เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ : มกุฎราชกุมารอังกฤษ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ องค์มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษซึ่งดำรงพระยศเจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาแต่ทรงพระเยาว์เพื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันหนึ่ง
ทั้งชีวิตของพระองค์คือการเตรียมพร้อมเพื่อเป็นกษัตริย์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงเป็นบุคคลผู้มีอุปนิสัยที่ซับซ้อน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกิดจากความรู้สึกรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ตามแบบอย่างของพระมารดา แต่ในขณะเดียวกันกลับทรงเคลือบแคลงสงสัยต่อความสามารถของพระองค์เองว่า จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อราชบัลลังก์ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้วได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
บ่อยครั้งที่ทรงแสดงความสับสนพระทัย เมื่อพระดำริในเรื่องต่าง ๆ ถูกปฏิเสธหรือทรงรู้สึกว่าผู้คนไม่ถือเอาความเห็นของพระองค์เป็นจริงเป็นจังนัก หลายครั้งทรงถูกวิจารณ์ว่าใช้ตำแหน่งมกุฎราชกุมารเข้ายุ่งเกี่ยวแทรกแซงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์เองเลยแม้แต่น้อย
แต่อันที่จริงแล้ว ทรงเป็นผู้ที่อ่อนไหวและมีความห่วงหาอาทรต่อประเด็นทางสังคมต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ทรงมีความกระตือรือร้นในการทรงงานการกุศลหลายด้าน รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ฟิลิป อาเธอร์ จอร์จ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ปี 1948 ซึ่งเป็นเวลา 5 ปีก่อนที่พระมารดาจะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง และด้วยเหตุที่พระมารดาโปรดการทรงม้าเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการประกาศข่าวเรื่องที่ทรงพระครรภ์ในวันงานแข่งม้า ดาร์บี เดย์ ประจำปีนั้น
อย่างไรก็ตาม ทรงต้องแยกจากพระมารดาเมื่อมีพระชนมายุได้เพียง 1 พรรษา ซึ่งนับเป็นความห่างเหินกับครอบครัวครั้งแรกในพระชนม์ชีพของพระองค์ เนื่องจากพระมารดาต้องทรงติดตามเจ้าชายฟิลิป พระสวามีซึ่งยังคงรับราชการทหารเรืออยู่ เพื่อไปประทับยังประเทศมอลตาที่หน่วยของพระองค์ประจำการ เรื่องที่น่าเศร้าคือหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยังคงต้องแยกจากพระบิดาและพระมารดาไปอีกหลายครั้ง
เมื่อยังทรงพระเยาว์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ ครั้งหนึ่งขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 13 เดือน พระมารดาที่เสด็จกลับจากการปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ได้ทรงเลือกที่จะไม่เสด็จไปหาพระโอรสในทันที แต่กลับใช้เวลาทรงงานเอกสารอยู่ถึง 4 วัน และเสด็จชมการแข่งม้าอีก 1 วันเสียก่อน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อันที่จริงเหตุการณ์นี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชินีนาถฯ ยังทรงพระเยาว์ โดยเมื่อปี 1927 ทั้งพระราชชนกและพระราชชนนีซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศดยุคและดัชเชสแห่งยอร์ก ต้องเสด็จเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นเวลานาน หลังสมเด็จพระราชินีนาถฯ มีพระราชสมภพได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น
