รัสเซีย ยูเครน : การกระทำใดถือว่าเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ที่มาของภาพ, AFP
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ
คำนิยามของอาชญากรรมชนิดนี้ คือ การกำจัดคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้หมดสิ้นไป ซึ่งตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เคยเกิดขึ้น คือการที่นาซีพยายามขจัดประชากรเชื้อสายยิวให้หมดสิ้นไปในช่วงทศวรษที่ 1940
อย่างไรก็ตาม คำนิยามที่ฟังเข้าใจง่ายนี้กลับมีความซับซ้อนในเชิงกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จึงจะถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และคำนี้จะใช้ได้ในกรณีใดบ้าง
คำนิยาม และข้อถกเถียง
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นคำที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1943 โดย ดร.ราฟาเอล เลมคิน นักกฎหมายชาวโปแลนด์เชื้อสาวยิว ที่นำเอาคำภาษากรีก genos ซึ่งแปลว่าเชื้อชาติ หรือ เผ่าพันธุ์ มารวมกับคำภาษาละติน cide ซึ่งแปลว่า การฆ่า
หลังจากได้เห็นความโหดร้ายของ "ฮอโลคอสต์" หรือเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งสมาชิกในครอบครัวของเขาทุกคน ยกเว้นพี่น้องผู้ชายของเขา ต่างถูกสังหารด้วยน้ำมือนาซี ดร. เลมคิน จึงพยายามผลักดันให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ความพยายามของ ดร. เลมคิน บรรลุผล เมื่อเกิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขึ้นเมื่อ ธ.ค. 1948 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ ม.ค. 1951
มาตรา 2 ของอนุสัญญานี้ได้นิยามคำว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่าหมายถึง "การกระทำใด ๆ ดังต่อไปนี้ซึ่งกระทำโดยเจตนาที่จะทำลายกลุ่มชนชาติ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือกลุ่มศาสนา ทั้งหมดหรือบางส่วน" เช่น
- การสังหารสมาชิกของกลุ่ม
- ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายหรือจิตใจต่อสมาชิกของกลุ่ม
- จงใจทำลายสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่ม โดยมุ่งเป้าเพื่อทำลายล้างทางกายภาพทั้งหมดหรือบางส่วน
- กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการเกิดภายในกลุ่ม
- บังคับโยกย้ายลูกของคนในกลุ่มไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง
อนุสัญญาฉบับนี้ยังกำหนดหน้าที่ของรัฐที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าต้อง "ป้องกันและลงโทษ" การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นับตั้งแต่มีการใช้อนุสัญญาฉบับนี้ ก็มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย ส่วนใหญ่เป็นผู้ไม่พอใจกับความยากลำบากในการบังคับใช้กับกรณีต่าง ๆ โดยบางคนระบุว่า มีคำนิยามที่แคบเกินไป ขณะที่คนอื่นระบุว่ามันได้ถูกลดทอนคุณค่าลงจากการนำไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อจนเกินไป
นักวิเคราะห์บางคนระบุว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีคำนิยามที่แคบมาก จนทำให้การสังหารหมู่ที่ก่อขึ้นนับแต่มีการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับนี้แทบจะไม่เข้าเกณฑ์ที่บัญญัติเอาไว้เลย
ข้อคัดค้านที่มักมีต่ออนุสัญญาฉบับนี้มีอาทิ
- อนุสัญญาไม่หมายรวมกลุ่มทางการเมืองและทางสังคมที่ตกเป็นเป้าหมาย
- คำนิยาม จำกัดอยู่เพียงการกระทำโดยตรงต่อผู้คน แต่ไม่หมายรวมถึงการกระทำที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาดำรงอยู่ต่อไป
- การพิสูจน์เจตนาจนสิ้นข้อสงสัยทำได้ยากมาก
- ชาติสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีความลังเลที่จะกล่าวโทษสมาชิกชาติใดชาติหนึ่ง หรือชาติที่เกี่ยวข้อง ว่าก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่นในกรณีที่เกิดขึ้นในรวันดา
- ไม่มีองค์กรกฎหมายระหว่างประเทศที่จะสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในอนุสัญญานี้
- มีความยากในการนิยามหรือชี้วัดใน "บางส่วน" รวมถึงการจะบ่งชี้ว่าการสังหารผู้คนจำนวนเท่าใดจึงจะถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แม้จะมีคำวิจารณ์ต่าง ๆ แต่หลายคนชี้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือสิ่งที่สามารถจำแนกและบ่งชี้ได้
นายอแลง เดสเตกซ์ อดีตเลขาธิการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Medecins Sans Frontieres หรือ MSF) ระบุในหนังสือที่เขาเขียนเรื่อง Rwanda and Genocide in the 20th Century ว่า "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สามารถแยกแยะออกจากอาชญากรรมอื่น ๆ ได้จากแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง"
"การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คืออาชญากรรมที่ร้ายแรงต่างจากอาญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งปวง โดยมีเจตนาที่จะขจัดกลุ่มคนเป้าหมายให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงเป็นทั้งอาชญากรรมที่เลวร้ายและร้ายแรงที่สุดในบรรดาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งหลาย" เขาระบุ
