อุยกูร์ : ฝ้าย “ที่แปดเปื้อน” ของซินเจียง หลักฐานใหม่ชี้มีการบังคับใช้แรงงานในใจกลางอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก

- Author, จอห์น ซัดเวิร์ธ
- Role, บีบีซี นิวส์ ปักกิ่ง
เอกสารออนไลน์ที่ถูกพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนครั้งแรกว่า อาจมีการบังคับใช้แรงงานจำนวนมหาศาล ในกิจกรรมการเก็บฝ้ายซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณฝ้ายในโลก โดยผลผลิตเหล่านี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม แฟชั่นทั่วโลก
นอกจากเรื่องเครือข่ายค่ายกักกันหลายแห่งที่เชื่อว่ามีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนถูกควบคุมตัวอยู่ ขณะนี้ปรากฏหลักฐาน ที่ชัดเจนว่ากลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยหลายกลุ่มกำลังถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงานในโรงงานสิ่งทอ
รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาต่าง ๆ และยืนกรานว่า ค่ายดังกล่าวเป็น "โรงเรียนฝึกหัดอาชีพ" และโรงงานต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "บรรเทาความยากจน" ที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่และไม่มีการบีบบังคับให้ทำงาน
แต่หลักฐานใหม่บ่งชี้ว่ามีแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์เกือบ 5 แสนคนต่อปี กำลังถูกเกณฑ์มาเก็บฝ้ายตามฤดูกาลภายใต้สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดูเหมือนจะมีการบังคับข่มขู่

ดร.เอเดรียน เซนซ์ นักวิจัยอาวุโสจากมูลนิธิรำลึกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งเปิดเผยเอกสารดังกล่าว บอกกับบีบีซีว่า "ในความเห็นของผมผลกระทบของเรื่องนี้มีมากเป็นประวัติการณ์ทีเดียว"
"นี่เป็นครั้งแรกที่เราไม่เพียงแต่มีหลักฐานของการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ในกระบวนการผลิต การตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ยังเป็นการบ่งชี้โดยตรงว่า เป็นการเก็บฝ้าย และผมคิดว่านี่จะเป็นตัวพลิกเกม"
"ใครก็ตามที่ใส่ใจเกี่ยวกับการได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ถูกต้องตามจริยธรรม ต้องหันมามองที่ซินเจียง แหล่งผลิต 85% ของฝ้ายในจีน และ 20% ของฝ้ายทั่วโลก และต้องบอกว่า 'เราไม่อาจทำเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว'"
เอกสารต่าง ๆ รวมทั้งเอกสารนโยบายของรัฐบาลทางออนไลน์ และรายงานข่าวของสื่อทางการจีน เผยให้เห็นว่า ปี 2018 เมืองอากซู และเมืองโฮทาน ส่งคนงาน 210,000 คน "ผ่านการโอนย้ายแรงงาน" ไปเก็บฝ้ายให้กับ บรรษัท ซินเจียง คอนสตรักชัน แอนด์ โปรดักชัน จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการทหารของจีน
เอกสารหลายชิ้นได้พูดถึงคนเก็บฝ้ายที่กำลัง "ถูกเกณฑ์และจัดหา" เพื่อส่งไปยังไร่ฝ้ายที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร
ปีนี้ เมืองอากซู ระบุว่าต้องการคนงาน 142,700 คน สำหรับทำงานในไร่ และส่วนใหญ่ก็ได้ตามที่ร้องขอผ่านหลักการ "การโอนย้ายผู้ที่ควรถูกโอนย้าย"
มีเอกสารที่อ้างอิงถึง "การแนะนำ" คนเก็บฝ้ายให้ "ต่อต้านกิจกรรมทางศาสนาที่ผิดกฎหมายอย่างมีสติ" บ่งชี้ว่า มีการออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อครอบงำชาวอุยกูร์ในซินเจียง และกลุ่มมุสลิมดั้งเดิมอื่น ๆ
ในตอนแรก เจ้าหน้าที่ทางการจะลงนามใน "สัญญาแห่งเจตนา" กับฟาร์มฝ้ายต่าง ๆ เพื่อกำหนด "จำนวนคนงานที่ถูกว่าจ้าง, สถานที่, ที่พักอาศัย และจำนวนค่าจ้าง" หลังจากนั้นจะมีการเกณฑ์คนเก็บฝ้ายให้มา "รีบลงนาม"
