สงครามโลกครั้งที่ 2: ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นกับการค้นหาอดีตอันดำมืดในค่ายกักกัน

ShayShay Konno with the kimono

ที่มาของภาพ, BBC

คำบรรยายภาพ, เชน "เชย์เชย์" คนโนะ กับชุดกิโมโนที่คุณย่าซุกซ่อนไว้นานหลายทศวรรษ

เมื่อ 80 ปีก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กวาดต้อนชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น แล้วบังคับให้อยู่ในค่ายกักกันจนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ปัจจุบันทายาทของคนกลุ่มนี้ พยายามต่อสู้เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อันดำมืดบทนี้ถูกลืมเลือนไปจากสังคมอเมริกัน

อีเลน ฉง ผู้สื่อข่าวอิสระที่เขียนบทความนี้ให้แก่บีบีซีเล่าว่า ตอนที่คุณปู่ของเชน "เชย์เชย์" คนโนะ เสียชีวิตลงในปี 2013 เขาได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวน่าเศร้าใจที่ครอบครัวของเขาและชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ต้องประสบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตอนที่ปู่เสีย คนโนะ ซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น ได้ติดสอยห้อยตามสมาชิกในครอบครัวไปช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ของคุณปู่ และได้พบเข้ากับกระเป๋าเดินทางที่ทำจากกล่องกระดาษเก่า ๆ ใบหนึ่งซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ที่ท้ายห้องเก็บของในสวนของบ้าน

เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาพวกเขาต่างประหลาดใจที่ได้พบกับชุดกิโมโนผ้าไหมปักดิ้นเงินเป็นลายดอกท้ออันงดงาม

"ผมไม่เคยเห็นกิโมโนของจริงมาก่อน และไม่ต้องพูดถึงการได้สัมผัสมัน" คนโนะเล่าให้บีบีซีฟัง

พวกเขาพบกิโมโนผ้าไหมในกระเป๋าใบนี้ทั้งสิ้น 7 ชุด ไม่มีใครในครอบครัวเคยเห็นพวกมันมาก่อน นี่จึงหมายความว่าชุดพวกนี้เป็นสมบัติที่ถูกซุกซ่อนไว้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

เมื่อคนโนะตรวจดูกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลอ่อนใบนี้โดยละเอียด เขาก็พบว่าที่ฝากระเป๋ามีสติกเกอร์มหาวิทยาลัยมิชิแกนแปะอยู่ และที่ด้านหลังสติกเกอร์มีชื่อที่คนโนะไม่คุ้นเคยอยู่เบื้องล่าง มันคือชื่อ "ซาดาเมะ โทมิตะ" เขียนไว้ด้วยสีขาวพร้อมตัวเลข 5 หลัก คือ 07314

คนโนะแอบคิดอยู่ในใจว่าใครบางคนอาจจงใจใช้สติกเกอร์ปกปิดชื่อและหมายเลขนี้เอาไว้

"นั่นคือชื่อญี่ปุ่นของคุณย่าเอง" จู่ ๆ คุณลุงของคนโนะก็พูดขึ้นมา "และนี่คือหมายเลขของครอบครัวย่าในค่าย (กักกัน)"

คนโนะไม่เคยได้พบหน้าคุณย่าชาวญี่ปุ่นของเขา เพราะเธอเสียชีวิตก่อนที่เขาจะเกิด เธอเป็น "นิเซ" (Nisei) หรือชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรุ่นที่ 2 ที่ต้องใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในค่ายกักกัน และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เธอได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อแบบชาวตะวันตกว่า "เฮเลน"

คนโนะ ได้ทราบในเวลาต่อมาว่า กระเป๋าเดินทางใบนี้ คือกระเป๋าเพียงใบเดียวที่ย่าของเขาได้รับอนุญาตให้นำติดตัวเข้าไปในค่ายกักกันแมนซานาร์ (Manzanar) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเธอก็เก็บมันเอาไว้ตลอดชีวิต

