เปิดที่มาที่ไป คดี "ฮั้วเลือก สว." กับ "สว. สีน้ำเงิน" หลังกรรมการคดีพิเศษเลื่อนเคาะมติรับเป็นคดีพิเศษ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เลื่อนการพิจารณาคดี "ฮั้วเลือก สว." ออกไป โดยสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาชี้แจงในการประชุมในวันที่ 6 มี.ค. นี้
การประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม มีกำหนดพิจารณาวาระรับหรือไม่รับคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นคดีพิเศษ ซึ่งดีเอสไอเริ่มสืบสวนตามคำร้องจำนวน 3 คำร้อง ตั้งแต่ปี 2567
นายภูมิธรรมแถลงหลังการประชุมถึงเหตุที่เลื่อนการพิจารณาวาระนี้ออกไปว่า ที่ประชุมมีความเห็นหลากหลาย โดยส่วนใหญ่เห็นว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ได้แก่ ความผิดฐานฟอกเงินและอั้งยี่ ซึ่งเข้าข่ายข้อกฎหมายที่ดีเอสไอดำเนินการได้ แต่ในที่ประชุมยังมีข้อถกเถียงที่อยากให้กระบวนการรอบคอบและมีความชัดเจนว่าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่
รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองของดีเอสไอดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนในการเสนอวาระเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. โดยกำหนดวันที่จะประชุม กคพ. นัดถัดไปในวันที่ 6 มี.ค. นี้ ซึ่งจะเชิญประธาน กกต. เข้ามาร่วมชี้แจงด้วย และในวันดังกล่าวจะมีข้อยุติสิ้นสุด
"คดีอาญาเป็นอำนาจที่ [ดีเอสไอ] ทำได้อยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนคดีเลือกตั้ง ก็ให้เกิดความชัดเจนว่า กกต. จะทำหรือไม่ทำ ที่ผ่านมา เท่าที่ทราบ กกต. ทำเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่กฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง ท่านยังไม่ค่อยได้มีเวลาจึงไม่ได้ทำให้ครบถ้วน เราก็จะถามให้ชัดเจนว่าเรื่องนี้ท่านจะเอาไปทำหรือท่านจะทำ เนื่องจากมันซับซ้อนและเกี่ยวพันกันทั้งหมด ถ้าให้เราทำ เราพร้อมทำทั้งหมด ถ้าจะขอไปทำเองเราจะเอาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเอง" นายภูมิธรรมกล่าว พร้อมให้ข้อมูลด้วยว่า ก่อนการประชุม กคพ. นัดถัดไป ประธาน กกต. จะเข้าหารือก่อนในวันที่ 5 มี.ค.
นายภูมิธรรม ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมือง เพราะได้พูดชัดเจนว่า ไม่ว่าสมาชิกของพรรคใดที่ร่วมรัฐบาล หรือคนไหนที่เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดหรือมีแนวโน้มมีข้อสงสัย ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ และการเป็นพรรครัฐบาลร่วมกันไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะปกปิดความผิดที่เกิดขึ้น
เขากล่าวด้วยว่า ไม่ได้รู้สึกกดดันจากการออกมาของ สว. เพราะไม่ได้มุ่งไปแก้แค้นใครหรือเป็นอารมณ์ส่วนตัว การพิจารณาว่าถูกผิดอย่างไรเป็นหน้าที่ของศาล ยืนยันว่าเรื่องนี้จะเริ่มต้นจากข้อเท็จจริง และพิสูจน์ทราบได้ว่ามีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นจึงมีการสอบสวน แต่ขณะนี้มีประเด็นข้อกฎหมายว่าอำนาจอยู่ที่ใคร ดังนั้น เมื่อเห็นว่ามีปัญหาและประชาชนให้ความสนใจ แต่พอมีข้อมูลบ้างในส่วนดีเอสไอ ก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจน
"เรื่องนี้เป็นเรื่องของสถาบันของชาติ เป็นเรื่องของสถาบันนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นเราต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่ว่าใช้อำนาจบริหารไปแทรกแซง" นายภูมิธรรม ในฐานะประธาน กคพ. กล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้า (25 ก.พ.) คณะกรรมการประสานงานวุฒิสภาหรือวิปวุฒิสภา ได้มีมติเกี่ยวกับแนวทางที่ สว. จะดำเนินการต่อไป หากคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับคดีการเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ โดย สว. จะเเจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อคำเนินคดีกับนายทวี สอดส่อง รมว. ยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น มาตรา 116 ฐานกระทำการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 รวมถึงยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
