เบร็กซิท : ข้อตกลงใหม่ของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ต่างจากของเดิมอย่างไร

Britain"s Prime Minister Boris Johnson speaks during a news conference at the European Union leaders summit dominated by Brexit, in Brussels, Belgium October 17, 2019.

ที่มาของภาพ, Reuters

สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเห็นพ้องต่อร่างข้อตกลงเบร็กซิทฉบับใหม่ เมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) มาดูกันว่าข้อตกลงที่เสนอโดยนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงมาตลอดคือการกลับไปมีพรมแดนแบบเข้มงวด (hard border) คือมีด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจศุลกากรระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์อีก หลายฝ่ายกังวลว่าอาจทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของกองกำลังติดอาวุธเช่นในอดีต

เนื้อหาส่วนใหญ่ของร่างนี้เหมือนกับข้อเสนอของนางเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว แต่นายจอห์นสัน ได้เสนอมาตรการใหม่ที่จะมาแทนที่แผนแบ็กสต็อป (backstop) ที่หมายถึง การที่สหราชอาณาจักรจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ สหภาพศุลกากรของอียู จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบร่วมกันว่าให้ยุติลง

ข้อตกลงใหม่

นี่คือประเด็นสำคัญในข้อตกลงใหม่นี้

ศุลกากร

  • สหราชอาณาจักรจะออกจากระบบศุลกากรของสหภาพยุโรป ส่งผลให้ สหราชอาณาจักรจะสามารถทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต
  • จัดตั้งจุดตรวจศุลกากรระหว่างไอร์แลนด์เหนือ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร) และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) โดย ด่านศุลกากรจะตั้งอยู่ระหว่างเกาะบริเตนใหญ่และเกาะไอร์แลนด์ ตรวจตราสินค้าก่อนเข้าไอร์แลนด์เหนือ
  • ไม่เก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากเกาะบริเตนใหญ่ที่เข้าไปยังไอร์แลนด์เหนือ แต่หากพิจารณาว่าสินค้านั้น ๆ "มีความเสี่ยง" ที่จะถูกขนส่งต่อไปสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ก็จะมีการเรียกเก็บภาษี
  • คณะกรรมการร่วมระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปจะต้องมาตัดสินใจกันอีกทีว่าสินค้าประเภทไหนที่ "มีความเสี่ยง" ในลักษณะดังกล่าว
  • กรณีที่อาจเกิดขึ้นคือ สินค้าที่เสียภาษีไปแล้วอาจไม่ได้ถูกขนส่งจากไอร์แลนด์เหนือเข้าไปในสหภาพยุโรปในที่สุด สหราชอาณาจักรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจว่าจะคืนเงินภาษีให้หรือไม่ในกรณีเหล่านี้
  • จะไม่มีการตรวจค้นกระเป๋าคนทั่วไป และจะไม่มีการเก็บภาษีกับบุคคลทั่วไปเวลาส่งสินค้าไปให้ผู้อื่นด้วย
เบร็กซิท

ที่มาของภาพ, PA Media

กฎเกณฑ์คุมสินค้า

ไอร์แลนด์เหนือจะยังคงใช้กฎควบคุมสินค้าแบบตลาดเดียวของสหภาพยุโรปต่อไป แทนที่จะเป็นตามแนวทางของสหราชอาณาจักร

นี่ทำให้ไม่ต้องมีด่านตรวจมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ แต่ผลที่ตามมาคือจะต้องมีด่านตรวจระหว่างไอร์แลนด์เหนือและพื้นที่อื่น ๆ ในสหราชอาณาจักร ซึ่งจะไม่ยึดตามกฎควบคุมสินค้าแบบตลาดเดียวของสหภาพยุโรปอีกต่อไป

Boris Johnson gestures towards Jean-Claude Juncker during their address in Brussels

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายยุงเกอร์ ได้ปฏิเสธเรื่องที่อียูจะยอมขยายเส้นตายเบร็กซิทออกไปหลังวันที่ 31 ต.ค.

การบังคับใช้กฎ

นี่จะเป็นบทบาทของเจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรบริเวณพรมแดนเข้าไอร์แลนด์เหนือ แต่สหภาพยุโรปก็มีสิทธิจะส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการบริเวณนั้นด้วย

ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปจะมีสิทธิที่จะคัดค้านคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรได้ เห็นได้จากข้อความที่ระบุว่า "เมื่อตัวแทนจากสหภาพยุโรปขอให้เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรใช้มาตรการควบคุมกับบางกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอ เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรจะใช้มาตรการควบคุมเหล่านั้น[ตามที่ขอ]"

การตัดสินใจของไอร์แลนด์เหนือ

สภาไอร์แลนด์เหนือจะสามารถลงมติเปลี่ยนแปลงกฎควบคุมสินค้านี้ได้เนื่องจากไอร์แลนด์เหนือจะใช้กฎควบคุมที่แตกต่างไปจากสหราชอาณาจักร