มีเบาะแสหลายอย่างว่า การรีบมาลงนามนี้ไม่ได้มาจากความเต็มใจ รายงานชิ้นหนึ่งได้เล่าถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ผู้คน "ไม่เต็มใจจะไปทำงานด้านการเกษตร"
เจ้าหน้าที่ทางการต้องเดินทางไปเยือนหมู่บ้านแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อ "ให้การศึกษาแนวคิด" สุดท้าย มีคนถูกส่งไป 20 คน และมีแผนว่าจะ "ส่งออก" อีก 60 คน
ค่ายและโรงงาน
จีนได้ใช้วิธีอพยพคนจำนวนมากในพื้นที่ยากจนที่อยู่ห่างไกลมาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อพัฒนาโอกาสในการมีงานทำของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการต่อต้านความยากจนทั่วประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ความพยายามเหล่านั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
การสู้กับความยากจนนี้ อาจนับได้ว่าเป็นนโยบายการเมืองในประเทศที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเขาตั้งเป้าหมาย ในการขจัดความยากจนให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงในปี 2021 ซึ่งเป็นปีที่พรรคคอมมิวนิสต์มีอายุครบ 100 ปี
แต่ในซินเจียง มีหลักฐานว่า มีเป้าหมายทางการเมืองมากกว่านั้น และมีการควบคุมสั่งการในระดับที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป้าหมายและโควตาหลายอย่างที่เจ้าหน้าที่ทางการถูกกดดันให้ทำให้สำเร็จ
การที่จีนได้หันมาสนใจภูมิภาคนี้มากขึ้น มาจากการก่อเหตุทำร้ายคนเดินถนนและผู้สัญจรไปมาอย่างรุนแรง 2 ครั้ง คือในกรุงปักกิ่งปี 2013 และในนครคุนหมิงปี 2014 โดยจีนกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มอิสลามอุยกูร์
นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จีนได้รับมือด้วยการสร้างค่าย "ปรับทัศนคติ" สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่อาจไม่น่าไว้วางใจ เช่น การติดตั้งแอปพลิเคชันส่งข้อความที่เข้ารหัสทางโทรศัพท์ การดูเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา หรือการมีญาติที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ
ขณะที่ทางการจีนเรียกสถานที่เหล่านี้ว่า "โรงเรียนสำหรับการสลายแนวคิดสุดโต่ง" แต่จากบันทึกของทางการจีนเองบ่งชี้ ความจริงแล้วมันคือ ระบบการกักกันอย่างเข้มงวด ซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้คนภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ แทนที่จะยึดมั่นในอัตลักษณ์ดั้งเดิมทั้งด้านความเชื่อและวัฒนธรรม
แต่โครงการก่อสร้างก็ไม่ได้มีแค่ค่ายเหล่านี้เท่านั้น
นับตั้งแต่ปี 2018 มีการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมีการก่อสร้างโรงงานหลายร้อยแห่ง
การเกิดขึ้นของโรงงานเหล่านี้ที่อยู่ภายในแนวกำแพงรั้วของค่ายกักกัน หรือในระยะที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายกักกันมาก เป็นการบ่งบอกถึงวัถตุประสงค์ในการกักกันคนจำนวนมากควบคู่ไปกับการจ้างงานคนจำนวนมาก
ดูเหมือนรัฐบาลจีนจะเชื่อว่า งานจะช่วยเปลี่ยนแปลง "แนวคิดที่ล้าสมัย" ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในซินเจียงและทำให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองจีนที่มีรายได้ ไม่ยึดติดกับศาสนา และมีความทันสมัย
บีบีซีพยายามที่จะเข้าไปเยี่ยมชมอาคารแห่งหนึ่งในเมืองคูเชอ ซึ่งนักวิจัยอิสระหลายคนระบุว่า เป็นค่ายปรับทัศนคติ
อาคารนี้สร้างขึ้นในปี 2017 ภาพถ่ายดาวเทียมโอเพนซอร์ซ เผยให้เห็นกำแพงที่มั่นคงแน่นหนาภายใน และสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหอคอยคุ้มกัน