นายภูมิธรรม กล่าวในประเด็นนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นที่ สว. ระบุว่าจะฟ้องกลับว่า ไม่ได้หวั่นไหวอะไรและทำตามหน้าที่ หากฟ้องก็ต้องไปฟ้อง กกต. เพราะ กกต. เป็นคนยื่นเรื่องมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ย้อนดูเลือก สว. 2567 กำเนิด "สว. สีน้ำเงิน"
ปมปัญหาเกี่ยวกับการได้มาของสมาชิกสภาสูงเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เก็บข้อมูลและเผยแพร่ต่อสาธารณะตั้งแต่การเลือก สว. ระบบใหม่นี้ใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2567
ระบบการแบ่งกลุ่ม การเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ และการเลือกไขว้ในหมู่ผู้สมัคร ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ เป็นระบบที่ถูกออกแบบและวางกลไกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ.2561 (พ.ร.ป.สว. 2561) และรัฐธรรมนูญ 2560
ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่า การได้มาซึ่ง สว. เมื่อปี 2567 กลับพบปัญหามากมาย ทั้งความซับซ้อนของระบบ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนเพราะมีเพียงผู้สมัคร สว. เท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือก ความเป็นตัวแทนของวิชาชีพหรือพื้นที่ และ "พบผลคะแนนในการเลือกที่เกาะกลุ่มกันจนผิดปกติ และเชื่อมโยงกับอิทธิพลทางการเมืองในระดับจังหวัดอย่างชัดเจน"
นอกจากนี้ ในการเลือกระดับประเทศ ไอลอว์ยังพบข้อมูลความผิดปกติสำคัญ ๆ หลายประการ อาทิ "มี 8 จังหวัดที่มีผู้เข้ารอบเลือกไขว้เกือบทั้งจังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สตูล เลย อำนาจเจริญ ยโสธร สุรินทร์ ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดที่มี สส. จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.)" และ "พบการลงคะแนนเป็นแพทเทิร์นเรียงหมายเลขเหมือนกันทั้งหมด และผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากระบบนี้ก็มาจากกลุ่มจังหวัดนำ"

ที่มาของภาพ, thai news pix
กระนั้นเมื่อ สภาสูงชุดนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ทิศทางการโหวตลงมติของ สว. กลุ่มหนึ่งที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันหลายครั้ง ยิ่งปรากฏชัดถึงความพร้อมเพรียงของ สว. กลุ่มที่ถูกเรียกว่า "สว. สีน้ำเงิน" ต่างจาก สว. ที่ถูกเรียกว่ากลุ่ม "สว. ประชาชน" ที่ลงมติไปคนละทิศทาง และยังมีจำนวนลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ
เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว จากการประชุมวุฒิสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 (ก.ค.-ต.ค. 2567) ที่เกิดขึ้นทั้งหมด 21 ครั้ง บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า มีการลงมติอย่างน้อย 48 ครั้ง โดย สว. นอกกลุ่มใหญ่ "แพ้ทุกโหวต" ไม่ว่าจะชงประเด็นใด เรื่องเล็กหรือใหญ่ ไล่ตั้งแต่การกำหนดเวลา กติกา ตัวแสดง ก็ไม่อาจโต้แย้งทิศทางหลักจากเหล่าวุฒิสมาชิกที่ถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" ได้