The suitcase ShayShay Konno found in his grandmother's house

ที่มาของภาพ, Konno Family

คำบรรยายภาพ, ที่ฝากระเป๋ามีสติกเกอร์มหาวิทยาลัยมิชิแกนแปะอยู่ โดยที่ด้านหลังสติกเกอร์มีชื่อ "ซาดาเมะ โทมิตะ" เขียนไว้ด้วยสีขาวพร้อมตัวเลข 07314

ปู่ของคนโนะก็ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในศูนย์โยกย้ายถิ่นฐานสงครามแกรนาดา (Granada War Relocation Center) หรือที่รู้จักในนาม "ค่ายอามาชี" (Camp Amache) ในรัฐโคโลราโด

คนโนะบอกว่า แม้ในตอนนั้นเขาอยากจะรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่กล้าที่จะหยิบยกมันขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดอกกับคนในครอบครัว

"ย่าของผมเก็บงำความลับนี้ไว้ แม้กระทั่งกับลูก ๆ ของตัวเอง ทำไมท่านถึงต้องปกปิดชื่อตัวเอง และทำไมจะต้องซ่อนชุดกิโมโนพวกนี้เอาไว้ด้วย"

คนโนะระบุว่า เขาไม่ใช่คนเดียวที่มีคำถามแบบนี้ผุดขึ้นมาในหัว เพราะตอนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านกระแสเกลียดชังชาวเอเชีย ที่มีขึ้นท่ามกลางเหตุทำร้ายชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา เขาก็พบว่ามีชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นหลายคนได้เข้าร่วมด้วย และเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกัน พวกเขาต่างก็มีคำถามคล้าย ๆ กัน โดยคำถามข้อแรกคือ "ครอบครัวของพวกเขาถูกจับไปอยู่ที่ค่ายไหน" และคำถามที่สองคือ "ครอบครัวบอกเรื่องนี้กับพวกเขามากน้อยเพียงใด"

สำหรับตัวคนโนะเองนั้น ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยเรื่องนี้กับคุณปู่ก่อนที่ท่านจะจากไป "ถ้าผมถามป้า ท่านก็จะรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ส่วนพ่อกับลุงของผมก็คิดว่า การขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาไม่ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลงไป และด้วยความเคารพต่อครอบครัว ผมเลยไม่กล้าเค้นถามพวกท่านเพื่อให้ได้คำตอบเรื่องนี้"

สำหรับ "อิสเซ" (Issei) ซึ่งหมายถึงผู้อพยพชาวญี่ปุ่นรุ่นแรก และ "นิเซ"ต่างเก็บงำประสบการณ์ที่พวกเขาพบเจอในค่ายกักกันเอาไว้เป็นความลับ เพราะไม่ต้องการส่งต่อความทรงจำอันเจ็บปวดไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อไป

พ่อของคนโนะ เป็นคนญี่ปุ่นรุ่นที่ 3 ที่เรียกว่า "ซันเซ" (Sansei) ซึ่งเขามองว่า คนรุ่นนี้มักไม่กล้าถามคำถามมากมาย เพราะสัมผัสถึงบาดแผลทางจิตใจที่พ่อแม่ของพวกเขาได้ประสบ

ด้วยเหตุนี้ คนโนะจึงมองว่า ภาระเรื่องนี้จึงตกอยู่ที่ตัวเขา ซึ่งเป็น "ยอนเซ" (Yonsei) หรือคนรุ่นที่สี่ ว่าจะทำให้ประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ได้คงอยู่ต่อไป และไม่เลือนหายไปจากสังคม

"ผมเป็นคนรุ่นที่ห่างไกลมากพอที่จะย้อนมองอดีตด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป และจะป่าวประกาศถึงความอยุติธรรมนี้"

Camp Amache Relocation Centre

ที่มาของภาพ, Konno Family

คำบรรยายภาพ, ปู่ของคนโนะก็ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นที่ "ค่ายอามาชี" (Camp Amache) ในรัฐโคโลราโด

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 1942 หรือ 2 เดือนหลังจากกองทัพญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ประนาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ ได้ออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีที่ 9066 (Executive Order 9066) อนุมัติให้มีการ "โยกย้าย" ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นออกจากชุมชนต่าง ๆ ตามชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำสั่งเพื่อป้องกันการล้วงความลับทางการเมือง