ในปี 2018 โรงงานใหม่แห่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นติดกัน ไม่นานหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ ดาวเทียมก็เก็บภาพสำคัญบางอย่างได้

นักวิเคราะห์อิสระยืนยันว่า เป็นภาพคนจำนวนมาก ทุกคนต่างสวมเครื่องแบบสีเดียวกัน ถูกพบกำลังเดินเป็นแถวยาวติด ๆ กันระหว่างสองอาคารดังกล่าว
เนื่องจากมีรถยนต์ใหม่เอี่ยมหลายคันกำลังตามเราอยู่ เราจึงถ่ายได้แต่บริเวณรอบนอกของอาคารนี้

โรงงานและค่ายดูเหมือนจะอยู่รวมกันในบริเวณของโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความโฆษณาชวนเชื่อสรรเสริญข้อดีของโครงการต่อต้านความยากจนติดอยู่หลายข้อความ
หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ถูกห้ามถ่ายและถูกบังคับให้ออกจากบริเวณนั้น
สื่อของทางการในพื้นที่รายงานว่า โรงงานสิ่งทอดังกล่าว ได้จ้างงานคน 3,000 คน "ภายใต้การเกณฑ์คนและการจัดการของรัฐบาล"
แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า คนที่อยู่ในภาพถ่ายดาวเทียมเป็นใคร หรือสภาพแวดล้อมที่คนงานเผชิญอยู่ในโรงงานเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

มีการส่งคำถามไปยังโรงงานดังกล่าวโดยตรง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ตลอดช่วงเวลาที่เราอยู่ในซินเจียง ทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ทางการฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ และคนอื่น ๆ ได้ห้ามเราบันทึกภาพหลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ทราบว่าเป็นใครในรถยนต์ใหม่เอี่ยมหลายคันติดตามเราตลอดเวลาเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรด้วย
"ความคิดเกียจคร้านที่ฝังรากลึก"
แม้ว่าจะมีความเชื่อมโยงระหว่างค่ายกักกันและโรงงาน แต่คนที่ไม่เคยถูกกักตัวเลยคือเป้าหมายหลักของโครงการบรรเทาความยากจนในซินเจียง คนกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงน้อยกว่า แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการปฏิรูป
พวกเขามักมาจากครอบครัวยากจนหาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ มีการเกณฑ์คนเหล่านี้มาทำงานมากกว่า 2 ล้านคน ในหลายกรณีเกิดขึ้นหลังจากเข้ารับการฝึกงาน "ในรูปแบบทหาร" และการปลูกฝังอุดมการณ์ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
จนถึงตอนนี้ มีหลักฐานบ่งบอกว่า พวกเขาถูกใช้แรงงานในโรงงานและโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานทอผ้าที่กำลังขยายตัวในซินเจียง เช่นเดียวกับนักโทษในค่ายกักกัน
ในเดือน ก.ค. ปีนี้ ศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ สรุปว่า "เป็นไปได้" ว่า กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยหลายกลุ่มกำลังถูกส่งไปเก็บฝ้าย แต่ "จำเป็นต้องมีข้อมูลมากกว่านี้"
เอกสารใหม่ที่ ดร.เซนซ์ พบ ไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลเหล่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ชัดเจนที่อยู่เบื้องหลังการโอนย้ายชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มเข้ามาทำงานในไร่
รัฐบาลซินเจียงได้ออกประกาศเมื่อเดือน ส.ค. 2016 เกี่ยวกับการบริหารจัดการคนเก็บฝ้าย มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ทางการ "ให้การศึกษาด้านอุดมการณ์และเอกภาพทางชาติพันธุ์เพิ่มขึ้น"
รายงานโฆษณาชวนเชื่อฉบับหนึ่งที่ดร.เซนซ์พบ ระบุว่า ไร่ฝ้ายมอบโอกาสในการเปลี่ยนแปลง "ความคิดเกียจคร้านที่ฝังรากลึก" ในหมู่ชาวบ้านที่ยากจนในชนบท ด้วยการแสดงให้พวกเขาเห็นว่า "แรงงานน่ายกย่อง" โดยมีการเน้นย้ำหลายครั้งในเอกสาร