หลังสมเด็จพระราชินีนาถฯ เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงอยู่ในฐานะพระรัชทายาทลำดับแรกไปโดยปริยาย และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ดยุคแห่งคอร์นวอลล์, ดยุคแห่งรอธซีย์, เอิร์ลแห่งคาร์ริก, บารอนแห่งเรนฟรูว์, ลอร์ดแห่งดิไอลส์, เจ้าชายและข้าหลวงใหญ่แห่งสกอตแลนด์
ช่วงระหว่างที่มีพระชนมายุได้ 5-8 พรรษา ทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ ที่ครูพระพี่เลี้ยงถวายภายในพระราชวังตามโบราณราชประเพณี แต่พระบิดาและพระมารดาตั้งพระทัยว่าจะให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงได้รับการศึกษาแบบในระบบปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หายนะแห่งวัยเยาว์
โรงเรียนฮิลล์เฮาส์ในย่านไนท์สบริดจ์ของกรุงลอนดอน คือสถาบันการศึกษาในระบบสามัญแห่งแรกที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา ทำให้ทรงเป็นพระรัชทายาทพระองค์แรกของบัลลังก์อังกฤษที่เข้าโรงเรียนเช่นเดียวกับคนทั่วไป
หลังจากนั้นไม่นาน ได้เสด็จไปเข้าเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนเตรียมมัธยมศึกษาชีม แถบชานกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมของพระบิดามาก่อน และขณะทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ เมื่อมีพระชนมายุได้ 9 พรรษา แม้พระราชพิธีแต่งตั้งสถาปนาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในอีก 11 ปีต่อมาก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเล่าในภายหลังว่า ทรงชิงชังประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าเรียนที่ชีมเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงคิดถึงบ้านและไม่มีความสุขในการเรียนแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ก็ยังถูกส่งเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนประจำกอร์ดอนสตูนของสกอตแลนด์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมอีกแห่งหนึ่งของพระบิดาที่ขึ้นชื่อเรื่องการเข้มงวดกวดขันระเบียบวินัยเหมือนค่ายทหาร
ที่โรงเรียนแห่งนี้เอง เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงถูกพระสหายร่วมหอพักกลั่นแกล้งรังแกอย่างหนัก การที่ทรงเป็นเด็กขี้อายและอ่อนไหว ทำให้ไม่โปรดกิจกรรมเน้นความแข็งแกร่งแบบลูกผู้ชายของทางโรงเรียน เช่นการอาบน้ำเย็นจัดและกิจกรรมกลางแจ้งอันแสนเหนื่อยยากที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก ทำให้ทรงตกเป็นเป้าหมายของพวกชอบกลั่นแกล้งที่มีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อได้มีโอกาสรังแกองค์รัชทายาทและกษัตริย์ในอนาคต
เจ้าชายแห่งเวลส์ตรัสเล่าในภายหลังว่า ประสบการณ์เหล่านี้คือ "หายนะ" ในวัยเยาว์ของพระองค์ โดยครั้งหนึ่งทรงเขียนจดหมายถึงพระบิดาและพระมารดาว่า "พวกคนที่อยู่หอพักเดียวกันนิสัยแย่มาก พากันขว้างรองเท้าแตะใส่ผมทั้งคืน หรือไม่ก็เอาหมอนมาตีผม เมื่อคืนนี้เหมือนกับนรก...นรกชัด ๆ ผมหวังว่าจะได้กลับบ้าน"
อาจารย์ผู้หนึ่งของโรงเรียนกอร์ดอนสตูนเปิดเผยในภายหลังว่า เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดเจ้าชายแห่งเวลส์จึงต้องทรงถูกส่งมาเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้
ทรงสำเร็จการศึกษา
