ส่องวิกฤตโรฮิงญาจากรัฐยะไข่
โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบีบีซีลงพื้นที่เมืองมองดอว์ในรัฐยะไข่ ทางภาคเหนือของเมียนมาที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางเหตุรุนแรง และได้เห็นหมู่บ้านชาวมุสลิมถูกเผาวอดวาย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ
เหตุไม่สงบที่เกิดขึ้นส่งผลให้ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์มีชาวโรฮิงญาอพยพออกจากพื้นที่รัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศแล้วราว 164,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้อ้างว่าทหารเมียนมาและชาวพุทธในรัฐยะไข่ได้เข้าทำลายหมู่บ้านของพวกเขาเพื่อผลักดันให้ย้ายออกจากพื้นที่ หลังจากเกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธมุสลิมโรฮิงญาโจมตีด่านตำรวจเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา
รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีเดินทางไปเมืองมองดอว์พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่รัฐบาลเมียนมา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใกล้พรมแดนบังกลาเทศ และเป็นพื้นที่ที่ตามปกติผู้สื่อข่าวหรือชาวต่างชาติจะไม่สามารถเข้าไปได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ เขาได้เห็นหลักฐานที่อาจยืนยันข้ออ้างเรื่องการถูกข่มเหงของชาวโรฮิงญา
เฮด เล่าว่า การเดินทางไปที่เมืองมองดอว์ครั้งนี้ ทางการเมียนมาตั้งเงื่อนไขว่าผู้สื่อข่าวจะต้องเกาะกลุ่มไปกับคณะตลอดเวลา และไม่แยกตัวออกไปตามลำพัง ส่วนจุดที่จะเดินทางไปนั้นจะเป็นจุดที่ทางการกำหนดเอาไว้ให้แล้ว

ที่มาของภาพ, JHEAD/BBC

ที่มาของภาพ, EPA
ผู้สื่อข่าวบีบีซี ระบุว่า ช่วงขากลับจากการลงพื้นที่หมู่บ้านอัลเลตันจอว์ ทางใต้ของเมืองมองดอว์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวมุสลิม คณะผู้สื่อข่าวเห็นกลุ่มควันหนาพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณที่ดูเหมือนกับหมู่บ้านหรือชุมชน เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นบ้านเรือนถูกไฟไหม้ ขณะเดียวกันนั้นก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ถือมีดดาบขนาดใหญ่เดินสวนออกมา ผู้สื่อข่าวต่างชาติพยายามเข้าไปพูดคุยและถามคำถาม แต่ชายกลุ่มนี้ไม่ยอมให้บันทึกภาพพวกเขา
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวชาวเมียนมาเข้าไปพูดคุยด้วยโดยไม่มีกล้องบันทึกภาพ ชายกลุ่มนี้ยอมบอกว่าพวกเขาเป็นคนยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ หนึ่งในนั้นยอมรับว่าเป็นผู้จุดไฟเผาบ้านเรือน โดยได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจ

