เส้นทางสู่ไอดอลอาชีพในจีนแผ่นดินใหญ่ เด็กน้อยต้องทุ่มเทแค่ไหนกว่าจะไปถึงฝัน

ที่มาของภาพ, BBC News
"ไอดอล" เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เด็กจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาว พยายามไขว่คว้าโอกาสการเป็น "ไอดอลอาชีพ" แต่มีเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จ
หยาง จิ้งซิน กำลังแต่งหน้าอย่างทะมัดทะแมง มือหยิบจับเครื่องสำอางในกล่องตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนัก เธอแปลงโฉมใบหน้าตัวเองจากเด็กหญิงวัย 12 ปี ให้ดูคล้ายกับไอดอลสาวเกาหลี
"หนูอยากเป็นไอดอลมาก และหนูก็รักไอดอล...ไอดอลทั้งหลายดูมีเสน่ห์มาก ทุกคนดูเจิดจรัส เด็กผู้หญิงจำนวนมาก รวมถึงหนูด้วย อยากเป็นแบบพวกเขา"
นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวชาวจีนวัยแรกแย้ม ที่ต้องสละความสนุกสนานในวัยเด็ก เพิ่มพยายามให้มากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เพื่อตามความฝันการเป็น "ป๊อปไอดอล"
ยุคสมัยแห่งป๊อปสตาร์
"เกร็งบั้นท้ายและขา แล้วหนีบกระดาษแผ่นนี้ไว้ที่หว่างขา"
ครูฝึกตะโกนเสียงดังต่อหน้ากลุ่มเด็กสาวที่ยืนเรียงชิดกำแพงในห้องสีขาวขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกไอดอลของบริษัท ที เทรนนี (T Trainee) บริษัทฝึกอบรมและจัดหาไอดอล ในกรุงปักกิ่ง

ที่มาของภาพ, BBC News
นี่เป็นการฝึกการทรงตัว เด็กสาวต้องหนีบกระดาษขาว 1 แผ่น ไว้ระหว่างขา และวางอีก 1 แผ่นไว้บนศีรษะ โดยพยายามไม่ให้กระดาษหล่นลงมา
"เลิกพิงกำแพง! พิงแล้วมันสบายมากนักหรือ" ครูฝึกหญิงตะโกนได้ไม่ทันขาดคำ จิ้งซิน ทำกระดาษหล่นจากศีรษะ ด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ก่อนยิ้มขอบคุณครูฝึกที่หยิบกระดาษจากพื้นกลับมาวางบนศีรษะของเธอ
"หนูเป็นไอดอลฝึกหัดมาเกือบ 3 ปีแล้ว"
ไอดอลฝึกหัดวัย 12 ปี เปิดเผยว่า ค่าเล่าเรียนสำหรับชั้นเรียนไอดอลนี้อยู่ที่ 1 แสน 5 หมื่นบาทต่อปี และพ่อแม่ของเธอเป็นผู้ออกให้ทั้งหมด
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
"พ่อกับแม่ไม่เคยบ่น พวกเขาคิดว่าหนูเป็นเหตุที่ผลักดันให้พวกเขาออกไปทำงาน" เด็กสาวตอบอย่างไร้เดียงสา ก่อนหัวเราะอย่างสดใส
นอกห้องเรียน หยาง ซู่เฉิง พ่อของจิ้งซิน แง้มประตูเปิดให้กว้างพอจะดูลูกสาว ฝึกซ้อมทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเป็นไอดอล
"บริษัทตัวแทนมามองหาเด็กที่มีความสามารถที่โรงเรียนของลูกสาว เราจึงพาลูกไปคัดตัว"

