สหรัฐฯ-พันธมิตรเตรียมรับมือขีปนาวุธเกาหลีเหนือกันอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, REUTERS / MISSILE DEFENCE AGENCY
สื่อของเกาหลีใต้รายงานในวันนี้ (5 ก.ย.) ถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของเกาหลีเหนือว่า มีการเคลื่อนย้ายจรวดลำหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ICBM) ไปยังชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศ โดยการเคลื่อนย้ายจรวดดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่วานนี้และทำกันในเวลากลางคืนเพื่อหลบเลี่ยงการสืบข่าวจากฝ่ายตรงข้าม แม้กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้จะไม่ยืนยันรายงานดังกล่าว แต่ก็บอกว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปโจมตีได้ทุกเมื่อ หากเวลานั้นมาถึง 3 ชาติพันธมิตรคือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะรับมืออย่างไร ?
เกาหลีใต้: เป้าหมายแรกของการโจมตี
เกาหลีใต้นั้นเป็นเป้าหมายที่อยู่ใกล้ที่สุดของเกาหลีเหนือ ทั้งสองประเทศมีปราการกั้นขวางการบุกโจมตีกันและกันอยู่แค่เพียงเขตปลอดทหาร(DMZ) ที่กว้างเพียง 4 กิโลเมตร และทอดตัวยาวตลอดแนวพรมแดน 250 กิโลเมตร พื้นที่นี้เต็มไปด้วยกับระเบิดและถูกกั้นตามแนวอีกชั้นด้วยรั้วลวดหนามรวมทั้งกองทหารของแต่ละฝ่ายที่คอยรักษาการณ์อย่างแน่นหนา แต่เขตปลอดทหารนี้ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่ทะยานข้ามไปได้ ส่วนกำลังพลเรือนล้านของกองทัพเกาหลีเหนือก็ได้รับการฝึกให้มีทักษะในการตะลุยข้ามเขตปลอดทหารนี้ได้ตลอดเวลา
ดังนั้นสิ่งสำคัญในการป้องกันภัยขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ จึงขึ้นอยู่กับระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่สหรัฐฯดำเนินการติดตั้งให้เป็นหลัก โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งที่เมืองซองจูชานกรุงโซล 2 ชุด แต่ถูกประชาชนในละแวกนั้นคัดค้านเพราะเกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของเกาหลีเหนืออย่างชัดเจนขึ้น รัฐบาลของประธานาธิบดีมุน เจ อิน เคยสั่งระงับการติดตั้งระบบ THAAD เพิ่มเติมด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่การทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือครั้งล่าสุดทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้เปลี่ยนใจและสั่งเดินหน้าติดตั้งระบบ THAAD ที่ส่งมาจากสหรัฐฯแล้วเพิ่มอีก 4 ชุดทันที
แม้เกาหลีใต้จะต้องพึ่งพาการป้องกันตนเองจากสหรัฐฯเป็นหลัก แต่ก็มีความพยายามลับเขี้ยวเล็บทางการทหารของตนเองเพื่อต่อกรกับเกาหลีเหนือเช่นกัน โดยในวันนี้ (5 ก.ย.) ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯในการแก้ไขกฎเกณฑ์จำกัดขนาดของหัวรบขีปนาวุธที่เกาหลีใต้ครอบครองอยู่เรียบร้อยแล้ว โดยสหรัฐฯอนุญาตให้มีและใช้งานหัวรบที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ไม่จำกัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้จะสามารถพัฒนาขีปนาวุธให้มีพิสัยยิงได้เพียงไม่เกิน 800 กิโลเมตร และมีหัวรบน้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัมเท่านั้น
เกาหลีใต้ยังขอให้สหรัฐฯประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลีมากขึ้น ทั้งเร่งซักซ้อมปฏิบัติการโจมตีสถานที่ทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้วยขีปนาวุธ และยังซ้อมยิงด้วยอาวุธจริงในปฏิบัติการทางทะเลของกองทัพเรือในสัปดาห์นี้อีกด้วย

ที่มาของภาพ, AFP
ญี่ปุ่น: เน้นการป้องกันทางทะเล
ญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่ห่างจากระยะโจมตี 500 กิโลเมตรของเกาหลีเหนือออกมาเพียงเล็กน้อย และปลายเดือนที่แล้วเกาหลีเหนือก็ได้ยิงขีปนาวุธข้ามเกาะฮอกไกโด ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยวให้กับชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ ด้วยระยะทางที่ไม่ห่างไกลกันนัก นั่นหมายความว่าญี่ปุ่นจะมีเวลาเคลื่อนไหวรับมือขีปนาวุธที่ยิงมาจากเกาหลีเหนือเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่จะทะยานมาถึงน่านฟ้าของตน โดยในครั้งที่แล้วชาวญี่ปุ่นมีเวลาเตรียมหลบภัยเพียง 3 นาทีนับจากสัญญาณเตือนฉุกเฉินดังขึ้น และเป็นเวลาเพียง 3 นาทีก่อนที่ขีปนาวุธจะเดินทางมาถึง