การลงมติครั้งแรกของวุฒิสภาชุดที่ 13 เกิดขึ้นในการประชุมนัดแรกเมื่อ 23 ก.ค. 2567 เพื่อสอบถามความเห็นของสมาชิกว่า เห็นควรให้ผู้เข้าชิงเก้าอี้ประธานและรองประธานวุฒิสภาแสดงวิสัยทัศน์คนละไม่เกิน 7 นาทีตามข้อเสนอของสมาชิกที่เรียกตัวเองว่า "สว. พันธุ์ใหม่" หรือ 5 นาทีตามข้อเสนอของ "สว. สีน้ำเงิน" โดยผลปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นด้วยให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์คนละ 5 นาที ด้วยคะแนนเสียง 143 ต่อ 54 งดออกเสียง 3 เสียง
และเมื่อถึงการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ซึ่งใช้วิธีลงคะแนนลับโดยใช้บัตรลงคะแนน แม้ไม่ปรากฏข้อมูลว่า สว. แต่ละคนลงมติอย่างไร แต่ผลการลงมติก็ไม่พลิกไปจากการรายงานของสื่อ เนื่องจากสายสีน้ำเงินหรือคนที่สีน้ำเงินให้การสนับสนุนสามารถยึดเก้าอี้ได้ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง ด้วยคะแนนเสียงทะลุ 150 เสียง หรือคิดเป็น 75% ของวุฒิสภา ตามรายงานของบีบีซีไทยก่อนหน้านี้
การลงมติของ สว. ชุดนี้ ต่อร่างกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ การ "พลิกมติ" ไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ด้วยมติเอกฉันท์ 409 เสียง และเป็นการพลิกมติของตัวเองทั้งที่เคยรับหลักการท่วมท้นในวาระแรก
การพลิกมติครั้งดังกล่าวเป็นการรื้อหลักเกณฑ์ใหม่โดยให้กลับไปใช้เกณฑ์ "เสียงข้างมาก 2 ชั้น" ในการหาข้อยุติกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนการใช้ "เสียงข้างมากชั้นเดียว" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นแผน "เตะถ่วง" กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ต้องอาศัยการทำประชามติหรือไม่
"ฮั้วเลือก สว." ทำกันอย่างไร และผิดกฎหมายข้อไหน
ตามมาตรา 77 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา 2561 ระบุถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครคนอื่นลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน ได้แก่ 1) การจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด 2) ทําการแนะนําตัวด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ 3) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด และ 4) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้บุคคลอื่น เข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารไอลอว์ อธิบายว่า ระบบการเลือก สว. ที่ใช้มาครั้งเดียวเมื่อปี 2567 "เปิดให้เกิดการ 'ฮั้ว' กันได้ และออกแบบมาให้ผู้สมัคร 'ตกลง' นัดแนะการโหวตได้โดยถูกกฎหมาย เพราะจำนวนผู้มีสิทธิโหวตมีจำกัดแค่เพียงคนที่สมัคร ทุกคนโหวตตัวเองได้ โหวตคนอื่นก็ได้" โดยบางกลุ่มคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดพื้นที่และเวลาให้นั่งล้อมวงคุยกัน ซึ่งหากสลับกันโหวตก็อาจได้กอดคอเข้ารอบก็เป็นได้ ทว่าการ "ฮั้ว" จะผิดกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ระบุในมาตรา 77 ข้างต้น
"เช่น ถ้าเลือกผมจนได้เป็น สว.แล้ว ผมจะตั้งคุณเป็นผู้ช่วย หรือ ออกค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าสมัคร ให้เพื่อให้ไปเลือกตัวเอง แบบนี้จะผิด คือกฎหมายห้ามซื้อเสียง แต่กฎหมายเปิดช่องและแทบจะ 'ออกแบบ' มาเพื่อให้เกิดการพูดคุยตกลงกันในหมู่ผู้สมัคร"
ผู้อำนวยการบริหารไอลอว์ ระบุด้วยว่า แม้ว่าจะเป็นการ "ฮั้วถูกกฎหมาย" ในรอบระดับประเทศที่มีผู้สมัครกลุ่มละ 144 คน ผลออกมาก็จะไม่มีทางออกมาแบบเดียวกัน แต่ทว่าผลที่ออกมาพบว่า "มีการโหวตแบบเป็นแพทเทิร์นที่เขียนเรียงเลขผู้สมัครเหมือนกัน 'เป๊ะๆ' ทุกลำดับ
"หากผู้สมัครทุกคนออกเสียงลงคะแนนโดยอิสระโอกาสที่จะมีบัตรสองใบจะเขียนตัวเลขเหมือนกันทั้งสิบช่องนั้น 'แทบเป็นไปไม่ได้เลย'... และบางกลุ่มไม่ได้เรียงออกมาเหมือนกันสองใบ แต่เหมือนกันได้เป็น 20 ใบ แล้วเจ้าของสิบหมายเลขที่มีเพื่อนเรียงให้เหมือนกันนั่นแหละก็ได้เป็นสว. แบบนี้มัน 'บังเอิญ' ไม่ได้แน่นอน"
