รัสเซีย ยูเครน: แม่ทหารรัสเซียถาม “ฉันต้องไปเคาะประตูบ้านใคร ถึงจะได้ลูกชายกลับมา”

Sergeant Ilnur Sibgatullin's widow and mother during a mourning ceremony at Victory Monument Square. Sibgatullin, 2 March 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธีศพในกรุงมอสโกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับทหารชั้นประทวนรายหนึ่งที่เสียชีวิตในยูเครน

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวต่อบรรดาแม่ ๆ ของทหารรัสเซียที่ถูกส่งไปยูเครน ว่า "ผมรู้ว่าพวกคุณเป็นกังวลมากแค่ไหน" และพยายามให้ความเชื่อมั่นแก่พวกเธอ ทว่าเหล่าแม่ ย่า ยาย พี่สาว น้องสาว และแฟนสาวของทหารเหล่านี้เผยกับบีบีซีว่าพวกเธอกังวลอย่างมากถึงคนรักที่อยู่ในกองทัพ เพราะชายหนุ่มเหล่านี้แทบไม่รู้เลยว่าพวกเขาถูกสั่งให้ไปทำอะไร

ชื่อทั้งหมดในบทความนี้ไม่ใช่ชื่อจริง

คุณย่ามารีนาไม่ได้ข่าวจากหลานชายมากว่าสัปดาห์แล้ว เธอจึงเริ่มโทรศัพท์ไปยังที่ต่าง ๆ ในข้อความสุดท้ายที่เขาส่งให้เธอ เขากล่าวว่าตัวเองอยู่ที่ชายแดนระหว่างเบลารุสและรัสเซีย และใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว แต่กลับไม่มีข่าวอะไรเลยหลังจากนั้น มารีนากำลังเกรงกลัวสิ่งเลวร้ายที่สุด

"ฉันโทรศัพท์ไปที่หน่วยของเขา พวกเขาบอกว่าหลานชายฉันไม่ได้เดินทางออกไป [จากรัสเซีย] ฉันเลยพูดว่า - 'คุณอำหรือยังไง เขาติดต่อฉันจากเบลารุส พวกคุณไม่รู้ว่าทหารของตัวเองไปที่ไหนหรือ' พวกเขาวางสายและไม่พูดกับฉันอีกเลย"

นิกิตา หลานย่าของมารีนาเดิมทีเป็นทหารเกณฑ์ตามกฎหมายรัสเซียที่บัญญัติให้ผู้ชายรัสเซียวัย 18-27 ปี จะต้องเข้าประจำการในกองทัพเป็นเวลาหนึ่งปี เว้นแต่ได้รับยกเว้น อาทิ ศึกษาเล่าเรียนอยู่หรือดูแลบุตรวัยเยาว์

แต่มารีนาเล่าว่า ในช่วงวันแรก ๆ ที่นิกิตาเข้าประจำการ ตัวแทนจากกองทัพมายังภูมิภาคของพวกเขา โดยหวังว่าเหล่าทหารเกณฑ์จะกลายมาเป็นทหารสัญญาจ้างเพื่อเพิ่มระยะเวลาประจำการและได้รับเงินเดือน ทหารสัญญาจ้างเหล่านี้นับเป็นสัดส่วนหลักของกำลังพลระดับล่าง

พวกนั้น "หว่านล้อนเขา"..."[พวกนั้นบอกกับเขาว่า] คุณสามารถเกษียณได้เร็ว คุณจะมีรายได้ที่มั่นคง และคุณจะได้เรียนขับรถ"

นิกิตากลายเป็นคนขับรถให้กรมทหารราบ แต่รายได้ของเขาไม่เพียงพอให้อยู่อย่างสุขสบาย เงินเดือนของนิกิตาที่ 18,000 รูเบิล (5,000 บาท) เพียงพอแค่ให้เขายังชีพได้ในย่านชนบทที่ห่างไกลของรัสเซียเท่านั้น และเขายังบอกกับย่าของตัวเองว่า เขาต้องจ่ายทั้งค่าชุดทหารและค่าน้ำมันจากเงินเดือนตรงนั้น เขาได้ที่พักฟรีในค่ายทหาร แต่ก็ไม่อาจทนกับสภาพอากาศหนาวจัดได้ เนื่องจากในค่ายทหารไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือเครื่องทำน้ำร้อน ดังนั้นเขาจึงต้องแบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งออกมาจ่ายค่าเช่าบ้าน มารีนาเล่า

เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าประสบการณ์ของนิกิตาเป็นเรื่องปกติของทหารรัสเซียหรือไม่ แต่ตัวเลขของบริษัทสัญชาติรัสเซียที่ช่วยชายหนุ่มหาช่องว่างเพื่อหลบเลี่ยงการเข้าประจำการก็ทำให้เห็นได้ว่าผู้คนไม่ได้มองกองทัพเป็นโอกาสที่น่าดึงดูดใจ