ในปี 1966 เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงใช้เวลาสองภาคการศึกษาที่โรงเรียนทิมเบอร์ท็อปในออสเตรเลีย ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เป็นสาขาของโรงเรียนกีลองแกรมมาร์สคูลในรัฐวิกตอเรีย
ในระหว่างประทับที่นั่น ได้ทรงมีโอกาสเสด็จเยือนปาปัวนิวกินี และได้ทรงทราบถึงปัญหาเรื่องศิลปะแบบชาวบ้านท้องถิ่นที่ถูกปล่อยปละละเลยให้ค่อย ๆ สูญหายไป ซึ่งประเด็นนี้จะอยู่ในความสนพระทัยของพระองค์ไปจนทรงเจริญวัยและได้กลับมาทรงงานด้านนี้ในอนาคต

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกอร์ดอนสตูนแล้ว เจ้าชายแห่งเวลส์มีพระดำริจะทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย แทนการเข้าศึกษาวิชาทหารในกองทัพตามธรรมเนียมของพระราชวงศ์อังกฤษแต่เดิม
แม้ผลการสอบระดับเอ-เลเวล ของพระองค์จะมีคะแนนอยู่ในขั้นเพียงปานกลาง แต่วิทยาลัยทรินิตีอันมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็ได้ตอบรับให้ทรงเข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยาได้ ทำให้ทรงเป็นรัชทายาทบัลลังก์อังกฤษพระองค์แรกที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี
ในเดือนกรกฎาคมปี 1969 ทรงเข้าพระราชพิธีรับการสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์อย่างเป็นทางการ โดยเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวมีขึ้นที่ปราสาทเคอร์นาวอนในแคว้นเวลส์ และในครั้งนั้นได้มีพระราชดำรัสเป็นภาษาเวลส์ในพิธีด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฝึกฝนวิชาทหาร
หลังทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แล้ว เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงหวนกลับเข้าสู่เส้นทางอาชีพนายทหารตามแบบอย่างของพระบิดาและพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ โดยทรงสอบผ่านหลักสูตรนักบินเฮลิคอปเตอร์และเข้าประจำการที่ฐานทัพอากาศแครนเวลล์ระยะหนึ่ง ก่อนจะทรงย้ายไปศึกษาวิชาทหารเรือที่วิทยาลัยราชนาวีบริแทนเนียในเมืองดาร์ตมัธ
ทรงผ่านการฝึกปฏิบัติภารกิจในเรือรบหลายลำ จนในที่สุดทรงได้เป็นผู้บังคับการเรือทำลายทุ่นระเบิด เอชเอ็มเอส บรอนิงตัน (HMS Bronington ) ในระหว่างช่วงสุดท้ายที่ทรงรับราชการในกองทัพเรือ เช่นเดียวกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งทรงเป็นผู้บังคับการเรือรบแห่งราชนาวีอังกฤษระหว่างรอขึ้นครองราชย์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการราชนาวีอังกฤษได้ส่งตัวนายทหารผู้มีประสบการณ์ มาดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการเรือรบที่เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงควบคุมอยู่ด้วย เพื่อป้องกันมิให้มีความผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อมีพระชนมายุได้ 28 พรรษา หลายฝ่ายเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรในการแสวงหาสองสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์รัชทายาท นั่นก็คือตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อประชาชน และพระชายา