กกต. ทำอะไรบ้าง และดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนหรือไม่
หลังรายชื่อของ สว. ได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. และเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แล้วเป็นเวลาราว 8 เดือน กลุ่ม ส.ว. สำรอง ผู้สมัคร สว. บางส่วนกว่า 40 คน ได้ออกมาเรียกร้องให้ กกต. เร่งสอบสวนคำร้องเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง สว. ที่ไม่สุจริตจำนวน 570 คำร้อง เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และในวันที่ 10 ก.พ. ได้เข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ โดยขอให้ดีเอสไอเข้าร่วมสอบสวนคดีการฮั้ว โกง และบล็อกโหวตในการเลือก สว. ที่ผ่านมา
ในเวลาต่อมา สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่รายละเอียดของหนังสือที่ดีเอสไอส่งไปยัง กกต. เพื่อแจ้งความคืบหน้าผลการสืบสวน และขอความเห็นการดำเนินคดี กรณีมีผู้ร้องต่อดีเอสไอ เกี่ยวกับการฮั้วกันในการเลือก สว. และดีเอสไอได้ทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริง และเข้าข่ายความผิดอาญาฐานอั้งยี่ และความผิดฐานฟอกเงิน ดีเอสไอจึงประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวน
"พิจารณาจากพยานหลักฐานในชั้นนี้ ปรากฏข้อเท็จจริง เชื่อได้ว่ามีขบวนการในรูปแบบคณะบุคคล มีการจัดตั้งเครือข่ายขบวนการซึ่งปกปิดวิธีการ มีวัตถุประสงค์เพื่อฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 เพื่อได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการวางแผนสลับซับซ้อน ทราบเฉพาะในกลุ่มขบวนการ" เอกสารที่อ้างว่ามาจากดีเอสไอที่เผยแพร่ในสื่อหลายสำนัก ระบุ
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็น สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จาก จ.บุรีรัมย์ นำทีม สว. ตั้งโต๊ะแถลงครั้งแรกเมื่อ 21 ก.พ. ว่ากรณี สว. กลุ่มสำรองเสนอเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. 2567 ให้เป็นคดีพิเศษ น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะอำนาจในการสอบสวนและตรวจสอบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับเรื่องไว้แล้ว อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และยืนยันว่าทางกลุ่ม สว. ที่ร่วมแถลงในฐานะ สว. ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้ความร่วมมือกับ กกต. มาโดยตลอด

ที่มาของภาพ, thai news pix
ประเด็นที่ว่า ดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนเรื่องนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ กกต. ส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอ และเมื่อมีการส่งเรื่องมา ดีเอสไอมีหน้าที่พิสูจน์ทราบว่ามีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร หลังจากที่รวบรวมมาแล้ว ดีเอสไอก็รายงานมาว่ามีข้อมูลที่น่าจะพิสูจน์ทราบได้ว่าน่าจะเป็นปัญหา
ในขณะเดียวกัน รายการข่าวข้นคนข่าว ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เผยแพร่เอกสารของดีเอสไอหนึ่งฉบับ ลงวันที่ 25 ก.ย. 2567 ซึ่งส่งจาก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอในเวลานั้น และปัจจุบันเป็นอธิบดี ส่งถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
เอกสารฉบับดังกล่าว ยืนยันถึงอำนาจของดีเอสไอ ซึ่งปรากฏสาระสำคัญของหนังสืออ้างถึงคำสั่งตั้งบุคลากรของดีเอสไอ เป็นเจ้าพน้กงานเพื่อสืบสวนไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ ซึ่งอยู่ในรูปของคณะอนุกรรมการตามที่ กกต. มอบหมาย ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการ "ฮั้วเลือก สว." จำนวน 3 คำร้อง
เปิดเอกสารดีเอสไอส่งถึง กกต. พบ "โพยฮั้ว" มีชื่อ 138 สว.