ที่มาของภาพ, BBC News
"ต่อมาผมจึงรู้ว่ามันคืออุตสาหกรรมผลิตไอดอล" แล้วเขาก็ตระหนักว่า การผลิตไอดอลไม่ได้ง่ายเหมือนการผลิตสินค้าทั่วไป
ภายในห้องที่โอ่โถง และประดับอย่างสวยงามด้วยประติมากรรม และภาพศิลปะวัฒนธรรมจีน เสี่ยว ยี่เฟ็ง ซีอีโอระดับภูมิภาคของ บริษัท ที เทรนนี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ปี 2561 ถือเป็นปีทองและการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมไอดอลในจีน
"อุตสาหกรรมนี้โตได้ถึง 8.4 ล้านล้านบาท ถึง 16.9 ล้านล้านบาทในอนาคต"
ภาพลักษณ์...เป็นเรื่องสำคัญ
บรรยากาศหลังการฝึกซ้อม ดูผ่อนคลายขึ้น ไอดอลฝึกหัดพูดคุยหัวเราะกันอย่างร่าเริง ผิดกับสีหน้าและท่าทางที่จริงจัง ระหว่างการซ้อมเต้นนานหลายชั่วโมง จิ้งซินหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ เป็นที่ระลึกของการฝึกซ้อมของวันนี้ และไหน ๆ พวกเธอก็แต่งหน้าและแต่งกายจนดูสวยน่ารักแล้ว

ที่มาของภาพ, BBC News
และจิ้งซิน เปิดเผยว่า เธอแต่งหน้าและเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง
"ก่อนที่หนูจะรู้วิธีแต่งหน้า แม่ก็สอนวิธีลงรองพื้นให้แล้ว"
จิ้งซิน เคยคิดว่าตัวเองมีสีผิวคล้ำเกินไป และดูไม่มีน้ำมีนวล เมื่อมารดาสอนการลงรองพื้น ครั้งแรกที่เธอแต่งหน้าเองจึงลงรองพื้นหนักเกินไป "หนูดูตัวซีดขาวเหมือนเกอิชาเลย กลายเป็นดูน่าเกลียดกว่าเดิมอีก"
พ่อของเธอ ที่สนับสนุนเส้นทางไอดอลของบุตรสาวอย่างเต็มที่ เมื่อเห็นลูกคิดมากเรื่องการแต่งหน้า จึงจัดหาครูมาสอนแต่งหน้าอย่างจริงจัง จนตอนนี้ จิ้งซิน แต่งหน้าได้อย่างคล่องแคล่วเกินวัย
"แต่ละครั้ง ลูกดูไม่เหมือนเดิม" ซู่เฉิง เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เห็นใบหน้าลูกสาวเปลี่ยนไปตลอด ตามลักษณะการแต่งหน้า
ผู้สื่อข่าวถามคุณพ่อผู้ทุ่มเทต่อว่า 'ถ้าลูกสาวอยากทำศัลยกรรมความงามล่ะ'
"ผมยินดีนะ ถ้าลูกไม่ทำเกินไป จนถึงขั้นผมจำลูกไม่ได้" แต่ส่วนตัวแล้ว ซู่เฉิงมั่นใจว่า "ลูกสาวผมน่ารักอยู่แล้ว เธอไม่ต้องไปทำศัลยกรรมก็ได้"

ที่มาของภาพ, BBC News
"แต่ถ้าลูกอยากปรับภาพลักษณ์บ้างเล็กน้อย เราจะไม่ขัดลูก"
แข่งขันเพื่ออยู่รอด
เพื่อขยายเครือข่ายไอดอลของบริษัทไปทั่วประเทศ ทีเทรนนี ได้ขยายสาขาไปตามเมืองใหญ่หลายแห่งในจีน และแต่ละสัปดาห์จะจัดเวทีคัดตัวไอดอลฝึกหัด บางครั้งก็เดินสายเข้าไปจัดตามโรงเรียน เหมือนโรงเรียนที่จิ้งซินกำลังเรียนอยู่
"เขียนชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่เอาไว้นะ" เจ้าหน้าที่บอกกับเด็กหญิงที่แต่งหน้าทำผมมาอย่างดี หันไปมองด้านข้าง เด็กสาวอีกคนหนึ่งกำลังนอนพักผ่อนอย่างน่าเอ็นดู
จากนั้นเจ้าหน้าที่ชี้ไปที่ทางเข้า แล้วบอกว่าเมื่อถึงรอบการแสดงทักษะของเด็กแล้ว ให้สแกนคิวอาร์โค้ด แล้วเข้าไปในห้อง
การคัดตัวจัดขึ้นอย่างจริงจัง คณะกรรมการนั่งอยู่ตรงหน้าเวที คอยเรียกให้เด็กหญิง เด็กชายขึ้นมาแสดงความสามารถการร้องเพลงและเต้นตามที่แต่ละคนถนัด

