เทียนอันเหมิน : 30 ปีเหตุปราบปรามประชาชนในความทรงจำของผู้รอดชีวิต

คำบรรยายวิดีโอ, เทียนอันเหมิน : 30 ปีเหตุปราบปรามประชาชนในความทรงจำของผู้รอดชีวิต

เป็นเวลา 3 ทศวรรษนับตั้งแต่เกิดเหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินกลางกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 1989 ที่คาดว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยถึงหลายพันคน ที่ผ่านมาทางการจีนไม่เคยออกมาระบุว่าการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ ทั้งยังไม่เคยรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับผู้ประท้วงและผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยังคงจดจำโศกนาฏกรรมนั้นได้ไม่ลืมเลือน

หยู เว่ยเจี๋ย หญิงวัย 66 ปี เดินถือกล่องใบน้อยภายในบรรจุรูปภาพแห่งความทรงจำที่ถ่ายไว้กับสามีที่รักเมื่อหลายสิบปีก่อน...ชายรูปร่างผอม หน้าตาคงแก่เรียนในภาพ เสียชีวิตในเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

"4 มิถุนายน 1989 มันคือตราบาป"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "4 มิถุนายน 1989 มันคือตราบาป"

"ฉันยืนรออยู่ริมถนน คืนนั้นกรุงปักกิ่งคนหนาแน่นมาก" หยูเล่าให้สำนักข่าวเอเอฟพีฟังที่บ้านในกรุงปักกิ่ง "พอตี 3 ฉันก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด"

เวลานั้นเธอเชื่อว่าสามีต้องได้รับบาดเจ็บแน่แต่ความที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่พัฒนาเท่าปัจจุบันทำให้หมดหนทางติดต่อ ท้ายที่สุดหยู เว่ยเจี๋ย ไม่สามารถรอสามีอยู่ ณ จุดนั้นได้อีกต่อไป และต้องกลับบ้านตามลำพัง ไม่นานหลังจากนั้นสถานะของเธอก็เปลี่ยนเป็น "หญิงหม้าย"

ความรู้สึกสูญเสีย โศกเศร้า โกรธแค้นยังปนเปอยู่ในความคิดของเธอจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปถึง 30 ปีแล้วก็ตาม

หยู เว่ยเจี๋ย มองรูปวันวานอันหวานชื่นกับสามีที่ล่วงลับ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หยู เว่ยเจี๋ย มองรูปวันวานอันหวานชื่นกับสามีที่ล่วงลับ

"4 มิถุนายน 1989 มันคือตราบาป รัฐบาลไม่มีข้อแก้ตัวอะไร ที่จะมาใช้ปกปิดบาปนี้จากประชาชนของคุณได้"

แม่ที่ต้องสูญเสียลูก

หยู เว่ยเจี๋ย ยังไม่ได้รับการชี้แจงใด ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของสามี แต่เธอไม่ใช่คนเดียว กลุ่ม "มารดาเทียนอันเหมิน" (Tiananmen Mothers) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้หญิงที่สูญเสียลูกไปในเหตุนองเลือดยังคงเดินหน้าเรียกร้อง ขอ"ความจริง" จากรัฐบาล

"ลูกของฉัน ทำไมพวกเราถึงยังไม่รู้ความจริงเบื้องหลังการตายของลูก ๆ ที่น่ารักของพวกเรา" ตี่ เม่งยี่ คร่ำครวญ ระหว่างการรวมกลุ่มอย่างลับ ๆ ของกลุ่มมารดาเทียนอันเหมินในจีน

"ลูกรู้ไหมพวกเราที่เป็นแม่ยังทุกข์ทรมานจนถึงวันนี้แม้จะผ่านมา 30 ปีแล้วก็ตาม"

ภาพหลังสิ้นสุดเหตุนองเลือด 4 มิ.ย. 1989

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพหลังสิ้นสุดเหตุนองเลือด 4 มิ.ย. 1989

แม่ที่อยู่ในวัยชราเหล่านี้เคยลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำจีนมาตั้งแต่ปี 1995 และยื่นอุทธรณ์มาแล้ว 3 ครั้ง เพื่อขอ 'ความจริง สิ่งชดเชย และการรับผิดชอบ'

เสียชีวิตหลายพันคน

ช่วงปี 1988 จีนเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสูงกว่า 30% ในหลายเมือง ผู้คนต่างไม่พอใจกับผลงานของรัฐบาลในช่วงนั้น ประจวบกับ หู เย่าปัง อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 1989 ผู้สนับสนุนเขาพร้อมใจกันออกมาไว้อาลัยและประท้วงการปฏิรูปในจีน

เช่นเดียวกับนักศึกษาจำนวนมากที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพ ถึงจุดที่มีประชาชนกว่า 1 ล้านคน ชุมนุมกันใจกลางกรุงปักกิ่ง

โจว เฟ่งฉัว แกนนำจัดการประท้วง กลายเป็นบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัวมากที่สุด เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี ในสหรัฐฯ ประเทศที่เขาลี้ภัยทางการเมือง

โจว เฟ่งฉัว หนึ่งในบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัวมากที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โจว เฟ่งฉัว หนึ่งในบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัวมากที่สุด

