้กลายเป็นปฏิบัติการของรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มชาติพันธุ์
2560-2561 มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ ยกที่ดินเพิ่มเติมให้ชาวบ้านบางส่วน ระหว่างนั้นรัฐได้นำโครงการหมู่บ้านปิดทองหลังพระ ขึ้นไปด้านบน
2561 ศาลปกครองสูงสุด สั่งชดใช้สินไหมให้ ปู่คออี้ และชาวบ้านบางกลอย ที่ถูกเผาบ้านเรือน และชี้ว่าการกระทำของอุทยานฯ เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ม.ค.2564 ชาวบ้านบางกลอยบน ทั้งหมด 37 ครอบครัว กลับขึ้นไปทำกินถิ่นฐานเดิม
มี.ค. 2564 แจ้งข้อหาดำเนินคดีชาวกะเหรี่ยง 30 คนข้อหาบุกรุกป่า