อันที่จริง คำสั่งดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากการเหยียดเชื้อชาติ และความหวาดกลัวสงคราม และนับแต่มีการประกาศใช้คำสั่งนี้ ก็ยังไม่มีชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นคนใดที่ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับการโจรกรรมข้อมูลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แคนาดา เม็กซิโก และอีกหลายประเทศในอเมริกาใต้ต่างก็มีมาตรการที่คล้ายกัน

ระหว่างปี 1942-1946 มีชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นราว 120,000 คนถูกบังคับให้ย้ายออกจากบ้านไปอยู่ในค่ายกักกันของรัฐบาล ในจำนวนนี้เป็นเด็กและคนชราหลายพันคน และมีผู้ถูกคุมขังหลายคนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ค่ายยิงเสียชีวิต

ผู้ถูกส่งเข้าค่ายกักกันกว่าครึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติอเมริกัน ใครก็ตามที่มีเลือดญี่ปุ่นเพียงน้อยนิด หรือมีเชื้อสายญี่ปุ่นมากกว่า 1 ใน 16 ส่วนจะถูกส่งไปค่ายกักกัน ซึ่งหมายความว่า หากพ่อแม่ของทวดคุณเป็นคนญี่ปุ่น คุณก็จะถูกกวาดต้อนออกจากบ้านแล้วส่งไปอยู่ในค่ายกักกันที่อยู่ห่างไกลออกไป

ภายในเวลาไม่ถึงปี มีการสร้างค่าย 10 แห่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย แอริโซนา ไวโอมิง โคโลราโด ยูทาห์ และอาร์คันซอ ในระหว่างที่รอให้การก่อสร้างค่ายเหล่านี้แล้วเสร็จ ชาวญี่ปุ่นหลายครอบครัวได้ถูกส่งไปพักอาศัยอยู่ในที่ที่เคยใช้เป็นคอกม้า

Barracks as far as the eye can see at Manzanar War Relocation Center

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ค่ายกักกันแมนซานาร์ (Manzanar) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างขึ้นในปี 1942 เพื่อเป็นที่พักของชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น 10,000 คน รวมทั้งเด็กและคนชรา

จนกระทั่งปี 1988 หรือเกือบ 50 ปีต่อมา ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ได้ออกหนังสือขอโทษ และจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ถูกส่งไปค่ายกักกันและทายาทกว่า 80,000 รายเป็นเงินคนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่าประมาณ 1.32-1.76 ล้านบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน

ไบรอัน นียา อาจารย์สอนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับค่ายกักกันเหล่านี้ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในนครลอสแอนเจลิส เล่าว่า ในตอนนั้นกลุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรู้สึกพึงพอใจกับคำขอโทษและการชดเชยของรัฐบาล

"เรื่องมันผ่านมานานแล้ว และผู้คนก็ไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะได้เห็นสิ่งนี้ในชั่วชีวิตของพวกเขา" นียากล่าว

แต่ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ซึ่งนียา ชี้ว่า "มีคนอีกมากที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของค่ายกักกันเหล่านี้ แต่ปัจจุบันก็มีความคืบหน้าขึ้นมาก"

รัฐแคลิฟอร์เนียเพิ่งจะผ่านกฎหมายเรื่องการบรรจุหลักสูตรการเรียนเกี่ยวกับชาติพันธุ์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งจะมีการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นี้ และกำลังมีการตีพิมพ์ตำราเรียนเรื่องนี้ ขณะที่หน่วยบริการอุทยานแห่งชาติหลายแห่งได้ก่อตั้งอนุสรณ์สถานขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ อีกทั้งยังมีการฉายภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ

นอกจากนี้ นักศึกษาของนียาหลายคนก็ทำโครงงานศึกษาเกี่ยวกับบรรพบุรุษของพวกเขาที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันเหล่านี้

"พวกเราหวังว่าเมื่อถึงวาระครบรอบ 100 ปี ชาวอเมริกันทุกคนจะได้รู้เกี่ยวกับค่ายกักกันนี้" เขากล่าว

