โรฮิงญา : ทำไมแกมเบียจึงนำเมียนมาขึ้นศาลโลกคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มุสลิมโรฮิงญา

ที่มาของภาพ, Reuters
ในวันนี้ (10 ธ.ค.) นางออง ซาน ซู จี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมานำคณะผู้แทนเมียนมาเข้าชี้แจงและแก้ต่างในข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในกรุงเฮก ของเนเธอร์แลนด์ หลังประเทศแกมเบียนำคดีนี้ขึ้นฟ้องต่อศาล
เหตุใดแกมเบียจึงเป็นตัวตั้งตัวตีในคดีนี้
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา แกมเบีย ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้ยื่นคำฟ้องหนา 46 หน้าต่อไอซีเจ ในนามรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ที่มีสมาชิก 57 ประเทศ โดยกล่าวหาว่า เมียนมาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่สมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงแกมเบียและเมียนมาร่วมลงนามเมื่อปี 1948 จากการที่กองทัพเมียนมาปฏิบัติการ "อย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน" ในรัฐยะไข่ โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.ปี 2017
แกมเบีย ขอให้ศาลโลก ออกคำสั่งฉุกเฉินที่ระบุว่า ชาวโรฮิงญากำลังเผชิญความเสี่ยงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากเมียนมาและให้ยุติการโจมตีชาวโรฮิงญาในทันที พร้อมขอให้มีการเก็บรักษาหลักฐานเพื่อใช้เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินการชดเชยต่อเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น
คดีนี้นับเป็นครั้งแรกของความพยายามดำเนินการทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อเอาผิดเมียนมาต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
เหตุรุนแรงดังกล่าวปะทุขึ้น จากเหตุชาวโรฮิงญาโจมตีป้อมตำรวจในรัฐยะไข่ และสังหารเจ้าหน้าที่ไปจำนวนหนึ่ง ทางการเมียนมาจึงตอบโต้ด้วยการบุกโจมตีและเผาหมู่บ้าน สังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญา ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มนี้กว่า 700,000 คนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกกรณีที่เกิดขึ้นว่า "การล้างเผ่าพันธุ์แบบในตำรา"
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกองทัพเมียนมายืนกรานมาตลอดว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญาเท่านั้น
ความทรงจำอันโหดร้ายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือน พ.ค.ปี 2018 เมื่อนายอาบูบาคารร์ ตัมบาดู รัฐมนตรียุติธรรมแกมเบียเดินทางไปร่วมการประชุมโอไอซีที่บังกลาเทศ แทนรัฐมนตรีต่างประเทศที่ถอนตัวในนาทีสุดท้าย

ที่มาของภาพ, Reuters
ที่นั่นนายตัมบาดู และคณะผู้แทนของชาติภาคีโอไอซีได้ลงพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองคอกส์บาซาร์ ซึ่งมีชาวโรฮิงญาผู้หลบหนีการประหัตประหารในรัฐยะไข่อาศัยอยู่
การได้เห็นและได้ฟังเรื่องความความโหดร้ายจากปากคำของชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยไปบังกลาเทศทำให้นายตัมบาดู ซึ่งใช้เวลากว่าหนึ่งทศวรรษในการดำเนินคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 1994 ที่รวันดา ซึ่งกลุ่มหัวรุนแรงเชื้อสายฮูตูได้สังหารผู้คนไปราว 8 แสนคน ได้หวนนึกถึงความทรงจำอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นที่นั่น
"ผมเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อยู่ในเรื่องราวเหล่านี้" นายตัมบาดูให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ ถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นแกนนำในการนำเมียนมาขึ้นศาลโลก
หลังได้เห็นภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา นายตัมบาดูได้ผลักดันให้โอไอซีตั้งคณะกรรมตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องความโหดร้ายต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ และในปีนี้ได้โน้มน้าวให้สมาชิก 57 ประเทศของโอไอซีสนับสนุนการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดเมียนมาอย่างเป็นทางการที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
จากสัญลักษณ์แห่งสันติภาพสู่คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
การนิ่งเงียบต่อเหตุรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ส่งผลให้นางซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้ริบรางวัลดังกล่าวคืนจากเธอ
เมื่อเดือน ส.ค. 2018 เจ้าชายเซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน อดีตข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตำหนิว่า นางซู จี ทำตัวไม่ต่างจากการเป็นโฆษกของกองทัพเมียนมาด้วยการออกมาแก้ต่างให้กองทัพที่กระทำการกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิมโรฮิงญา เขาเห็นว่านางซู จี ควรจะลาออกจากตำแหน่งและกลับไปให้ทหารคุมตัวเธอไว้ในบ้านพักเหมือนเดิม
ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแคนาดา ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ถอนสถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ที่มอบให้แก่นางออง ซาน ซู จี ผู้นำของเมียนมา เป็นการตอบโต้ที่นางซู จี ไม่สามารถยุติการประหัตประหารชาวโรฮิงญา

ที่มาของภาพ, Reuters
พลจัตวา ซอ มิน ตุน โฆษกกองทัพเมียนมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ตัดสินใจส่งคณะผู้แทนเข้าแก้ต่างในข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศครั้งนี้มีขึ้นหลังกองทัพได้หารือกับรัฐบาล พร้อมชี้ว่า "ทหารจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ และจะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล"
ด้านโฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซู จี กล่าวว่า นางซู จี ได้ตัดสินใจที่จะเข้าชี้แจงและแก้ต่างในคดีนี้ด้วยตัวเอง
"พวกเขากล่าวหาว่าอองซานซูจีล้มเหลวที่จะพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน เธอจึงตัดสินใจจะเผชิญคดีความครั้งนี้ด้วยตัวเอง" โฆษกพรรคเอ็นแอลดี กล่าว
การไต่สวนสาธารณะระหว่างวันที่ 10-12 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ไอซีเจไม่มีอำนาจบังคับให้ฝ่ายจำเลยปฏิบัติตามคำตัดสินใด ๆ ของศาลได้