ปัจจุบันญี่ปุ่นมีระบบขีปนาวุธแพทริออตที่สามารถใช้รับมือกับขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ แต่ระบบนี้ใช้งานได้ในวงจำกัดและรัศมีการป้องกันไม่สู้ครอบคลุมนัก ทำให้เหมาะจะประจำการตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ไม่สามารถจะป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธให้ทั้งประเทศได้
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นอาจชดเชยจุดอ่อนนี้ด้วยการเสริมกำลังป้องกันทางทะเลแทน การที่ญี่ปุ่นเป็นเกาะทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการบุกโจมตีข้ามพรมแดนทางบกมากนัก ส่วนในทะเลการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธอีจิสบนเรือรบเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง ระบบนี้ติดตั้งมาคู่กับเรดาร์ประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยตรวจจับการยิงปล่อยขีปนาวุธได้ในทันที หากนำเรือรบที่มีระบบดังกล่าวเข้าประจำการใกล้ชายฝั่งของเกาหลีเหนือ ส่วนสหรัฐฯและเกาหลีใต้ก็ได้รับประโยชน์จากการประจำการระบบอีจิสบนเรือรบด้วยเช่นกัน
ระบบป้องกันขีปนาวุธอีจิสยังมีจรวดนำวิถีที่ใช้ยิงสกัดทำลายขีปนาวุธของฝ่ายศัตรู และยังสามารถแบ่งปันข้อมูลการติดตามทิศทางของขีปนาวุธฝ่ายตรงข้ามให้กับระบบอีจิสอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้กับขีปนาวุธดังกล่าวมากกว่าได้ด้วย อย่างไรก็ตามระบบนี้มีปัญหาอยู่บ้างตรงที่ต้องนำไปประจำการให้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อความแม่นยำสูงสุด และแม้จะมีการทดสอบประสิทธิภาพของระบบมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยมีการใช้งานในสถานการณ์จริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สหรัฐฯ: เตรียมรับภยันตรายข้ามทวีปครั้งแรก
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ระยะทางที่ห่างไกลจากเกาหลีเหนือถือเป็นปราการคุ้มภัยขีปนาวุธให้กับสหรัฐฯได้ดีที่สุด โดยระยะทาง 5,000 กม.จากเกาหลีเหนือถึงอะแลสกา หรือระยะทางกว่า 9,000 กม.จากเกาหลีเหนือถึงนครซานฟรานซิสโก ได้ทำให้สหรัฐฯไม่ต้องกังวลมากนัก แต่สถานการณ์ล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอาจเขยิบให้ภัยขีปนาวุธมาถึงประตูบ้านของสหรัฐฯได้ง่ายดายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกาหลีเหนือมีท่าทีว่าจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ในเวลาอันใกล้นี้

แม้สหรัฐฯ จะลงทุนไปมหาศาลเพื่อสร้างระบบดาวเทียมตรวจจับขีปนาวุธ รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในและนอกประเทศหลายแห่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเชื่อว่าระบบเหล่านี้ไม่พร้อมต่อการป้องกันดินแดนของสหรัฐฯ และพันธมิตรได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ก็กำลังเร่งปรับปรุงระบบนี้อยู่ โดยมีการเตรียมจรวดต่อต้านขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่ทันสมัยขึ้นเอาไว้เปลี่ยนทดแทนแล้ว แต่คาดว่ายังมีจำนวนน้อยกว่าที่จะรับมือกับภัยคุกคามได้ หากเกาหลีเหนือเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตรด้วยขีปนาวุธขึ้นมาจริง
ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ นั้นยังคงห่างไกลจากความฝันในโครงการ "สตาร์ วอร์ส" ของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน อย่างมาก รวมทั้งการสร้างเกราะป้องกันขีปนาวุธที่แข็งแกร่งและครอบคลุมร้อยเปอร์เซ็นต์แบบในนิยายวิทยาศาสตร์ หรือในภาพยนตร์เรื่องกัปตันอเมริกานั้นยังคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป และสหรัฐฯ ยังคงไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงพอที่จะทำเช่นนั้นได้
ไม่นานมานี้สหรัฐฯ ลงทุนสนับสนุนให้อิสราเอลหันมาพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งการทดสอบระบบเบื้องต้นชี้ว่าประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างไรก็ตาม หากต้องเจอเข้ากับการระดมโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ ก็ยังไม่แน่ว่าระบบป้องกันขีปนาวุธที่พัฒนาใหม่นี้จะรับมือไหว
ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ แต่ขณะนี้เวลากำลังจะหมดลงแล้ว ทางเลือกหนึ่งที่เขาอาจจะต้องรีบทำก็คือ เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตัวเองของสหรัฐฯ ในแบบเดียวกับที่ได้ส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธของประเทศไปช่วยปกป้องพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกนั่นเอง