อย่างไรก็ตาม นายเดสเตกซ์ แสดงความกังวลที่มีการใช้คำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างพร่ำเพรื่อและไม่ถูกต้อง แบบเดียวกับที่มีการใช้คำว่า "ฟาสซิสต์" กันแพร่หลายโดยไม่ถูกต้องหรือสอดคล้องกับข้อเท็จจริง
มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นกี่ครั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
บางคนระบุว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในศตวรรษที่แล้ว นั่นคือเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของนาซี หรือ ฮอโลคอสต์
แต่บางคนชี้ว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นมาอย่างน้อย 3 ครั้ง หากยึดตามคำนิยามของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในปี 1948 ได้แก่
- การสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนียโดยชาวเติร์กในจักรวรรดิออตโตมันที่ตุรกี ระหว่างปี 1915-1920 ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ชาวเติร์กปฏิเสธ
- การสังหารหมู่ชาวยิวโดยนาซี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 6 ล้านคน
- การสังหารหมู่ในรวันดา ซึ่งกลุ่มหัวรุนแรงเชื้อสายฮูตูได้สังหารผู้คนไปราว 800,000 คน ภายในระยเวลา 100 วัน ในปี 1994 โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวทุตซี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศ รวมถึงศัตรูทางการเมืองโดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีชาติพันธุ์อะไร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางคนได้จัดให้เหตุสังหารหมู่บางแห่งเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่น การสังหารหมู่ที่เมืองซเรบเบรนิตซา ในบอสเนีย เมื่อปี 1995 ก็ได้รับการวินิจฉัยจากศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวียว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ส่วนกรณีอื่น ๆ มีอาทิ ภาวะขาดแคลนอาหารจากน้ำมือมนุษย์ที่เกิดขึ้นในยูเครนในยุคสหภาพโซเวียต ระหว่างปี 1932-33 การรุกรานติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซียในปี 1975 และการสังหารหมู่ของเขมรแดงในกัมพูชาช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ทำให้ชาวกัมพูชาราว 1.7 ล้านคนต้องเสียชีวิตจากการประหารชีวิต ความอดอยาก และการถูกบังคับใช้แรงงาน
ในปี 2010 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court หรือ ICC) ได้ออกหมายจับประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาชีร์ ของซูดาน ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยกล่าวหาว่าเขาบงการประหัตประหารประชาชนในเขตดาร์ฟูร์ของซูดาน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน และพลัดถิ่นฐานอีกหลายล้านคนในช่วง 7 ปีที่มีการสู้รบ

ที่มาของภาพ, AFP
ในปี 2016 สหรัฐฯ กล่าวหากลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์ ชาวยาซิดี และชาวชีอะห์ในอิรักและซีเรีย
ในปี 2017 แกมเบียได้ยื่นฟ้องเมียนมาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือ ICJ) โดยกล่าวหาว่า กองทัพเมียนมาปฏิบัติการ "กวาดล้างอย่างแพร่หลายและเป็นระบบ" ตามหมู่บ้านของชาวโรฮิงญา
ในปี 2021 รัฐบาลสหรัฐฯ แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ กล่าวหาจีนอย่างเป็นทางการว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศได้ยื่นญัตติต่อรัฐสภากล่าวหาจีนอย่างเป็นทางการในข้อหาเดียวกัน
หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าจีนใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกวาดล้างชาวอุยกูร์ เช่น การบังคับทำหมัน การบังคับใช้แรงงาน การคุมขังหมู่ รวมถึงการข่มขืนและทรมานอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
การดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประวัติศาสตร์
กรณีแรกที่มีการใช้อนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือการดำเนินคดีต่อนายฌอง พอล อคาเยซู นายกเทศมนตรีเชื้อสายฮูตู ของเมืองทาบาในรวันดาที่เกิดเหตุสังหารหมู่ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาได้มีคำพิพากษาครั้งสำคัญให้นายอคาเยซูมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 1998
ศาลอาญาระหว่างประเทศยังตัดสินให้บุคคลอีกกว่า 85 รายมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
ในปี 2001 พลเอก ราดิสลาฟ เคิร์สติตช์ อดีตนายพลชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ กลายเป็นบุคคลแรกที่ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย
ในปี 2007 นายรัตโก มลาดิช อดีตผู้บัญชาการทหารบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "นักฆ่าแห่งบอสเนีย" ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตหลังศาลพิพากษาว่าเขามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ในปี 2018 นายนวน เจีย วัย 92 ปี และนายเขียว สัมพัน วัย 87 ปี สองผู้นำเขมรแดง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากการมีบทบาทในเหตุสังหารหมู่ชาวกัมพูชาของเขมรแดง