ข้อความเช่นนั้นสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของรัฐจีนที่มีต่อวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมของชาวอุยกูร์ว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพัฒนาให้ทันสมัย
รายงานโฆษณาชวนเชื่ออีกฉบับหนึ่งเกี่ยวกับข้อดีของการเก็บฝ้าย เรียกความปรารถนาที่จะอยู่บ้าน และ "เลี้ยงลูก" ว่าเป็น "สาเหตุสำคัญของความยากจน"
รัฐกำลังจัดหาระบบดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และปศุสัตว์ "จากส่วนกลาง" ดังนั้นทุกคนจึง "หมดความกังวลในการออกไปทำงาน"
นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงหลายครั้งเกี่ยวกับวิธีการเกณฑ์คนเก็บฝ้ายที่ต้องมีการควบคุมและสอดแนม ราวกับว่าแตกต่างไปจากแนวปฏิบัติในการจ้างงานปกติ
เอกสารแนวนโยบายจากเมืองอากซูที่ออกมาในเดือน ต.ค. ปีนี้ สั่งให้ต้องขนส่งคนเก็บฝ้ายเป็นกลุ่ม ๆ และมีเจ้าหน้าที่ทางการเดินทางไป "กิน, อยู่, เรียน, และทำงานกับพวกเขา และให้การศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดอย่างขะมักเขม้นระหว่างการเก็บฝ้ายด้วย"
มาห์มุต (นามสมมุติ) เป็นชายหนุ่มชาวอุยกูร์ ซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปและไม่สามารถกลับซินเจียงได้เพราะการมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่จะต้องเข้าค่ายกักกันตัว
ขณะนี้การติดต่อกับครอบครัวในบ้านเกิดเป็นความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับพวกเขา
แต่ในการพูดคุยกันครั้งสุดท้ายในปี 2018 เขาได้ยินว่า ทั้งแม่และพี่สาวของเขาถูกโอนย้ายตัวไปทำงาน
"พวกเขาพาพี่สาวของผมไปเมืองอากซู ไปที่โรงงานทอผ้า" เขาบอกกับผม "เธอพักอยู่ที่โรงงานนั้น 3 เดือน แล้วก็ไม่ได้เงินเลย"
"ในหน้าหนาว แม่ของผมเก็บฝ้ายให้เจ้าหน้าที่ทางการของรัฐบาล พวกเขาบอกว่า พวกเขาต้องการคน 5-10% ของหมู่บ้าน พวกเขาไปหาทุกครอบครัวถึงประตูบ้าน"
"ผู้คนพากันไปเพราะพวกเขากลัวว่าจะถูกขังคุก หรือถูกพาตัวไปที่อื่น"
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเยี่ยมบ้านแต่ละหลังกลายเป็นกลไกสำคัญในซินเจียง มีการส่งเจ้าหน้าที่ทางการ 350,000 คนไปยังครัวเรือนแต่ละหลังของชนกลุ่มน้อยเพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียดที่เป็นการก้าวก่าย
ผู้ที่ถูกเรียกตัวไปทำงานจาก "ทีมงานที่อยู่ในหมู่บ้าน" ก็จะรู้ตัวว่า พวกเขาคือเครื่องมือในการตัดสินใจว่า ใครควรจะถูกส่งตัวไปเข้าค่าย
"แต่งเรื่องขึ้นอย่างสิ้นเชิง"
อุตสาหกรรมปลูกฝ้ายของซินเจียงเคยพึ่งพาคนงานอพยพตามฤดูกาลจากมณฑลอื่น ๆ ในจีน
แต่การเก็บฝ้ายเป็นงานหนักมาก การได้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นและงานที่ดีกว่าในที่อื่นทำให้แรงงานอพยพเหล่านี้เลิกเข้ามาทำงานในซินเจียง
รายงานโฆษณาชวนเชื่อเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า การจัดหาแรงงานในท้องถิ่นแบบใหม่นี้ช่วยแก้วิกฤตแรงงานและช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับคนปลูกฝ้ายอย่างไร
แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายจริง ๆ ว่า ทำไมคนหลายแสนคนที่ดูเหมือนไม่ได้สนใจเก็บฝ้ายมาก่อน จู่ ๆ ถึงพากันมาเก็บฝ้ายในไร่
แม้ว่าเอกสารหลายชิ้นอ้างว่า ระดับค่าตอบแทนอาจสูงถึง 5,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 22,800 บาท) ปรากฏว่า รายงานหนึ่งระบุว่า คนเก็บฝ้าย 132 คนที่ถูกจัดหามาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ละคนได้เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,670 หยวน (ประมาณ7,600) เท่านั้น