ในช่างกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นิกิตาบอกกับย่าของเขาว่าเขากำลังจะเดินทางไปชายแดนยูเครน-เบาลารุส เพื่อ "ปกป้อง [เขตแดน]" เขายังบอกเธอว่าพวกเขาจะเดินทางกลับบ้านในเวลาอันใกล้

นิกิตาไม่ได้ติดต่อกลับมาตั้งแต่ข้อความสุดท้ายของเขาที่ส่งมาหามารีนาเมื่อ 23 ก.พ.ซึ่งเป็นวันหยุดราชการของรัสเซีย เพื่อบอกว่าเขาอยู่ที่คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง

มารีนามั่นใจว่าหลายชายของเธอไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองจะถูกส่งไปรบในยูเครน

"เขาพูดว่า 'มันคือการฝึกและก็ฝึก แล้วก็กลับบ้าน'" เป็นประโยคเดิม ๆ ที่ญาติของทหารรัสเซียจำนวนมากบอกกับ บีบีซี

Joint military drills held by Russia and Belarus, 10 February 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การซ้อมรบในเบลารุสก่อนการรุกรานยูเครน เมือ 10 ก.พ. คือเหตุการณ์ที่เพื่อนและญาติของทหารรัสเซียเชื่อว่าคนที่เขารักกำลังร่วมฝึกอยู่ ไม่ใช่การไปรบในสงครามจริง

กาลินา ผู้หญิงอีกคนบอกว่าเธอเพิ่งทราบว่านิโคไล ลูกชายของเธออยู่ที่ยูเครน ตอนที่พี่สาวของเธอไปเจอรูปของเขาในเพจเฟซบุ๊กของผู้บัญชาการของทัพยูเครนในฐานะเชลยศึก

การบรรยายสรุปจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เมื่อ 4 มี.ค.ชี้ว่าชายหนุ่มรัสเซียจำนวนมากที่ต่อสู้ในยูเครนเป็นทหารเกณฑ์ และนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของความอ่อนประสบการณ์และขาดความเข้าใจว่าพวกเขาถูกคาดหวังให้ทำสิ่งใด

ดูเหมือนว่า ชายหนุ่มเหล่านี้ทั้งทหารเกณฑ์และทหารอาชีพต่างเข้าใจว่าพวกเขาเพียงแค่ไปซ้อมรบ ไม่ได้ไปรบจริง ๆ เช่นเดียวกับในกรณีของนิกิตาหลานชายของมารีนารวมถึงญาติของทหารรัสเซียอีกมากที่บีบีซีได้พูดคุยด้วย นิโคไลเริ่มจากการเป็นทหารเกณฑ์ แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นทหารสัญญาจ้างของกองทัพ

กาลินาเล่าว่าเธอได้คุยกับนิโคไลครั้งสุดท้ายหนึ่งวันก่อนที่พี่สาวของเธอจะเห็นภาพของเขา โดยเขาบอกเธอว่าหน่วยของเขาอยู่ใกล้ชายแดนยูเครน

"ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร สื่อไม่พูดถึงความจริงที่ชายหนุ่มของเราถูกจับเป็นเชลย หรือไม่พวกเขาก็ไม่รู้"

แฟนสาวของนิโคไลเล่าว่าเขากลายมาเป็นทหารสัญญาจ้างเมื่อ ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อ "เลี้ยงดูครอบครัวในอนาคต" แม้เธอจะพยายามห้ามเขาก็ตาม แม่ของนิโคไลเสริมว่ามันไม่มีโอกาสอื่นเพื่อมีรายได้เช่นนั้นในพื้นที่ที่พวกเธออยู่อาศัยเลย

"ลูกของฉันไม่ได้ไป [ยูเครน] ด้วยความสมัครใจของเขา ผู้บัญชาการส่งเขาไป" เธอกล่าว

"ตามความสัตย์จริง ฉันไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนี้มันเพื่ออะไร" เธอบอก "ในประเทศของเรา บางคนแทบไม่มีจะกินอยู่แล้ว ฉันไม่เข้าใจทั้งสงครามทั้งปฏิบัติการของกองทัพอะไรนี่เลย"

"ฉันต้องไปเคาะประตูบ้านใคร ถึงจะได้ลูกชายกลับมา"

แม่ของทหารรัสเซียอีกหนึ่งคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยก็มีความรู้สึกแบบไร้พลังนี้ เธอบอกว่าลูกชายของเธอก็เป็นทหารสัญญาจ้างและถูกส่งไป "ซ้อมรบ" เช่นเดียวกัน

"ถ้าฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนตอนนี้ ฉันคงเอาตัวเองไปหาคนพวกนั้นและอ้อนวอนของความเมตตาจากพวกเขาแล้ว" เธอกล่าว

ในอดีต บรรดาแม่ ๆ ของทหารรัสเซียมักออกมาบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับวิธีการที่กองกำลังถูกใช้งานและถูกปฏิบัติ รวมถึงปลุกกระแสให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต

พวกเธอมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสต่อต้านสงครามเชเชนของรัสเซียทั้งสองครั้ง ผ่านการออกแคมเปญที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