The watch tower at Manzanar, which has been turned into a museum

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันค่ายกักกันแมนซานาร์ เป็นพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกา

เมื่อไม่นานมานี้ คนโนะก็ตัดสินใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับครอบครัวของตนเองเช่นกัน และได้พบกับเรื่องที่คาดไม่ถึง

"ครอบครัวผมไม่ใช่แค่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น แต่ยังร่วมเป็นผู้นำด้วย"เขาเล่า "ตอนที่ผมอ่านเรื่องราวทั้งหมด ผมรู้สึกแย่ทีเดียว"

ด้วยความกลัวว่าจะถูกมองเป็นคนต่างชาติ ชุมชนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นบางแห่งจึงเผาข้าวของเครื่องใช้แบบญี่ปุ่น เพื่อให้ดูกลมกลืนเข้ากับคนส่วนใหญ่ในสังคม

คนโนะได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ทวดของเขาได้เดินทางไปยังชุมชนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงแห่งหนึ่ง แล้วโน้มน้าวใจให้พวกเขาทำลายข้าวของเครื่องใช้ รูปถ่าย จดหมาย และเอกสารต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมภาษาญี่ปุ่น ดาบซามูไร และดาบไม้เคนโด เพราะเกรงว่าทางการจะมองว่ามันคืออาวุธแบบญี่ปุ่น

คนโนะได้ตระหนักว่า "ครอบครัวของผมช่วยให้มีการตัดสินใจที่เลวร้ายในการทำลายสิ่งของมีค่าทางจิตใจเหล่านี้ และมันเป็นการกระทำที่สูญเปล่า เพราะท้ายที่สุด พวกเขาก็ถูกส่งเข้าค่ายกักกันอยู่ดี"

การทำลายวัฒนธรรมญี่ปุ่นในครั้งนั้นได้ส่งผลมายังคนรุ่นต่อ ๆ มา ปู่ย่าตายายของคนโนะพูดภาษาญี่ปุ่น แต่หลังจากต้องเผชิญความทุกข์ยากในค่าย พวกเขาก็ตัดสินใจไม่สอนภาษาแม่ให้แก่ลูกหลาน

"คุณย่าคิดว่า การพูดภาษาญี่ปุ่นจะไม่ทำให้ลูก ๆ ประสบความสำเร็จในอเมริกา"

ปัจจุบัน คนโนะพยายามฟื้นฟูความรู้ที่หายไปหลายชั่วอายุคน "ผมเข้าใจถึงการตัดสินใจของปู่ย่าตายายของผม พวกท่านทำในสิ่งที่คิดว่าจะช่วยปกป้องพวกเรา" เขากล่าว

ShayShay Konno pays their respects at Manzanar (left), their grandparents on their wedding day (right)

ที่มาของภาพ, Konno family

คำบรรยายภาพ, คนโนะแสดงความเคารพที่ค่ายแมนซานาร์ (ซ้าย) และรูปถ่ายวันแต่งงานของคุณปู่คุณย่า (ขวา)

ในปี 2019 คนโนะตัดสินใจเดินทางไปยังค่ายกักกันแมนซานาร์ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินการโดยหน่วยบริการอุทยานแห่งชาติ ที่นี่คือค่ายกักกันแห่งแรกในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่เชิงเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาที่นี่ส่วนใหญ่มาจากนครลอสแอนเจลิส ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 370 กิโลเมตร

แม้คนโนะจะเคยได้เห็นรูปถ่ายของค่ายนี้มาแล้ว แต่เขายังรู้สึกช็อกกับสภาพของมัน ที่ถูกสร้างเลียนแบบสถานที่จริงเพื่อให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน

ชาวญี่ปุ่นหลายครอบครัวต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในโรงเรือนไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้ผ้าปูเตียงแบ่งกั้นห้อง ค่ายแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยรั้วลวดหนามที่มีส่วนปลายงุ้มลงมา เพื่อป้องกันการหลบหนี

คุณย่าของคนโนะและพี่น้องผู้หญิงอีก 2 คนของเธอใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในค่ายแห่งนี้อยู่ในพื้นที่เดียวกับพ่อแม่ โดยถูกจองจำตั้งแต่อายุ 15 จนถึง 18 ปี

