มุสลิมโรฮิงญา : เรื่องราวสะเทือนใจในเมียนมา

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ซันจอย มาจุมเดอร์
- Role, บีบีซี นิวส์ ชัมลาปูร์
ผู้คนหลายหมื่นคนหลีกหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ของเมียนมา หลายคนบอกเล่าเรื่องราวการเข่นฆ่า การข่มขืน และบางคนพูดถึงการสังหารหมู่
นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ เรือไม้หาปลารูปร่างเหมือนพระจันทร์เสี้ยวเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ลมแรงทำให้เรือเอียงจนเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้
ขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้ เห็นได้ว่ามีคนแน่นขนัดบนลำเรือ ผู้หญิงนั่งกันอยู่บนพื้น หลายคนอุ้มลูกอยู่ ส่วนผู้ชายเบียดกันอยู่ที่ขอบเรือ
นี่คือสภาพที่ชาวมุสลิมโรฮิงญาหนีออกมาจากรัฐยะไข่ของเมียนมาทางเรือต้องเผชิญ

ชาวบังกลาเทศในพื้นที่รวมตัวกันที่ชายหาดและโบกมือเรียก "ทางนี้ ทางนี้" พวกเขาพูดขณะนำทางเรือไปบริเวณน้ำตื้น
ขณะที่เรือลำแรกมาถึงชายฝั่งใกล้กับเมืองชัมลาปูร์ ผู้ชายหลายคนก็กระโดดลงจากเรือ ส่วนผู้หญิงและเด็กได้รับการช่วยเหลือ
หลังจากมีชาวโรฮิงญาจำนวนมากจมน้ำขณะพยายามว่ายน้ำข้ามฝั่งแม่น้ำนาฟ ทำให้ทางการบังกลาเทศคุมเข้มไม่ให้ผู้อพยพลี้ภัยใช้เส้นทางดังกล่าว
พวกเขาเลยต้องเปลี่ยนเส้นทางโดยออกไปทางทะเลก่อนจะกลับเข้ามาใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลานาน 6-8 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง
เมื่อมาถึงชายหาด หลายคนล้มตัวลง บ้างก็ดูเหม่อลอย พวกเขาอยู่ในสภาพขาดน้ำอย่างเห็นได้ชัด และบางคนก็อาเจียน
มีคนอยู่ส่วนน้อยรวมถึงผู้ชายด้วย ที่เริ่มร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร้องจนตัวสั่น พวกเขาดูเหมือนว่าไม่เชื่อว่าจะยังมีชีวิตอยู่รอด คนในพื้นที่หลายคนยื่นโทรศัพท์ให้พวกเขาใช้โทรบอกคนอันเป็นที่รักว่าได้เดินทางมาถึงแล้ว
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดดำ กำลังมองออกไปทางทะเลอย่างกังวลใจ และยกมือขึ้นป้องตา
โรฮิมา คาทุน กำลังรอน้องชายของเธอ หมู่บ้านในเมืองมองดอว์ของพวกเขาถูกโจมตีเมื่อกว่า 10 วันก่อน เพราะรีบหนีเอาชีวิตรอด พวกเขาเลยพลัดพรากกัน เธอข้ามเข้ามาในบังกลาเทศได้ก่อน และมาที่ชายหาดแห่งนี้ทุกวัน หวังว่าจะเจอนาบี ฮาซัน น้องชายในกลุ่มคนที่เดินทางมาถึงหลายร้อยคน
ขณะที่เรือลำที่ 4 แล่นเข้าใกล้ชายฝั่ง เธอก็กรีดร้อง และลุกขึ้นวิ่ง
ส่วนชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินกระเผลกลุยน้ำขึ้นมาที่ชายหาด แล้วทั้งสองคนก็โผเข้ากอดกันและร้องไห้โฮ

"พระองค์อัลเลาะห์ พระองค์อัลเลาะห์" เธอพึมพำไม่หยุด
"ผมไม่คิดว่าจะได้เจอพี่" นาบี ฮาซัน พูดและเช็ดน้ำตาให้เธอ
"หมู่บ้านของเราถูกทหารโจมตี แล้วก็พวกชาวมอกส์ (Mogs) ด้วย" พวกเขาหมายถึงกลุ่มคนที่นับถือศาสนาพุทธที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่
"ครอบครัวเรามีกัน 10 คน เราเป็นเพียง 2 คนที่รอดชีวิต" สองพี่น้องเล่า
ขณะที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ก็พบว่า คนอื่นก็มีเรื่องราวไม่ต่างกันนัก
ดิล บาฮาร์ ผู้หญิงในวัยกว่า 60 ปีกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนซาคีร์ มามุน ชายที่ดูอ่อนแรงและมีเคราบาง ๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็คือสามีของเธอ
เด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งก็อยู่กับพวกเขา แขนของเด็กหนุ่มถูกหุ้มด้วยเฝือกที่ทำขึ้นเอง

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด
"เขาคือหลานชายฉัน มาห์บับ" ดิล บาฮาร์เล่า "เขาถูกยิงที่แขน"
"มันเป็นการสังหารหมู่" ซาคีร์ มามุน พูดเบา ๆ ขณะที่มองมาที่เรา
หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ในเมืองบูทิดอง ห่างจากพรมแดนบังกลาเทศราว 50 กิโลเมตร
การโจมตีเกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
"พวกเขาไล่ล่าเรา" ซาคีร์เล่า "ทหารใช้เครื่องขยายเสียงสั่งให้คนเข้าไปอยู่ในบ้าน" จากนั้นทหารและกลุ่มม็อบก็ปาระเบิดใส่และจุดไฟเผาบ้านพวกเรา"
พวกเขาเล่าว่า เมื่อชาวบ้านพยายามจะหนีออกมา ก็ถูกกราดยิงใส่
"ผู้คนพากันล้มลง เพราะถูกยิง" ซาคีร์เล่า "เราวิ่งไปหลบบนภูเขา"

แต่ลูกชายของเขา ซึ่งก็คือพ่อของมาห์บับ ถูกฆ่า
"เราได้ยินเสียงปืนทั้งคืน มีเสียง 'จรวด' ด้วย" ซาคีร์เล่า
เช้าวันต่อมา พวกเขาเห็นหมู่บ้านตัวเองเหลือแต่ซาก มีควันลอยขึ้นมาจากซากบ้านที่ยังคุกรุ่นอยู่
"ทุกอย่างพังราบ" เขาบอก
ครอบครัวของเขาได้เก็บจานชามช้อนที่ยังดีอยู่ ข้าวสารบ้างนิดหน่อย แล้วก็เดินทางจากมา
พวกเขาเดินป่าเป็นเวลา 12 วัน ข้ามภูเขา 2 ลูก และผ่านป่าหลายแห่ง
"เสบียงของเราหมดลงในวันที่ 8" ซาคีร์กล่าว "เราไม่มีอะไรกิน ต้องกินใบไม้และดื่มน้ำฝนประทังชีวิต"
ไม่มีหน่วยงานอิสระใดที่จะพิสูจน์สิ่งที่พวกเขาเล่าได้ เพราะการเข้าถึงรัฐยะไข่เป็นไปอย่างลำบากและถูกจำกัด
กองทัพเมียนมาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด และบอกว่าตั้งใจจัดการกับกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาที่โจมตีด่านตำรวจเท่านั้น
ชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงบังกลาเทศกลุ่มนี้ถูกนำตัวไปอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งในเมืองบาลูคาลี มาห์บับถูกนำไปตัวไปที่คลินิกขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เขามีเฝือกใหม่และได้ทำความสะอาดบาดแผล
ค่ายผู้ลี้ภัยคือที่อยู่ชั่วคราวของพวกเขาในระหว่างที่ยังไม่รู้ชะตาหรืออนาคตตัวเอง เต็นท์เป็นเพียงพลาสติกธรรมดา ๆ ขึงอยู่บนไม้ไผ่ ส่วนน้ำดื่มน้ำใช้ในค่ายมาจากบ่อเก็บน้ำฝน
แต่การมีชีวิตอยู่รอดและปลอดภัยก็ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
"ผมมีความสุขที่อยู่ในบังกลาเทศ" ซาคีร์กล่าว "ที่นี่เป็นประเทศมุสลิม เรามีความปลอดภัยที่นี่"