Mothers of Russian soldiers, allegedly held prisoners by Chechen separatists, hold the portraits of their sons, 17 August 1995

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในอดีต บรรดาแม่ ๆ ของทหารรัสเซียมักออกมาบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับวิธีการที่กองกำลังถูกใช้งานและถูกปฏิบัติ รวมถึงปลุกกระแสให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต ภาพนี้เมื่อปี 1995

ทว่ารัสเซียเพิ่งออกกฎหมายฉบับใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขู่ว่าหากผู้ใดถูกเชื่อว่าพยายามเผยแพร่สิ่งที่รัฐบาลถือว่า "ปลอม" เกี่ยวกับปฏิบัติการณืของกองทักรัสเซียในยูเครน จะถูกจำคุก 15 ปี

สาธารณชนรัสเซียซึมซับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้นจากสื่อของรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นต่อต้านยูเครน พี่สาวของชายคนหนึ่งที่เธอเชื่อว่าเขาหายตัวไปในยูเครนกล่าวว่า เธอคิดว่ารัฐบาลรัสเซียมีเหตุผลที่ดีในการบุกประเทศยูเครน

"และตอนนี้เราถูกเรียกร้องให้ออกมาชุมนุม สำหรับฉันมันราวกับว่าพวกเขา [ยูเครน] ทำลายประเทศตัวเองไปแล้ว และตอนนี้พวกเขาต้องการจะทำลายประเทศอื่น"

ยูเครนก็ออกมาโต้โฆษณาชวนเชื่อด้วยแคมเปญทรงหลังของตัวเองเช่นกัน สายด่วนที่มีชื่อว่า "มองหาคนของคุณ" (หรือ Ishchi Svoikh ในภาษารัสเซีย ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในวันที่สามของปฏิบัติการที่รัสเซียให้คำอธิบายว่า "ปฏิบัติการพิเศษทางการทหารเพื่อปลดทหารและปลดแอกจากนาซี" ของยูเครน ขณะเดียวกันช่องเทเรแกรมที่เป็นพันธมิตรออกมาเผยแพร่ภาพของเชลยและผู้เสียชีวิตชาวรัสเซีย พร้อมยังสนับสนุนให้ญาติของทหารรัสเซียคอยติดต่อเข้ามา วอชิงตันโพสต์รายงานความกังวลต่อประเด็นการนำเสนอภาพที่อาจสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจ

"นี่เป็นการแสดงความปรารถนดีต่อบรรดาแม่ ๆ ของทหารรัสเซีย" ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน โอเลกซี อาเรสโตวิช ประกาศ

ขณะที่แคมเปญบนเฟซบุ๊กของเพจกระทรวงมหาดไทยของยูเครนมีความรุนแรนมากกว่านั้น โดยออกมาสื่อสารถึงบรรดาแม่ ๆ ของทหารรัสเซียโดยตรงให้เดินทางมาเก็บศพลูกชายของพวกเธอกลับไป ทั้งยังลงรายละเอียดอย่างเจาะจงถึงวิธีการ

"เรา ชาวยูเครน ทำตรงกันข้ามกับผู้ยึดถือลัทธิฟาสซิสต์ของปูติน เราจะไม่ทำสงครามกับเหล่าแม่และลูกชายที่ลูกจับกุมของพวกเธอ " เพจดังกล่าวระบุ

แม้ญาติของทหารรัสเซียออกมาวิงวอน แต่พวกเขาไม่มีความเห็นต่อประเด็นความชอบธรรมต่อปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครนหรือแสดงออกว่าสนับสนุน

ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงให้บีบีซีดูถึงข้อความสนทนาระหว่างเธอกับคู่หมั้นที่เป็นทหาร ชี้ว่าในกรณีของคู่หมั่นของเธอนั้น เขาไม่เชื่อในวาทกรรมของรัฐบาลรัสเซียที่บอกว่าบุกยูเครนเพื่อ "ปลดแอก" ประชาชน

ในข้อความที่แลกเปลี่ยนกันนั้น เขากล่าวกับเธอว่าเขากำลัง "ออกลาดตระเวนในหลายประเทศ" ซึ่งอาจหมายถึงประเทศพันธมิตรของรัสเซียและประเทศเพื่อนบ้านอย่างเบลารุส ก่อนพูดต่อว่าเขากำลังไป "ปกป้องผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้" แล้วท้ายด้วยสัญลักษณ์เสียงหัวเราะ

เมื่อเธอถามว่า "คุณอำหรือเปล่า" เขาตอบกลับมาง่าย ๆ ว่า "เปล่า ผมกำลังจะไปทำสงคราม"

ในที่สุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียยอมเปิดเผยตัวเลขทหารที่เสียชีวิตที่เข้าไปบุกยูเครน ระบุว่า นับถึง 3 มี.ค. มีทหารรัสเซียเสียชีวิต 498 นาย และบาดเจ็บอีก 1,597 คน แต่ยูเครนระบุว่า มีทหารรัสเซียกว่า 11,000 นาย ถูกสังหาร ทว่าตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"