"ตอนที่รู้ว่าผมอยู่ในบัญชีบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัวมากที่สุด ผมตกใจมาก แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากเช่นกัน"

การตั้งค่าหัวของรัฐบาลจีนเปรียบเสมือนเหรียญกล้าหาญในความคิดของโจว เป็นหลักฐานถึงวีรกรรมในการท้าทายระบอบเผด็จการ

แม้ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ แต่เขาติดตามข่าวสารของประเทศบ้านเกิดอยู่เสมอแม้เหตุนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์จะผ่านมาถึง 30 ปีแล้ว แต่เขายังเศร้าใจที่จีนก้าวถอยหลังอยู่ทุกวัน

"สิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อปีก่อน กลับเกิดขึ้นแล้วในวันนี้" โจว กล่าว

บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน 30 ปีก่อน กับในวันนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน 30 ปีก่อน กับในวันนี้

"แม้แต่นวนิยาย 1984 (ของจอร์จ ออร์เวลล์) ยังไม่ไปไกลขนาดนี้ ผมคิดว่าสถานการณ์ในจีนตอนนี้คือการคุกคามเสรีภาพ อิสรภาพ ต่อพวกเราชาวจีน แม้แต่คนที่อยู่ในสหรัฐฯ ก็ตาม"

โหดเหี้ยม-ทารุณ

"ตอนที่เราชุมนุมประท้วงกันในปี 1989 นั้น ผมบอกกับนักศึกษาคนอื่น ๆ ว่าถ้ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วง จีนจะก้าวถอยหลังกลับไปอีก 20 ปี และจริง ๆ แล้วมันเสื่อมถอยไปมากกว่า 20 ปี ทั้งในเรื่องประชาธิปไตย ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน" ติ้ง เหมา อดีตแกนนำ นักศึกษาอีกคนหนึ่งกล่าว

ติ้ง เหมา และเพื่อนร่วมอุดมการณ์อยู่ในที่ชุมนุมขณะที่ทหารนำรถถังและเปิดฉากยิงเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุม

"ถ้ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วงนักศึกษา จีนจะก้าวถอยหลังไปอีก 20 จีน"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ถ้ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วงนักศึกษา จีนจะก้าวถอยหลังไปอีก 20 จีน" ติ้ง เหมา แกนนำผู้ประท้วงนักศึกษา

"ความโหดเหี้ยมและทารุณของทหารตอนนั้น เป็นเหตุผลทำให้พวกเรากล้าตาย" เขาบอก

ทุกวันนี้ ติ้ง เหมา ไม่เคยเสียใจที่ได้ออกไปประท้วง แต่เมื่อใกล้ถึงวันครบรอบเหตุการณ์ในแต่ละปี เขาจะรู้สึกเศร้าใจเมื่อนึกถึงชีวิตที่สูญเสียและความเลวร้ายที่ผู้ชุมนุมต้องเผชิญ

พ่อบอกแล้ว "อย่าไปยุ่งกับการเมือง"

หวู ติ้งฝู่ และภรรยา นั่งอยู่บนโซฟาในบ้านที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ก่อนเปิดอัลบั้มภาพของบุตรชาย "ไม่รักดี" ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเหตุนองเลือดครั้งนั้น เพราะไปเข้าร่วมประท้วง

เขาเคยเห็นบทลงโทษ และความไม่เป็นธรรมที่รัฐบาลสมัยนั้นกระทำกับผู้ที่แสดงตนต่อต้าน จึงพร่ำสอนลูกตลอดว่า "อย่าไปยุ่งกับการเมือง"

แต่มาวันนี้ หวู มองว่าเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่รัฐบาลชุดปัจจุบันพยายามลบล้างอดีต โดยห้ามไม่ให้ประชาชนพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

"อย่าไปยุ่งกับการเมือง"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "อย่าไปยุ่งกับการเมือง"

"พวกเขาอยากให้เราลืมวันที่ 4 มิถุนายน 1989 ตลอดกาล อย่าจดจำหรือพูดถึงวันนั้นอีกต่อไป ใครพูดถึงวันที่ 4 มิถุนายน จะถือว่าทำผิดกฎหมายของชาติ และถูกตั้งข้อหาคุกคามอธิปไตย"

แต่ไม่ว่าใครหากได้ผ่านประสบการณ์ที่รุนแรงเช่นนั้นมา แม้จะเป็นเวลาหลายสิบปีก็ยังต้องจำฝังใจ อย่างน้อยนั่นคือความคิดของผู้ประท้วงนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม

"4 มิ.ย. 1989 เป็นวันที่จำฝังใจมากที่สุด" เขากล่าว

"ผมเชื่อว่าจะต้องจำความรู้สึกและภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้อยู่ตลอด"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ผมเชื่อว่าจะต้องจำความรู้สึกและภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้อยู่ตลอด"

"ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่ในตอนนี้ หากพวกเขาผ่านประสบการณ์นั้นมา ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหนก็ตาม ผมเชื่อว่าความรู้สึกและภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้นจะไม่ลบเลือนไปจากความทรงจำ "