เอกสารที่อ้างว่าเป็นของดีเอสไอ ส่งถึงประธาน กกต. ลงวันที่ 3 ก.พ. 2568 แจ้งความคืบหน้าผลการสืบสวน และขอความเห็นการดำเนินคดี ระบุรายละเอียดการสอบสวน ตามคำร้อง 3 คำร้องที่ได้รับระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค. 2567 "ปรากฏข้อเท็จจริง เชื่อได้ว่ามีขบวนการในรูปแบบคณะบุคคล มีการจัดตั้งเครือข่ายขบวนการซึ่งปกปิดวิธีการ" และ "มีการวางแผนสลับซับซ้อน ทราบเฉพาะในกลุ่มขบวนการ" ไล่เรียงได้ดังนี้
- ขบวนการได้จัดการให้มีผู้สมัคร สว. ในระดับอำเภอ โดยสมัครกลุ่มละ 5 คน รวม 100 คน ในระดับอำเภอ 928 อำเภอ (หลักเกณฑ์รอบเข้าเลือกได้ 5 คน) จึงทำให้บางจังหวัดมีผู้สมัครจำนวนมาก สำหรับค่าตอบแทนนั้น ระดับอำเภอ จำนวน 5,000 บาท ระดับจังหวัด จำนวน 10,000 บาท และระดับประเทศ จำนวน 40,000-100,000 บาท และถ้าได้สมาชิกวุฒิสภามากกว่า 120 คน จะได้เพิ่ม จำนวน 100,000 บาท
- หลังจากวันที่ 16 มิ.ย. 2567 ภายหลังผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด ขบวนการได้นัดหมายผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ ไปจัดทำโพยฮั้ว สว. ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และ จ.นครนายก ในวันที่ 24 มิ.ย. 2567 เวลา 16.00 น. ซึ่งมีการจ่ายเงินสดเป็นมัดจำ จำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือได้รับภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลเลือกแล้ว
- จากการสืบสวนพบว่า โพยฮั้วสมาชิกวุฒิสภามีหมายเลข จำนวน 2 ชุด กลุ่มละ 7 คน รวม 140 คนและในการเลือก สว. ระดับประเทศ พบว่าขบวนการจัดตั้งมีจำนวนผู้สมัคร สว. ซึ่งอยู่ในขบวนการ จำนวนประมาณ 1,200 คน
- ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 เวลา 05.00 น. ขบวนการได้แจกเสื้อสีเหลือง ให้กับผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ และขบวนการได้อำนวยความสะดวกโดยจัดหารถตู้โดยสารส่งผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ เดินทางไปเมืองทองธานีเพื่อเลือก สว. ระดับประเทศ และผลการเลือก สว. ในรอบเช้าและรอบไขว้ เป็นไปตามโพยฮั้ว สว. ทุกประการ
- สำหรับโพยฮั้ว สว. จำนวน 2 ชุด กลุ่มละ 7 คนนั้น พบว่าเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สว. จำนวน 138 คน และอยู่ในลำดับสำรอง 2 คน
กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2563 มาตรา 77 (3) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542