สำหรับเรื่องแรกนั้น เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเคยแสดงความสนพระทัยต่อตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ผู้แทนพระองค์แห่งออสเตรเลีย ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งที่ช่วยฝึกฝนให้ได้ทรงคุ้นเคยกับการเป็นกษัตริย์ได้เป็นอย่างดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เหตุการณ์ในปี 1975 ที่เซอร์ จอห์น เคอร์ ข้าหลวงใหญ่ผู้แทนพระองค์ในขณะนั้น สั่งปลดนายกอฟ วิตลัม นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างรุนแรง ทำให้เกิดกระแสนิยมสาธารณรัฐและต่อต้านสถาบันกษัตริย์อังกฤษ จนแผนการของเจ้าชายแห่งเวลส์ที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นต้องถูกระงับไป
ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าชายแห่งเวลส์ได้ทรงหันมาสร้างบทบาทหน้าที่สำคัญของพระองค์เอง ด้วยการที่ทรงก่อตั้งองค์กรการกุศลพรินซ์ทรัสต์ (Prince's Trust ) เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมเยาวชนผู้ด้อยโอกาส หลังจากนั้นยังทรงรับเป็นประธานองค์กรการกุศลอีกหลายแห่ง ซึ่งในที่สุดองค์กรเหล่านี้ได้รวมเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน ภายใต้ชื่อของเดอะพรินซ์แชริตีส์ (The Prince's Charities ) หรือกลุ่มองค์กรการกุศลในเจ้าชายแห่งเวลส์ซึ่งทำงานครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การอนุรักษ์ศิลปะท้องถิ่นของอัฟกานิสถาน ไปจนถึงการรณรงค์ให้ผู้คนใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพที่ดี
ทุกสายตาจับจ้องชีวิตรักส่วนพระองค์
สื่อมวลชนและพสกนิกรทั่วไปต่างให้ความสนใจอย่างยิ่ง ต่อข่าวคราวความสัมพันธ์ของเจ้าชายแห่งเวลส์กับหญิงสูงศักดิ์มากหน้าหลายตา ซึ่งรวมถึงเลดี้เจน เวลซ์ลีย์ ธิดาของดยุคแห่งเวลลิงตัน, ดาราสาวซูซาน จอร์จ และเลดี้ซาราห์ สเปนเซอร์ พี่สาวของเลดี้ไดอานา
เชื่อกันว่าทรงได้รับการอบรมถวายคำแนะนำเรื่องเจ้าสาวในอนาคตจากลอร์ดเมาท์แบตเทน พระปิตุลา ซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากการที่ลอร์ดเมาท์แบตเทนเป็นผู้จัดแจงให้เจ้าหญิงเอลิซาเบธและเจ้าชายฟิลิป พระบิดาและพระมารดาของเจ้าชายแห่งเวลส์ได้ทรงพบกันเมื่อปี 1939

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อใกล้จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 30 พรรษา สื่อมวลชนต่างพากันโหมกระพือข่าวที่คาดหมายว่าเจ้าชายแห่งเวลส์อาจอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมารี แอสทริด แห่งลักเซมเบิร์ก ซึ่งต่อมาทางสำนักพระราชวังได้ปฏิเสธข่าวนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเจ้าหญิงพระองค์ดังกล่าวทรงเป็นชาวคาทอลิก ซึ่งขัดต่อกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์อังกฤษ
อันที่จริงแล้ว เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงสเน่หาในหญิงสามัญชนผู้หนึ่งคือนางสาวคามิลลา แชนด์ มาเป็นเวลานานหลายปีก่อนหน้านั้น แต่ในที่สุดทรงรู้สึกว่า พระองค์ยังทรงเยาว์วัยเกินไปที่จะผูกมัดตนเองกับผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง ทำให้นางสาวคามิลลาตัดสินใจแต่งงานไปกับคนรักเก่า คือนายแอนดรูว์ ปาร์กเกอร์-โบว์ลส์
หลังจากนั้นไม่กี่ปี เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงได้พบกับเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ ในปี 1977 ขณะเสด็จยังคฤหาสน์อัลธอร์ปของตระกูลสเปนเซอร์ เพื่อทรงพบกับเลดี้ซาราห์ พี่สาวของเลดี้ไดอานา แต่ก็เป็นเวลาอีกถึง 3 ปีต่อมา กว่าที่จะทรงเริ่มความสัมพันธ์ฉันคู่รักกับพระชายาในอนาคตได้