ที่มาของภาพ, BBC News
"หมายเลข 38 หมายเลข 32 หมายเลข 34" เมื่อคณะกรรมการขานหมายเลข เด็กแต่ละคนจะก้าวออกมาข้างหน้า
"ยินดีด้วยพวกเธอผ่านเข้ารอบต่อไป" ได้ยินเช่นนี้ เด็กที่ยืนแถวหน้ามีสีหน้าโล่งอก ส่วนเด็กอีกเกินครึ่งในแถวหลัง มีสีหน้านิ่งเรียบ
"เราพัฒนาระบบให้คะแนนการแข่งขันของไอดอลฝึกหัด แบ่งเป็น A, B, C, D และ F" เสี่ยว ยี่เฟ็ง อธิบาย
ระดับ A - เด็กที่มีความสามารถสูง หรือมีพรสวรรค์
ระดับ B - ความสามารถรองลงมา และเป็นตัวสำรองของเด็กระดับ A
ระดับ C - เด็กที่มีพื้นฐานและประสบการณ์อยู่บ้าง
ระดับ D - เด็กที่เพิ่งเข้ามาฝึกหัด แต่มีความสามารถพิเศษอย่างน้อย 1 อย่าง
ระดับ F - เด็กที่เพิ่งเข้ามาฝึกหัด
"ตอนนี้ หนูอยู่ระดับ C ค่ะ" จิ้งซินบอกถึงระดับไอดอลฝึกหัดของเธอในตอนนี้ พร้อมยอมรับว่า ต้องฝึกอย่างหนักเพื่อให้ได้เลื่อนชั้น
"หนูฝึกท่าเต้นเดียวซ้ำ ๆ นานครึ่งชั่วโมง หนูยังพยายามฝึกการแสดงสีหน้า ไม่ใช่แค่ขยับร่างกายอย่างเดียว" เด็กสาวตอบหลังการฝึกซ้อมด้วยตัวเองที่บ้าน

ที่มาของภาพ, BBC News
"พอเพลงเริ่มดัง หนูรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายสูบฉีด" และบางวันเธอฝึกเต้นจนเสื้อเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ
ซีอีโอระดับภูมิภาคบริษัทตัวแทนทีเทรนนี ระบุว่า ประชากรจีนที่มีมหาศาล ทำให้ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เพียงอุตสาหกรรมไอดอล มีการแข่งขันสูง ถือเป็นเรื่องธรรมดา
เบื้องลึก...ชีวิตไอดอล
"เราส่งลูกเข้าเรียนหลายอย่าง รวมถึงฝึกเต้นตั้งแต่ลูกอายุ 4 ขวบ" พ่อของจิ้งซินเล่า
เขาพาลูกขึ้นรถยนต์สีขาว เพื่อขับไปส่งลูกเข้าชั้นเรียนไอดอลซึ่งอยู่ห่างจากบ้าน 60-70 กิโลเมตร ทำให้แต่ละวันที่มีเรียน กว่าที่สองพ่อลูกจะกลับถึงบ้านก็ดึกค่ำแล้ว
"บางครั้ง ลูกอารมณ์ไม่ดี เราพยายามเต็มที่ที่จะปลอบเขา"
บ่อยครั้ง ที่จิ้งซินต้องทานอาหารในรถ ระหว่างทางกลับบ้าน หากไม่มีอะไรทำ เธอจะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ มองแสงสียามค่ำคืนที่เคลื่อนผ่าน
"หนูอิจฉาเพื่อน ๆ นะ พวกเขาได้พักผ่อนและไปเที่ยวเล่น"