ที่มาของภาพ, Reuters
มองต่างมุม
ซอว์ ยัน นาย ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาพม่า ระบุว่า ประชาคมโลกได้ออกมาประณามการปฏิบัติของรัฐบาลเมียนต่อชาวโรฮิงญามากขึ้นทุกขณะ อย่างไรก็ตาม ในนครย่างกุ้งนั้นผู้คนกลับมีมุมมองต่อเรื่องนี้ที่แตกต่างออกไปอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่า หากเดินไปตามท้องถนนในย่างกุ้ง และมีการพูดคุยเรื่องความไม่สงบที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่นั้นคุณจะไม่ได้ยิ่งคำว่า "โรฮิงญา" เลย เพราะคนเมียนมาเรียกชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มนี้ว่า "เบงกาลี" ซึ่งสะท้อนถึงความคิดของคนเมียนมาส่วนใหญ่ที่มองชาวโรฮิงญาเป็นคนต่างด้าวที่อพยพมาจากบังกลาเทศ มีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป
นอกจากนี้ สิ่งที่นานาชาติมองว่าเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แต่คนเมียนมากลับมองว่าเป็นประเด็นด้านอธิปไตย และคนจำนวนมากสนับสนุนการใช้ปฏิบัติการทางทหารจัดการกับปัญหาในรัฐยะไข่
หนังสือพิมพ์ในเมียนมาต่างรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากฝ่ายรัฐบาล ระบุว่า กลุ่มที่เรียกตนเองว่า กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน (Arakan Rohingya Salvation Army - ARSA) โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้กองทัพบกเมียนมาต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารในเมืองมองดอว์
ความเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินมายาวนาน
ผู้สื่อข่าวบีบีซี กล่าวว่า คนเมียนมาส่วนใหญ่มองว่าสื่อต่างประเทศรายงานกรณีที่เกิดขึ้นเพียงด้านเดียว และมีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายชาวโรฮิงญามากเกินไป โดยที่ไม่ได้รายงานชะตากรรมที่เลวร้ายของคนกลุ่มอื่นในรัฐยะไข่ที่ต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิดจากเหตุความไม่สงบนี้
การที่ทางการเมียนมามีข้อจำกัดเข้มงวดในการให้สื่อมวลชนเข้าไปในพื้นที่รัฐยะไข่นั้น ก็ทำให้สื่อต่างชาติไม่สามารถเข้าไปเก็บข้อเท็จจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ที่มาของภาพ, EPA
ในขณะที่สื่อเมียนมาเองมักเน้นรายงานเรื่อง "เหตุก่อการร้าย" และการอพยพประชาชนที่ไม่ใช่ชาวโรฮิงญาออกจากพื้นที่ขัดแย้ง ยกตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่ง เมียวดีเดลี พาดหัวข่าวว่า "พบกลุ่มเบงกาลีสุดโต่ง ARSA วางแผนโจมตีตามเมืองใหญ่" ส่วนเว็บไซต์ข่าว เซเว่น พาดหัวข่าวทำนองเดียวกันว่า "ARSA กลุ่มก่อการร้ายสุดโต่งชาวเบงกาลีโจมตีกองกำลังความมั่นคงในเมืองมองดอว์"
นอกจากนี้สื่อเมียนมายังรายงานว่ากลุ่มติดอาวุธเป็นผู้จุดไฟเผาหมู่บ้านเพื่อต่อต้านกองทัพเมียนมา แต่กลับไม่มีการรายงานเรื่องที่ชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องลี้ภัยความรุนแรงเข้าไปในบังกลาเทศ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า การใช้คำว่า "ผู้ก่อการร้าย" เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมาธิการข้อมูลข่าวสารของเมียนมา ขณะเดียวกันการเผยแพร่ภาพถ่ายและข่าวเท็จตามโซเชียลมีเดียก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาวโรฮิงญากับชาวเมียนมาเลวร้ายลงกว่าเดิม
ความรู้สึกเกลียดชังชาวโรฮิงญาไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมียนมา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำเนินมายาวนาน คนส่วนใหญ่มองว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่พลเมืองเมียนมา เพราะพวกเขามีภาษาถิ่นที่แตกต่างไปจากคนกลุ่มอื่นในรัฐยะไข่ และไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน 135 ภาษาทางการของชนกลุ่มน้อยในเมียนมา
กลุ่มผู้มีแนวคิดชาตินิยมพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่าชาวมุสลิมโรฮิงญาเป็นภัยคุกคามต่อสังคม เพราะชายมุสลิมสามารถมีภรรยาได้ 4 คน และมีลูกจำนวนมาก ประชาชนในรัฐยะไข่จำนวนไม่น้อยเกรงว่าสักวันหนึ่งชาวโรฮิงญาจะแย่งที่ทำกินของพวกเขาไปเมื่อประชากรคนกลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