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแห่งเวลส์กับเลดี้ไดอานาดำเนินไปภายใต้สายตาจับจ้องและการประโคมข่าวอย่างเต็มรูปแบบของสื่อมวลชน ผู้คนต่างไม่เคยอิ่มพอต่อข่าวคราวทุกแง่มุม โดยเฉพาะเรื่องราวของเลดี้ไดอานาที่กลายมาเป็นดาวเด่นขวัญใจสื่อและสาธารณชนอย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากที่คาดหมายกันมาหลายเดือน สำนักพระราชวังก็ได้ประกาศการหมั้นของทั้งสองในปี 1981 แต่เพียงในขั้นเริ่มต้น ชีวิตรักขององค์รัชทายาทและสาวน้อยจากตระกูลขุนนางก็ดูจะมีเค้าลางของปัญหาเสียแล้ว โดยในการพระราชทานสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงตอบคำถามจากผู้สื่อข่าวเรื่องที่ว่าทรงตกหลุมรักเลดี้ไดอานาหรือไม่ ด้วยคำตอบที่แสนจะเฉยเมยว่า "ก็แล้วแต่ว่าตกหลุมรักนั้นหมายความว่าอย่างไร"
เห็นได้ชัดแต่แรกว่าคู่รักทั้งสองไม่มีอะไรที่จะเข้ากันได้เลย แต่การสมรสของชนชั้นสูงนั้นไม่เคยให้ความสำคัญกับความรักหรือความเหมาะสมไปกันได้ระหว่างคนสองคนอยู่แล้ว
นายเบน พิมลอตต์ นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนพระราชประวัติของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า การอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายแห่งเวลส์และเลดี้ไดอานานั้น "เป็นการแต่งงานเพื่อความเหมาะสม แต่คู่สมรสหลอกทุกคนรวมทั้งตนเองว่าเป็นการแต่งงานด้วยความรัก"
พระราชพิธีอภิเษกสมรสมีขึ้นที่วิหารเซนต์พอลในเดือนกรกฎาคมปี 1981 ท่ามกลางความตื่นเต้นสนใจของประชาชนชาวสหราชอาณาจักรและผู้รับชมทางโทรทัศน์ทั่วโลก
แยกทางกันเดิน
แม้เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์จะทรงมีพระโอรสด้วยกันถึงสองพระองค์ ได้แก่เจ้าชายวิลเลียมซึ่งประสูติเมื่อปี 1982 และเจ้าชายแฮร์รีซึ่งประสูติเมื่อปี 1984 แต่กลับเกิดปัญหาในชีวิตสมรสที่ลุกลามบานปลายไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงที่เจ้าชายแฮร์รีเริ่มเสด็จไปโรงเรียนเตรียมอนุบาล ข่าวคราวเรื่องที่เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงบาดหมางและเริ่มแยกห่างจากกัน เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนทั่วไป มีการเผยเนื้อหาของพระราชหัตถเลขาที่เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเขียนถึงพระสหายสนิทว่า "ผมทำทุกอย่างพลาดไปขนาดนี้ได้อย่างไร ?"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเริ่มแสดงความคิดเห็นในประเด็นถกเถียงต่าง ๆ ต่อสาธารณชน แม้แต่ในเรื่องของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ราวกับว่าจะทรงต้องการหันเหความสนพระทัยออกจากเรื่องชีวิตสมรสที่กำลังมีปัญหาฉะนั้น
พระราชดำรัสต่อราชสถาบันสถาปนิกอังกฤษในปี 1984 ชี้ว่า แผนการต่อเติมหอศิลป์แห่งชาติ (National Gallery) ในกรุงลอนดอนนั้น "เป็นเหมือนฝีฝักบัวน่าเกลียดที่ขึ้นบนใบหน้าของเพื่อนเก่าผู้สง่างาม"
พระราชดำรัสนี้เรียกเสียงวิจารณ์ตอบโต้จากสถาปนิกอังกฤษได้หลายคน แต่ก็ยังทรงเดินหน้าผลักดันพระดำริที่ว่า จะต้องอนุรักษ์ตัวอาคารเก่าแก่ของหอศิลป์แห่งชาติเอาไว้ และบรรดาผู้วางแผนพัฒนาเมืองทั้งหลายควรจะต้องปรึกษาหารือกับชุมชนท้องถิ่น ในเรื่องการปรับปรุงอาคารหรือภูมิทัศน์ต่าง ๆ เสียก่อนจะลงมือดำเนินการ
ในเวลาต่อมาได้มีการนำพระดำริในเรื่องนี้ไปลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดผลเป็นรูปธรรมในโครงการพัฒนาหมู่บ้านพาวด์เบอรี (Poundbury ) ชุมชนในเขตดัชชีแห่งคอร์นวอลล์ใกล้เมืองดอร์เชสเตอร์ ซึ่งมีบ้านโบราณที่สร้างตามแบบดั้งเดิมอยู่เป็นจำนวนมาก