ที่มาของภาพ, BBC News
"แต่เทียบกันแล้ว ถ้าหนูขยันให้มากขึ้น เรียนหนักขึ้น ฝึกยิ่งขึ้น หนูจะมีคุณค่ามากกว่า"
จิ้งซินไม่ได้ทิ้งการเรียน แม้เข้าสู่วงการไอดอล พ่อของเธออยากให้เธอได้เรียนให้มากที่สุด จนกว่าจะมีชื่อเสียง
ไม่เพียงแค่ชั้นเรียนไอดอล กับโรงเรียน แต่พ่อของจิ้งซิน ส่งลูกเข้าชั้นเรียนฝึกทักษะอื่น อาทิ ขี่ม้า ชกมวย เล่นดนตรี
"ช่วงที่ยุ่งที่สุดคือ วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตารางเรียนแน่น" เมื่อถามว่า แล้ววันที่หนักที่สุด ลูกสาวต้องไปเรียนกี่อย่าง เขาตอบว่า
"ลูกเคยเรียน 8 วิชาในวันเดียว มันเหนื่อยสำหรับลูก แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับเราด้วย"

ที่มาของภาพ, BBC News
"เราแค่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่ว่าจะจ่ายค่าเล่าเรียน ขับรถพาลูกไปเรียน มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะสนับสนุนลูก"
ผู้สื่อข่าวบีบีซีถามจิ้งซินว่า เคยคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปไหม
"ไม่เลยค่ะ เวลาปกติหนูก็มีความสุขและมีอิสระดี" เด็กสาวตอบ
และในคืนหลังเสร็จจากชั้นเรียนไอดอล เธอและพ่อ จะเปิดวิดีโอทบทวนการแสดงและท่าเต้นต่าง ๆ ที่จิ้งซินได้ทำในวันนี้ เพื่อพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป
Showtime
วันนี้ เป็นวันสำคัญของไอดอลฝึกหัดในสังกัดทีเทรนนี เพราะเป็นวันแสดงความสามารถ เพื่อประชันว่า เด็กคนไหนจะได้ 'ไปต่อ' และ 'เลื่อนระดับ'
"หนูกังวลเรื่องเป็นไอดอลนะ ไอดอลทุกคนมีอายุขัยการทำงาน" หยาง จิ้งซิน ที่ตอนนี้แต่งหน้าทำผม และแต่งตัวเหมือนไอดอลมืออาชีพ เปิดเผยความในใจ ก่อนขึ้นเวที

ที่มาของภาพ, BBC News
"พออายุมากขึ้น การเต้นเริ่มไม่คม หากไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ ไอดอลจะมีทางเลือกไม่มากนัก"
แต่สำหรับเด็กหญิงวัย 12 ปี ที่มีไอดอลเป็นเป้าหมายชีวิต เธอมีความเชื่อแรงกล้า ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เธอพยายามต่อไปว่า
"ถ้าหนูไม่ฝึก หรือเรียนให้หนัก หนูกำลังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า เหมือนชีวิตไม่มีความหมาย"
และ "หนูจะไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นแบบนั้น"
เมื่อกล่าวจบ หยาง จิ้งซิน ก้าวเข้าไปในลิฟต์ เพื่อขึ้นไปสู่เวทีแสดง เป้าหมายของเธอในวันนี้ คือการเลื่อนชั้นสู่ระดับ B แต่เธอจะยังไม่ทราบผลการแข่งขัน จนกว่ารายการจะออกอากาศในอีกหลายเดือนข้างหน้า

ที่มาของภาพ, BBC News