ที่ค่ายแห่งนี้มีห้องอาบน้ำรวมที่เปิดโล่ง ไม่มีความเป็นส่วนตัว จึงทำให้ผู้หญิงที่นี่ต้องเข้าคิวรออาบน้ำทีละคน เพื่อให้เพื่อนร่วมค่ายได้มีความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้พวกเธอต้องรออาบน้ำในเวลาต่าง ๆ กันตลอดทั้งคืน

ที่ด้านนอกโรงเรือนที่พัก คนโนะสังเกตเห็นร่องรอยของสวนสไตล์เซนแบบญี่ปุ่น

"พวกเขาพยายามทำให้คุกที่น่ากลัว ดูงดงามขึ้นสำหรับพวกเขา" คนโนะกล่าว

เขาเปรียบสถานการณ์นี้กับคำภาษาญี่ปุ่นว่า "กามัง" (gaman) ซึ่งหมายความว่า "การอดทนในสิ่งที่เหลือทน ด้วยขันติและความสง่างาม"

เขาบอกว่า "ที่ค่ายแห่งนี้ ครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นถูกปฏิบัติอย่างไม่ใช่มนุษย์ แต่พวกเขายังพยายามเคารพ และช่วยเหลือกันและกันในสถานที่อันเลวร้ายแห่งนี้"

แต่สิ่งที่คนโนะไม่เคยทราบก็คือ เมื่อหลายปีก่อน พ่อของเขาได้เคยมาเยือนที่นี่หลังจากพาเขาไปส่งที่มหาวิทยาลัย

"ขากลับ พ่อมาที่แมนซานาร์ ซึมซับทุกอย่าง แล้วเก็บมันไว้เงียบ ๆ กับตัวเอง" นี่ทำให้คนโนะได้เข้าใจว่าคนรุ่นก่อนหน้าเขามีวิธีแสดงความเคารพในแบบของตัวเอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากคนโนะได้เริ่มการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง พ่อและลุงของเขาได้เดินทางกลับไปที่ Merced Assembly Centre ซึ่งเป็นค่ายกักกันชั่วคราวที่ครอบครัวทางฝั่งคุณปู่เคยอยู่

Konno's uncle at Merced Assembly Centre memorial

ที่มาของภาพ, Konno family

คำบรรยายภาพ, ลุงของคนโนะเยือนอนุสรณ์สถาน Merced Assembly Centre ซึ่งเคยเป็นค่ายกักกันชั่วคราวของครอบครัวทางฝั่งคุณปู่

แม้ค่ายถูกรื้อถอนไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่ยังหลงเหลือลานกว้าง และรูปปั้นของเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่บนกองกระเป๋าเดินทาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รำลึกถึงครอบครัวผู้ถูกจองจำอยู่ที่นี่

ที่กำแพงด้านหลังรูปปั้นเด็กหญิงมีการจารึกชื่อชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น 1,600 คน รวมถึงทารกที่ถือกำเนิดขึ้นในค่าย พ่อและลุงของคนโนะได้แวะหารายชื่อของครอบครัวพวกเขา แล้วถ่ายรูปมาให้คนโนะดู

เมื่อมองย้อนกลับไป คนโนะสงสัยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาใช้เวลายาวนานกว่าที่จะเริ่มต้นศึกษาอดีตของครอบครั้วนั้น เป็นเพราะเขาทึกทักเอาเองว่า คำถามของเขาจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้คน แต่สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ คนรุ่นอื่น ๆ ต่างก็มีคำถามเหมือนเขาเช่นกัน

"โอกาสที่จะพูดคุยเรื่องนี้หลังจากเวลาได้ล่วงเลยมาแล้ว 80 ปีกำลังจะหมดไป ผมรู้สึกว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมากขึ้นที่จะค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การได้ฟังคำบอกเล่าต่อมาอีกทอดหนึ่ง" เขากล่าว "มันได้เพิ่มรายการที่จะต้องทำอีกอย่างในชีวิตของผม"