แต่สภาไอร์แลนด์เหนือจะสามารถลงมติเปลี่ยนแปลงได้เมื่อผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน (สิ้นสุดปี 2020) ไปแล้ว 4 ปี นั่นหมายความว่าสภาจะสามารถลงมติขอเปลี่ยนแปลงกฎควบคุมสินค้าหลังเดือน ม.ค. ปี 2025 เป็นต้นไป

brexit

ที่มาของภาพ, Getty Images

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อตกลงเบร็กซิทใหม่นี้ระบุว่า จะกำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มในไอร์แลนด์เหนือตามกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่บังคับใช้เฉพาะกับสินค้า ไม่ใช่ธุรกิจบริการ

ด้วยเหตุผลนี้ ไอร์แลนด์เหนือสามารถมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ ในสหราชอาณาจักรได้ ซึ่งโดยปกติแล้วกฎหมายของสหภาพยุโรปจะไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้

ยกตัวอย่างเช่น หากสหราชอาณาจักรอยากจะลดภาษีมูลค่าเพิ่มของเชื้อเพลิงในครัวเรือนให้เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ไอร์แลนด์เหนือจะต้องคงภาษีไว้อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขขั้นต่ำของสหภาพยุโรป

นี่หมายถึง ไอร์แลนด์อาจจะใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเดียวกันกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์สำหรับสินค้าบางประเภท เพื่อไม่ให้มีการเสียเปรียบกันระหว่างสองประเทศ

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง

เนื้อหาส่วนใหญ่ในข้อตกลงนี้ยังคงเหมือนที่อดีตนายกรัฐมนตรีเทรีซา เมย์ เสนอ โดยประเด็นสำคัญมีดังนี้

ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ช่วงเปลี่ยนผ่าน (ระยะเวลาที่กฎระเบียบต่าง ๆ ยังคงเดิมระหว่างที่สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเจรจากันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายในอนาคตจะเป็นอย่างไร) จะสิ้นสุดเดือน ธ.ค. ปี 2020 เหมือนเดิม

สหราชอาณาจักรจะยังต้องทำตามกฎของสหภาพยุโรปอยู่และจะต้องจ่ายเงินให้สหภาพยุโรป แต่จะไม่ได้เป็นสมาชิกสถาบันต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปอีกต่อไป

ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้สามารถเลื่อนออกไปได้ แต่แค่ 1 หรือ 2 ปีเท่านั้น และทั้งสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปต้องเห็นพ้องต้องกัน

สิทธิพลเมือง

พลเมืองของสหราชอาณาจักรในสหภาพยุโรป และพลเมืองสหภาพยุโรปในสหราชอาณาจักร จะได้สิทธิพำนักและสิทธิประกันสังคมต่อไปหลังจากเบร็กซิท

กฎเกณฑ์เรื่องเสรีภาพในการเดินทางจะยังคงมีต่อไป นี่หมายความว่า พลเมืองจากสหราชอาณาจักรจะมีสิทธิที่จะอาศัยและทำงานในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่อ (พลเมืองจากสหภาพยุโรปก็มีสิทธิเช่นเดียวกันในสหราชอาณาจักร) ระหว่างช่วงนี้

ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศในสหภาพยุโรปเดียวกันติดต่อเป็นเวลา 5 ปี จะสามารถยื่นเรื่องขอใบอนุญาตพำนักถาวรได้

A sign that reads "Brexit. Is it worth it?"

ที่มาของภาพ, AFP

เงินสมทบ

สหราชอาณาจักรจะต้องจัดการเรื่องเงินที่ติดค้างกับสหภาพยุโรป

ยังไม่รู้ตัวเลขที่แน่นอนแต่เงินก้อนใหญ่ที่สหราชอาณาจักรต้องให้สหภาพยุโรปคึองบสำหรับปี 2019 และ 2020

เนื่องจากมีการเลื่อนเบร็กซิทจากวันที่ 29 มี.ค. มาเป็น 31 ต.ค. สหราชอาณาจักรได้จ่ายเงินค่าสมาชิกตามปกติไปให้สหภาพยุโรปแล้วบางส่วน สำนักงานรับผิดชอบงบประมาณ (Office for Budget Responsibility) คาดว่า หนี้ที่ต้องจ่ายให้สหภาพยุโรปอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านปอนด์ (3.9 หมื่นล้านปอนด์)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ในอนาคต

คำประกาศโดยคณะเจรจาจากทั้งสองฝ่ายระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะมุ่งทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ให้ได้ โดยจะมีการประชุมระดับสูงช่วงเดือน มิ.ย. 2020

ในคำประกาศนี้มีส่วนหนึ่งที่ระบุว่าสหราชอาณาจักรจะรักษากฎควบคุมในประเด็นต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปด้วย

เนื้อหาส่วนหนึ่งในคำประกาศนี้ ซึ่งถูกตัดออกจากเนื้อหาในข้อตกลงเบร็กซิทที่เป็นการผูกมัดเชิงกฎหมาย ระบุว่า "สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปควรที่จะ "รักษามาตรฐานสูงที่มีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยเหลือของรัฐ การแข่งขัน มาตรฐานทางสังคมและการจ้างงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง"