เหตุใดคริปโตเคอเรนซีจึงถูกใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมายมากขึ้น ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากกรณีผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป (The iCon Group) ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ได้มีการเปิดเผยว่าหนึ่งในผู้ต้องหาอาจมีความพยายามโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี เป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้ง “สายไหมต้องรอด” ออกมาเปิดเผยเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) ว่า พบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติจำนวนรวมกัน 247,911,936 USDT หรือคิดเป็นเงินไทยราว 8,223 ล้านบาท ถูกโอนย้ายออกไปก่อนที่ นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือ ที่รู้จักกันในชื่อว่า “โค้ชแล็ป” จะถูกจับเพียง 1 ชั่วโมง
นายเอกภพอ้างว่าธุรกรรมการโอนเงินของผู้ต้องหารายนี้ พบว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลประเภท stablecoin ซึ่งหมายถึงสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ โดยอาศัยกลไกต่าง ๆ เพื่อการตรึงมูลค่า โดย USDT นั้นตรึงมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 1:1 อยู่เสมอ
แม้มีผู้ออกมาให้ข้อมูลโต้แย้งว่า ข้อมูลที่นายเอกภพอ้างเกี่ยวกับการโอนคริปโตเคอเรนซีมูลค่าหลายพันล้านบาทดังกล่าว อาจไม่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมากจากข้อดีของระบบที่เปิดให้ทำการซื้อขายตลอดเวลา สามารถทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็วโดยมีต้นทุนไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลุ่มอาชญากรก็เล็งเห็นประโยชน์จากคุณสมบัติเหล่านี้ บีบีซีไทยอธิบายว่าแท้จริงแล้วสกุลเงินดิจิทัลคืออะไร และเหตุใดจึงมักถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและการฟอกเงิน
คำนิยาม "คริปโตเคอเรนซี"
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) อธิบายว่า คำว่า cryptocurrency (คริปโตเคอเรนซี) มาจากคำว่า cryptography ซึ่งหมายความว่าการเข้ารหัส และคำว่า currency ที่แปลว่า สกุลเงิน ดังนั้นหากแปลตรงตัวคือ “สกุลเงินเข้ารหัส” แต่สามารถเรียกว่าสกุลเงินดิจิทัลก็ได้ โดยมี 3 คุณลักษณะสำคัญดังนี้
- ไม่มีลักษณะกายภาพ เป็นกลไกทางคณิตศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์
- การมีอยู่ของมันจะกระจัดกระจาย เมื่อใช้งานแล้วจะมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ไม่กระจุกตัวอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง หรือที่ใดที่หนึ่ง
- ต้องมีการถอดรหัสออกมา จึงจะใช้งานได้
ปัจจุบัน สกุลเงินดิจิทัลใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นหลักการ distributed ledger ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยกลไกของตัวกลางหรือหน่วยงานกลาง ในการดำเนินการกับธุรกรรมนั้น ๆ
“ทำให้ในทางกลับกัน อาจเกิดปัญหาในเชิงนโยบายที่จะพิจารณาติดตามหรือกำกับดูแลในบางเรื่อง” ETDA ระบุ
ตามกฎหมายไทยนั้น ได้นิยามคำว่า cryptocurrency ไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ว่าเป็น “หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และให้หมายความรวมถึงหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดตามที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศกําหนด”
ขณะที่ พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้ถือว่าสกุลเงินเข้ารหัสนั้นเป็นเงินตราตามกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเงินตราต้องถูกกำหนดโดยรัฐ ซึ่งจะต้องมีทุนสำรองเงินตรา เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ รวมถึงหลักทรัพย์ต่าง ๆ เป็นต้น
อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล
- สกุลเงินดิจิทัลในอาชญากรรมฟอกเงิน
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) อธิบายว่า สกุลเงินดิจิทัลถูกใช้ในอาชญากรรมการฟอกเงิน โดยใช้ประโยชน์จากลักษณะพิเศษของสกุลเงินชนิดนี้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องระบุตัวตน (anonymous) ทำให้ยากต่อการติดตาม
นอกจากนี้ มันยังใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการสร้างบัญชีหรือที่อยู่ของเงินโดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อใช้สำหรับการรับหรือโอนเงินเท่านั้น ทำให้การโอนเงินจำนวนหลายพันครั้งสามารถทำได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่สั้นมาก เนื่องจากอาศัยสคริปต์คอมพิวเตอร์เท่านั้น
UNODC พบว่ามีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลและถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อวัตถุประสงค์ในการฟอกเงิน
- Privacy coin (เหรียญส่วนตัว) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาไม่ให้ถูกติดตามได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของผู้ใช้ รวมถึงข้อมูลยอดคงเหลือหรือที่มาของเหรียญ
- Mixers (การผสม) หมายถึงการให้บริการถ่ายโอนย้ายเหรียญ ที่ทำให้ไม่สามารถติดตามต้นทางและปลายทางของเงินได้ โดยนำสกุลเงินดิจิทัลจากหลาย ๆ แหล่งเข้าไปอยู่ในบัญชีหรือที่อยู่เดียวกันก่อน หลังจากนั้นจึงแบ่งเงินออกเป็นหลายส่วนและส่งไปตามที่อยู่ต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำได้หลายครั้งก่อนที่เงินจะเดินทางไปถึงปลายทางสุดท้าย ทำให้ไม่สามารถติดตามได้เลยว่าแหล่งที่มาของเงินมาจากที่ใด
หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพในประเทศไทยก็อย่างเช่น กรณีที่กลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เหยื่อตกหลุมรักหรือเชื่อใจ แล้วยอมโอนเงินให้คนร้ายด้วยความเสน่หา ซึ่งต่อมาพบว่ามิจฉาชีพได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัลหรือสกุลเงินเข้ารหัส เพื่อป้องกันไม่ให้เงินจำนวนนั้นถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือถูกระบุได้ว่าปลายทางของผู้รับเงินเหล่านี้เป็นใคร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอายัดทรัพย์สินหรือการจับกุม

ที่มาของภาพ, Getty Images
- การเรียกค่าไถ่เป็นสกุลเงินดิจิทัล
กรณีนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออาชญากรใช้โปรแกรมเรียกค่าไถ่ (ransomware) โจมตีคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เข้ายึดระบบการทำงานและนำข้อมูลทั้งหมดภายในเครื่องของเหยื่อไปเข้ารหัสลับหรือทำการปิดกั้นการเข้าถึงไว้
หลังจากนั้นคนร้ายจะเรียกร้องให้เหยื่อจ่ายค่าไถ่ในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล เพื่อแลกกับการปลดล็อกหรือทำลายโปรแกรมเรียกค่าไถ่ โดยสาเหตุที่คนร้ายเลิกใช้สกุลเงินดิจิทัล เป็นเพราะว่าไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐติดตามเส้นทางการเงินค่าไถ่ได้
- การหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
มิจฉาชีพมักโฆษณา ชักชวนให้เหยื่อนำเงินมาลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ โดยหลอกลวงว่าสามารถเก็งกำไรมูลค่าสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวได้ จึงระดมเงินจากผู้คนจำนวนมาก โดยให้สัญญาว่าจะนำผลกำไรมาจัดสรรคืนให้กับสมาชิกที่ร่วมลงทุน แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้จริงหรือเชิดเงินหนี
อีกกรณีหนึ่งที่พบคือการหลอกลวงให้ลงทุนทำเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัล หรือที่คุ้นหูในชื่อว่า “การลงทุนทำเหมืองขุดบิทคอยน์” เป็นต้น โดยลักษณะการหลอกลวงคือโน้มน้าวให้ผู้คนมาลงทุนในโครงการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพการคำนวณสูงมากพอที่จะแก้สมการของระบบ เพื่อรับค่าตอบแทนตามที่ระบบกำหนด แต่สุดท้ายแล้วพบว่าไม่มีการทำเหมืองอย่างที่แอบอ้าง
นอกจากนี้ยังพบการชักชวนให้ประชาชนนำสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ มาร่วมลงทุนโดยอ้างว่าจะจ่ายเงินผลตอบแทนในลักษณะหุ้น ซึ่งตามกฎหมายของไทยถือว่าการกระดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้มิจฉาชีพมักแอบอ้างว่าเป็นการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ และเมื่อได้รับสกุลเงินดิจิทัลจากเหยื่อมาแล้ว ทางอาชญากรก็ปิดตัวหนี และหลบหนีไป
- ใช้ชำระเงินซื้อสินค้าหรือบริการผิดกฎหมาย
ปัจจุบันยังพบว่าสกุลเงินดิจิทัลหรือสกุลเงินเข้ารหัสนั้นถูกนำไปใช้ในธุรกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบซื้อขายอาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกอนาจาร การติดต่อจ้างวานผู้อื่นให้ไปทำสิ่งผิดกฎหมาย ฯลฯ โดยมักพบในตลาดมืดออนไลน์อย่างเว็บมืด (dark web) ซึ่งเป็นเครือข่ายเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้น โดยสาเหตุสำคัญ ๆ คือ การใช้สกุลเงินดิจิทัลทำให้ยากต่อการติดตาม และสามารถปกปิดตัวตนผู้ทำธุรกรรมได้
การควบคุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลในไทย
รายงานศึกษาเรื่อง “มาตรการในการควบคุมการกระทำความผิดอาญาที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารศาสตร์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ม.ราชภัฎมหาสารคาม เมื่อปี 2565 ระบุว่า ปัญหาของสถานะสกุลเงินดิจิทัลในไทยคือ เมื่อพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพ นิยามทางกฎหมาย และลักษณะการกระทำความผิดที่ใกล้เคียงกัน ยังพบว่าไม่มีความชัดเจนในทางกฎหมายอาญาว่าสกุลเงินดิจิทัลมีสถานะเป็นอะไร จึงส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนว่าจะนำกฎหมายใดมาบังคับใช้
ในขณะเดียวกัน ก็พบปัญหาว่ายังมีช่องว่างในการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลในลักษณะ การขโมยสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากกฎหมายอาญาของไทยกำหนดให้ความผิดในส่วนของวัตถุแห่งการกระทำนั้นจะต้องเป็น “ทรัพย์” ซึ่งมีรูปร่างจับต้องได้ ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลไม่สามารถจับต้องได้
นอกจากนี้ การกระทำความผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลนั้น มักกระทำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมโยงผู้กระทำความผิดจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะสกุลเงินดิจิทัลมีแพร่หลายทั่วโลกในลักษณะ global asset จึงทำให้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นมีมิติข้ามชาติและเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจทางกฎหมายมากกว่า 1 รัฐ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศในการปราบปรามหรือยับยั้งการกระทำความผิดดังกล่าว











