ยาซึเกะ: ซามูไรแอฟริกันผู้มีชีวิตอันลึกลับในญี่ปุ่น

ที่มาของภาพ, Iwasaki Shoten
- Author, ไนมา โมฮาหมุด
- Role, บีบีซี นิวส์
เกือบ 500 ปีก่อน ชายแอฟริกันรูปร่างสูงใหญ่ดั้นด้นเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ด้วยความหวังจะเป็นชายชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับสถานะนักรบซามูไร ตอนนี้เรื่องราวของเขากำลังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด 2 เรื่อง
ชายชาตินักรบคนดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อยาซึเกะ เขาได้รับสถานะซามูไรในยุคสมัยของโอดะ โนบุนางะ ขุนพลผู้ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 16 ของญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสามขุนพลที่พยายามรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น
ลอว์เรนซ์ วิงเคลอร์ นักประวัติศาสตร์ เล่าว่าตอนที่ยาซึเกะเดินทางถึงกรุงเกียวโตเมืองหลวงของญี่ปุ่นในสมัยนั้น มีผู้คนมากมายมารุมล้อมดูเขา บางคนถึงขั้นเสียชีวิตเพราะถูกเบียดเสียด
ยาซึเกะพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่วและเป็นนักรบที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่โนบุนางะ และภายในเวลา 1 ปี ยาซึเกะก็ได้เลื่อนชั้นเป็นซามูไร ซึ่งเป็นตำแหน่งนักรบชั้นสูงของญี่ปุ่น
"เขาสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว...เขามีผิวดำ สีผิวของเขาดำเหมือนถ่าน" มัตซุไดระ อิเอะทาดะ เพื่อนซามูไร พรรณนารูปลักษณ์ของยาซึเกะไว้ในบันทึก เมื่อปี 1579
ในปี 1900 ชายญี่ปุ่นมีความสูงเฉลี่ยราว 157.9 ซม. (5 ฟุต 2 นิ้ว) ดังนั้น หากจะมองย้อนไปในศตวรรษที่ 16 ยุคที่ภาวะโภชนาการยังย่ำแย่ คนน่าจะตัวเตี้ยกว่านั้น ดังนั้นยาซึเกะจึงถือได้ว่ามีรูปร่างสูงกว่าชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไป
เชิดชูในฐานะนักรบ
ไม่มีผู้ใดบันทึกประวัติช่วงแรกในชีวิตของยาซึเกะ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดหรือประเทศที่เขาถือกำเนิด นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเขามาจากโมซัมบิก แต่บางคนบอกว่าน่าจะเป็นเอธิโอเปีย หรือไนจีเรีย
สิ่งที่ทราบคือยาซึเกะเดินทางไปญี่ปุ่นพร้อมคณะสำรวจซึ่งมี อเลสซานโดร วาลิกนาโน นักบวชนิกายโรมันคาทอลิก ชาวอิตาเลียนเดินทางไปด้วย แต่ก็ปรากฏบันทึกทางประวัติศาสตร์เฉพาะในช่วงปี 1579-1582 เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าเขาเป็นทาส แต่เรื่องนี้ยากที่จะยืนยัน อย่างไรก็ตาม ฟลอยด์ เว็บบ์ และ เดบอราห์ เดสนู นักสร้างภาพยนตร์ ที่ทำสารคดีเกี่ยวกับเขา เชื่อว่าข้อกล่าวอ้างนี้น่าจะเป็นการสันนิษฐานที่ดีที่สุด
เดสนูกล่าวว่า "คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ยาซึเกะจะก้าวขึ้นเป็นซามูไรได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว โดยไม่มีภูมิหลังของการเป็นนักรบมาก่อนเลย"
กว่านักรบแต่ละคนจะได้สถานะเป็นซามูไร พวกเขาจะต้องผ่านการฝึกฝนตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ
มิตรภาพกับขุนพล
นักสร้างภาพยนตร์ทั้ง 2 คน ซึ่งศึกษาเรื่องราวของยาซึเกะบอกว่า หลังเดินทางถึงญี่ปุ่นได้ไม่นานยาซึเกะก็ได้พบกับ โนบุนางะ ด้วยความเป็นคนช่างพูดช่างคุย ทำให้โนบุนางะรู้สึกสนใจในตัวเขามาก
โทมัส ล็อกคีย์ นักวิชาการที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับยาซึเกะ บอกว่าตอนนั้นยาซึเกะพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้างแล้ว และทั้งสองคนก็เข้ากันได้ดี ยาซึเกะมักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาและอินเดียที่เขาเคยเดินทางไปมาให้โนบุนางะฟัง
ขณะที่นายเว็บบ์เชื่อว่าการที่ยาซึเกะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชม
"เขาไม่เหมือนกับนักบวชที่มีภารกิจทางด้านศาสนาในการมาญี่ปุ่น" นายเว็บบ์กล่าว
รายงานหลายแหล่งระบุตรงกันว่าโนบุนางะได้สั่งให้หลานชายมอบเงินก้อนหนึ่งให้แก่ยาซึเกะตอนที่พบกันครั้งแรกด้วย

ที่มาของภาพ, Iwasaki Shoten
เซียร์จ บิเล นักเขียนชาวไอวอรีสัญชาติฝรั่งเศส รู้สึกทึ่งที่ยาซึเกะผงาดขึ้นมาเป็นนักรบในกองทัพญี่ปุ่นได้ ถึงขั้นที่ว่าเขาลงมือเขียนหนังสือเกี่ยวกับนักรบผู้นี้
"ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับคน ๆ นี้ นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้ผมมีความสนใจ" เขากล่าวกับบีบีซี