ไม่ว่าจะมีระดับเงินเดือนเท่าใด แรงงานที่ได้รับค่าจ้างก็อาจถือว่าเป็นแรงงานที่ถูกบังคับใช้แรงงานได้ ภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ในการตอบคำถามที่ส่งไปยังกระทรวงต่างประเทศของจีน บีบีซีได้รับการตอบกลับมาทางโทรสารระบุว่า "คนงานจากกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในซินเจียงเลือกงานของพวกเขาตามเจตจำนงเสรีของตัวเองและลงนามในสัญญาการจ้างงานด้วยความสมัครใจตามกฎหมาย"
แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศระบุเพิ่มเติมว่า อัตราความยากจนในซินเจียงลดลงจากเกือบ 20% ในปี 2014 มาอยู่ที่ 1% เศษในปัจจุบัน
แถลงการณ์นี้ระบุว่า ข้อกล่าวหาการบังคับใช้แรงงาน "เป็นการแต่งเรื่องขึ้นอย่างสิ้นเชิง" ของชาติตะวันตก และยังกล่าวหาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนว่า ต้องการทำให้เกิด "การบังคับว่างงานและการบังคับให้เกิดความยากจน" ขึ้นในซินเจียงด้วย
"ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในซินเจียงเป็นคำตอบที่ทรงพลังที่สุดต่อคำโกหกและข่าวลือของอเมริกา" แถลงการณ์ระบุ
แต่โครงการ "ฝ้ายที่ดีขึ้น" (Better Cotton Initiative) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมมาตรฐานที่ยั่งยืนและถูกจริยธรรม กล่าวกับบีบีซีว่า ความกังวลต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการบรรเทาความยากจนของจีนเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่พวกเขาตัดสินใจยุติการตรวจสอบและให้การรับรองฟาร์มในซินเจียงเมื่อไม่นานนี้
ดาเมียง ซานฟิลิปโป ผู้อำนวยการองค์กรมาตรฐานและการรับประกัน (Standards and Assurance) กล่าวว่า "เราพบความเสี่ยงว่า ชุมชนในชนบทที่ยากจนคงจะถูกขู่เข็ญให้รับการว่าจ้างทำงานที่มีส่วนเกี่ยวกับโครงการบรรเทาความยากจนนี้"
"แม้ว่าคนงานเหล่านี้ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นไปได้ แต่พวกเขาอาจจะไม่ได้เลือกทำงานนี้อย่างเสรี"
นายซานฟิลิปโป ซึ่งได้อ้างเช่นกันว่า การสังเกตการณ์ระหว่างประเทศของเขาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเข้าไปในซินเจียงมีความเข้มงวดมากขึ้น กล่าวว่า การตัดสินใจของทางองค์กรดังกล่าวในการเดินถอยออกมาจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก
"เท่าที่ผมทราบ ไม่มีองค์กรไหนที่สามารถตรวจสอบฝ้ายเหล่านั้นได้ ทำงานอยู่ในพื้นที่เลย"
บีบีซีได้สอบถามไปยังแบรนด์ระหว่างประเทศที่สำคัญ 30 แบรนด์ว่า จากการค้นพบของเรา พวกเขาจะยังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากจีนหรือไม่
ในจำนวนนั้นมี 4 แบรนด์ที่ตอบกลับมา ได้แก่ Marks and Spencer, Next, Burberry และ Tesco ระบุว่า พวกเขามีนโยบายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการขอให้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากทุกแห่งในจีนห้ามใช้ฝ้ายดิบจากซินเจียง

ขณะที่เราเตรียมตัวออกจากซินเจียง ที่ด้านนอกของเมืองคอร์ลา (Korla) เราผ่านตำแหน่งที่เคยเป็นทะเลทรายในปี 2015
ตอนนี้มันเป็นที่ตั้งของค่ายกักกันขนาดใหญ่ ซึ่งนักวิเคราะห์อิสระระบุว่า มีอาคารโรงงานหลายหลังที่มองเห็นได้อยู่ข้างใน
เราเชื่อว่า นี่คือคลิปภาพอิสระชิ้นแรกของสถานที่ใหญ่โตมหึมาแห่งนี้
นี่เป็นเพียงหนึ่งในค่ายลักษณะนี้หลายแห่งที่ปัจจุบันตั้งเรียงรายอยู่ในพื้นที่ และเป็นเครื่องเตือนใจสุดท้ายถึงเส้นแบ่งที่พร่ามัวระหว่างการกักกันคนจำนวนมากและแรงงานจำนวนมากในซินเจียง