เจ้าชายแห่งเวลส์ยังทรงออกความเห็นต่อประเด็นสาธารณะอย่างเปิดเผยในอีกหลายเรื่อง เช่นทรงสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์และการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งทรงต่อต้านพืชดัดแปลงพันธุกรรม หลายครั้งที่การแสดงความเห็นแทรกแซงนโยบายต่าง ๆ ของพระองค์สร้างความอึดอัดรำคาญใจให้กับรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้ทรงลดราวาศอกลงหรือทรงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควรแต่อย่างใด
บรรดารัฐมนตรีเริ่มปลงและชาชินกับการได้รับพระราชหัตถเลขาที่มีข้อความยาวเหยียดจากเจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งพระราชทานคำแนะนำเชิงนโยบายในประเด็นต่าง ๆ ที่หลากหลาย จนมีเสียงวิจารณ์ว่าทรงเข้ามายุ่งเกี่ยวแทรกแซงการเมือง
ความสนพระทัยในเรื่องของกิจการศาสนา ทำให้พระองค์ถึงกับตรัสว่า ทรงปรารถนาจะเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของหลากหลายความเชื่อในอนาคต มากกว่าจะทรงต้องการเป็นกษัตริย์ผู้อุปถัมภ์คุ้มครองนิกายใดนิกายหนึ่ง อันที่จริงแล้วเจ้าชายแห่งเวลส์ได้ทรงงานอย่างหนัก เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนาอิสลามและสังคมตะวันตก มาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2001 จะเกิดขึ้น
เจ้าหญิงแห่งเวลส์ด่วนสิ้นพระชนม์อย่างไม่คาดฝัน
ปัญหายุ่งยากในชีวิตสมรสของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ถูกตีแผ่ออกสู่สายตาสาธารณชนอีกครั้งในปี 1992 เมื่อนายแอนดรูว์ มอร์ตัน ผู้สื่อข่าวและนักเขียนคนดังตีพิมพ์หนังสือ "ไดอานา-เรื่องจริงของฉัน" (Diana, My True Story) ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าหญิงแห่งเวลส์จะประทานอนุญาตโดยนัยให้มีการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ได้
เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวเปิดเผยอย่างหมดเปลือกถึงเรื่องราวความตึงเครียดขัดแย้งในชีวิตสมรสของทั้งสองพระองค์ โดยเผยชัดว่าเจ้าหญิงไดอานาทรงไร้ซึ่งความสุขในชีวิตคู่ จนถึงขั้นที่ทำให้พระองค์เกือบจะทรงกระทำอัตวินิบาตกรรมมาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเผยว่า เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคนรักเก่าคือนางคามิลลา ปาร์กเกอร์-โบว์ลส์ อีกครั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปีเดียวกันนั้นเอง ข้อความจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าหญิงแห่งเวลส์กับนายเจมส์ กิลบี คนรักของพระองค์ รวมทั้งข้อความสนทนาระหว่างเจ้าชายแห่งเวลส์กับนางคามิลลา ปาร์กเกอร์-โบว์ลส์ ถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหลายสำนักจนเป็นข่าวอื้อฉาวที่โจษจันกันทั่วไป
กระทั่งเดือนธันวาคมของปีนั้น นายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ประกาศว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ตัดสินพระทัย "แยกกันอยู่ด้วยความเข้าใจฉันมิตร" เหตุการณ์นี้ทำให้ความนิยมในหมู่พสกนิกรที่มีต่อเจ้าชายแห่งเวลส์และราชวงศ์วินด์เซอร์ลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากกระแสความสงสารเห็นใจเจ้าหญิงแห่งเวลส์ และเหตุวิวาทะโจมตีกันและกันระหว่างผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่าย
ในการพระราชทานสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์แก่นายโจนาธาน ดิมเบิลบี ในปี 1994 เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางคามิลลา ปาร์กเกอร์-โบว์ลส์จริง แต่ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นหลังจากชีวิตสมรสของพระองค์พังทลายลงจนไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว
ด้านเจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้ประทานสัมภาษณ์แก่นายมาร์ติน บาเชียร์ ผู้ดำเนินรายการบีบีซีพานอรามาว่า ชีวิตสมรสของพระองค์อยู่กันแบบมี "เราสามคน" มาโดยตลอด ซึ่งการที่ตรัสเช่นนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สำนักพระราชวังตัดสินใจดำเนินการขั้นเด็ดขาด เจ้าชายแห่งเวลส์จึงทรงยื่นคำร้องขอหย่าอย่างเป็นทางการในปี 1996 โดยทรงให้เหตุผลว่าพระองค์และเจ้าหญิงแห่งเวลส์ "มีความแตกต่างขัดแย้งที่ไม่สามารถประนีประนอมเข้าหากันได้"
แม้ชีวิตสมรสครั้งแรกของพระองค์ต้องปิดฉากลงเช่นนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และสิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหันที่กรุงปารีสในปี 1997 เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเป็นผู้ที่เข้าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ในทันที โดยทรงปฏิเสธไม่รับฟังความเห็นของข้าราชสำนักบางส่วนที่มองว่า อดีตพระชายานั้นไม่ใช่สมาชิกของราชวงศ์อังกฤษอีกต่อไป และรีบเสด็จยังกรุงปารีสพร้อมด้วยพี่สาวของเจ้าหญิงแห่งเวลส์เพื่อรับพระศพกลับอังกฤษ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงย้ำว่า อดีตพระชายานั้นทรงเป็นพระมารดาของกษัตริย์ในอนาคต จึงสมควรจัดพิธีพระศพอย่างสมพระเกียรติเฉกเช่นเดียวกับพระราชวงศ์อังกฤษพระองค์หนึ่ง
มาถึงตอนนี้ เจ้าชายแห่งเวลส์ซึ่งเคยถูกวิจารณ์ว่าวางพระองค์ห่างเหินและไม่ใส่พระทัยต่อความรู้สึกของประชาชน ได้ทรงเริ่มตระหนักว่าสถาบันกษัตริย์จำต้องปรับตัวตอบสนองต่อกระแสความเห็นของสาธารณชนในยุคใหม่ การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์เป็นโอกาสให้พระองค์ได้เชื่อมต่อสายสัมพันธ์กับผู้คนอีกครั้ง รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ประจำพระองค์ที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน
เรื่องเกินคาดคิดกลับเป็นไปได้
ในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 50 พรรษาเมื่อปี 1998 เจ้าชายแห่งเวลส์ได้ทรงกลายเป็นคนใหม่แล้วอย่างแท้จริง โดยในงานพระราชทานเลี้ยงที่พระราชวังบักกิงแฮม พสกนิกรได้มีโอกาสเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และพระมารดาเป็นไปอย่างอบอุ่นและต่างทรงเข้าพระทัยกันและกันมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้จะทรงยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพระองค์กับนางคามิลลา ปาร์กเกอร์-โบว์ลส์ จะต้องดำเนินต่อไปโดยไม่อาจขัดขวางทัดทานได้ แต่ก็ไม่ได้เสด็จออกในที่สาธารณะพร้อมกับนางคามิลลา จนกระทั่งเดือนมกราคม ปี 1999 สื่อมวลชนจึงสามารถบันทึกภาพคู่ภาพแรกของทั้งสองที่ต้องการกันมานานได้
แม้สมเด็จพระราชินีนาถฯ จะทรงโปรดฯ ให้นางคามิลลาเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการได้เป็นครั้งแรก ที่พระตำหนักไฮโกรฟในปี 2000 แต่ก็ยังทรงไม่พอพระทัยในคู่รักคนใหม่ของพระราชโอรส ทำให้เจ้าชายแห่งเวลส์ยังต้องเสด็จในงานพิธีต่าง ๆ ของพระราชวงศ์เพียงลำพัง เช่นในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระอนุชา
มาถึงตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มเข้าใจตรงกันว่า ความสุขในชีวิตสมรสของเจ้าชายแห่งเวลส์มีความสำคัญมากกว่าความถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งห้ามกษัตริย์และองค์รัชทายาทอภิเษกสมรสกับผู้ที่ผ่านการหย่าร้างมาก่อน ข่าวการหมั้นของพระองค์และนางคามิลลาในปี 2005 จึงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนทั่วไปที่ไม่นึกฝันว่า สิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในอดีตจะกลับกลายเป็นความจริงขึ้นมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม คริสตจักรแห่งอังกฤษได้ปฏิเสธที่จะประกอบพิธีอภิเษกสมรสให้ทั้งสอง ทำให้เจ้าชายแห่งเวลส์และเจ้าสาวคนใหม่ต้องเข้าพิธีสมรสในแบบของพลเมืองตามกฎหมายโดยไม่มีพิธีทางศาสนา ที่ศาลาว่าการเมืองวินด์เซอร์ในมณฑลเบิร์กเชียร์ โดยสมเด็จพระราชินีนาถฯ และพระราชสวามีไม่ได้เสด็จร่วมพิธีนี้
เจ้าชายแห่งเวลส์จึงทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงเข้าพิธีสมรสในแบบของพลเมือง รัฐบาลอังกฤษยังยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า การสมรสครั้งนี้ขัดต่อกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งตราขึ้นในปี 1863 โดยอ้างว่ากฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีการบังคับใช้ในภายหลัง มีผลลบล้างบทบัญญัติในกฎหมายฉบับเก่าไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยึดมั่นในความรัก
แม้จะไม่ได้เสด็จร่วมพิธีสมรสแบบพลเมืองของพระราชโอรส แต่สมเด็จพระราชินีนาถฯ ทรงเข้าร่วมในพิธีพระราชทานพรแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งในพิธีนี้ทั้งสองจะต้องกล่าวสารภาพและยอมรับผิดต่อความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ว่า
"เรายอมรับและเสียใจต่อความผิดบาปมหาศาล รวมทั้งความชั่วร้ายที่ได้กระทำตลอดมาด้วยกาย วาจา ใจ ต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นเทพผู้เป็นใหญ่ ทำให้ทรงพิโรธและไม่พอพระทัยต่อเราโดยสมควรแล้ว"
คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ เป็นพระชายาที่เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงปรารถนามานาน และในแง่หนึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ แต่ในเวลาที่เสด็จออกงานร่วมกัน ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ได้พยายามและระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่แย่งเป็นจุดสนใจกับพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงเป็นบุรุษที่ประสูติมาเพื่อเป็นกษัตริย์ ในช่วงเวลาที่ทัศนคติของประชาชนต่อสถาบันสูงสุดกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
การกระทำที่โหดร้ายเย็นชาต่อสาวน้อยวัยรุ่นผู้เป็นพระชายาคนแรก กับการยึดมั่นในความรักที่มีมานานต่อหญิงผู้เป็นพระชายาคนที่สอง ทำให้ความจงรักภักดีของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันกษัตริย์เสื่อมถอยลงไปอย่างมาก
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทรงเป็นผู้ที่มุ่งมั่นจะสร้างความแตกต่าง และทรงปรารถนาจะทำให้ประเทศดีขึ้นในหลายแง่มุมด้วยกัน