จะว่าไปแล้วนักรบชาวแอฟริกันผู้นี้กับขุนพลชาวญี่ปุ่นก็มีอะไรที่เหมือนกันอยู่หลายอย่าง
โนบุนางะ เป็นผู้ที่ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้หลายชนิด และทุ่มเทเวลาในการฝึกฝน เขายังเป็นคนที่ออกจะประหลาด อย่างที่นายเว็บบ์บอกว่า มักจะแต่งตัวแบบตะวันตก พยายามคบหากับคนที่ชาญฉลาดและมีระเบียบวินัยสูง
"[ยาซึเกะ] มีจิตวิญญาณของนักรบ" และยังเข้าใจการสื่อสารทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เขายังชอบเต้นรำและการแสดงอูเทนซิ (Utenzi) หรือบทกวีภาษาสวาฮิลีที่มีเนื้อหาสดุดีการทำความดีของเหล่าวีรบุรุษ และนี่อาจเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ยาซึเกะอาจจะมาจากโมซัมบิกตามที่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อก็เป็นได้ เพราะหลายพื้นที่ทางตอนเหนือของโมซัมบิกในปัจจุบันยังมีการใช้ภาษาสวาฮิลีอยู่
สำหรับโนบุนางะเอง ก็ชื่นชอบละครโนห์ (Noh) ซึ่งเป็นละครร้องอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น มีรายงานว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะประเภทนี้ด้วย
ความชื่นชอบในตัวยาซึเกะอย่างเปี่ยมล้น ทำให้โนบุนางะปฏิบัติกับเขาไม่ต่างจากคนในครอบครัว และชายชาวแอฟริกันผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่ได้รับเชิญให้รับประทานอาหารร่วมกับเขา
"โนบุนางะยกย่องความเข้มแข็งและความสูงใหญ่ของยาซึเกะมาก เขาบอกว่ายาซึเกะมีพละกำลังพอ ๆ ผู้ชาย 10 คนเลยทีเดียว" เดสนูกล่าว
ตำนานที่ยังคงถูกกล่าวขาน
ตอนที่ยาซึเกะได้รับสถานะซามูไร ในขณะนั้นไม่มีใครเคยได้ยินว่ามีซามูไรที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นมาก่อนเลย ในเวลาต่อมาก็น่าจะมีชาวต่างชาติคนอื่น ๆ ที่ได้เป็นซามูไรเช่นเดียวกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากจะเป็นซามูไรต่างชาติที่ได้ร่วมรบอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับ โอดะ โนบุนางะ แล้ว ยาซึเกะยังอยู่ใกล้ชิดในช่วงค่ำคืนอันเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตโนบุนางะด้วย
ในขณะนั้น อาเคชิ มิตซุฮิเดะ นายพลคนหนึ่งในกองทัพของโนบุนางะ เกิดกระด้างกระเดื่องทรยศและนำกำลังเข้าโจมตี ปราสาทของขุนพลผู้นี้ พร้อมทั้งจุดไฟเผาและปิดล้อม ทำให้โนบุนางะไม่มีทางหนีรอด ท้ายที่สุดแล้วเขาจบชีวิตตัวเองด้วยการทำเซปปูกุ (seppuku) หรือการฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง
โทมัส ล็อกคีย์ เล่าว่าก่อนที่โนบุนางะจะลงมือฆ่าตัวตาย เขาขอให้ยาซึเกะตัดศีรษะของเขา และให้นำไปมอบให้ลูกชายพร้อมกับดาบคู่กาย การทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าโนบุนางะไว้เนื้อเชื่อใจยาซึเกะอย่างยิ่ง
ตำนานชีวิตของยาซึเกะเองก็สิ้นสุดในช่วงปี 1582 ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นั้น การจากไปของโนบุนางะภายใต้เงื้อมมือนายพลทรยศ ทำให้ซามูไรผิวดำคนแรกต้องลี้ภัยโดยน่าจะไปใช้ชีวิตนักบวชในเกียวโต
อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรู้ชะตาชีวิตช่วงท้ายของยาซึเกะ และเรื่องราวอันเป็นตำนานของเขายังเป็นเรื่องในจินตนาการของคนญี่ปุ่น ที่เติบโตมาพร้อมกับหนังสือเด็กที่ได้รับรางวัลเรื่อง คุโร-ซุเกะ (คุโร หมายถึง "ดำ" ในภาษาญี่ปุ่น) ที่เขียนโดยคูรูซุ โยชิโอะ
เรื่องราวชีวิตของยาซึเกะในหนังสือเล่มนี้จบลงอย่างหวานอมขมกลืน โดยหลังจากที่โนบุนางะฆ่าตัวตายแล้ว คุโร-ซุเกะ (ยาซึเกะ) ถูกนำตัวไปยังวัดแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขานอนหลับฝันเห็นพ่อแม่ของตัวเองในแอฟริกาและร่ำไห้ออกมา
วาไรตี้ หนังสือพิมพ์บันเทิง รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า แชดวิก โบสแมน นักแสดงนำในเรื่องแบล็ก แพนเทอร์ ถูกวางตัวให้เล่นเป็นยาซึเกะในภาพยนตร์ที่กำลังจะสร้างขึ้น โดยจะเป็นเรื่องราวชีวิตของยาซึเกะเรื่องที่ 2 ของฮอลลีวูด
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2017 ไลออนส์เกต (Lionsgate) สตูดิโอภาพยนตร์แห่งหนึ่งในฮอลลีวูดประกาศว่า กำลังสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตของซามูไรผิวดำ
แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 500 ปีแล้ว แต่ชีวิตที่ไม่ธรรมดาของเขายังสร้างความน่าเกรงขามและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก










