อำนาจเหนือแม่น้ำโขงในมือจีน-ลาว ทำไทยน้ำท่วมหนักขึ้นอย่างไร

ที่มาของภาพ, นพ.สมหมาย เอี๋ยวประดิษฐ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่น้ำโขง เห็นตรงกันว่าสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่กำลังกระทบต่อไทย เกิดจากจีนถือไพ่เหนือกว่าในทางภูมิรัฐศาสตร์ และเห็นว่าการแจ้งขอให้จีนชะลอการระบายน้ำผ่านกลไกของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ยังไม่เห็นว่าจะเกิดผลอย่างไร ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เหตุใดแจ้ง MRC จึงไม่กล่าวถึงเขื่อนกั้นโขงใน สปป.ลาว ที่ทุนไทยไปลงทุน
สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงในช่วงประเทศไทย ตั้งแต่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน จนถึงนครพนม สูงกว่าค่าปกติตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. จนถึงวันนี้ กดดันไม่ให้มวลน้ำที่ท่วมใน จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ไหลลงสู่แม่น้ำโขงได้ โดยปัจจัยสำคัญมาจากการระบายน้ำของเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยที่สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ราว 342 กิโลเมตร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประเทศไทยประสบกับอุกทกภัยจากฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและลาวตอนบน หลังจากภาคเหนือเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องจนพบว่ามีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าปกติ 8% ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. เป็นต้นมา ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา
ขณะที่พื้นที่ริมโขงในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนใน สปป. ลาว ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงเช่นกัน
พื้นที่ 7 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้รับการแจ้งเตือนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ต่ำ ตั้งแต่ช่วงวันนี้ 25-31 ส.ค. โดยล่าสุดวันนี้ (27 ส.ค) สทนช. เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำโขงที่ จ.หนองคาย ให้เฝ้าระวังในวันที่ 29 ส.ค. ที่จะถึงนี้
เขื่อนจีนระบายน้ำเยอะขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตน้ำท่วมภาคเหนือ
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาค International Rivers กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงว่า แม่น้ำโขงคือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นระบบของแม่น้ำ (river system) ที่ไม่สามารถแบ่งเป็นท่อน ๆ ได้ เราเห็นแล้วว่าการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหงที่สิบสองปันนา ทางตอนใต้ของจีน เพิ่มขึ้นจาก 1,320 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 18 ส.ค. เป็น 2,460 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 24 ส.ค. และเช้าวันที่ 26 ส.ค. เขื่อนจิงหงยังคงระบายน้ำที่ 2,100 ลบ.ม./วินาที
“ถึงแม้ว่า สทนช. จะส่งจดหมายผ่านสำนักงานเลขาธิการของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ถึงจีน เพื่อขอให้จัดการลุ่มน้ำโขงตอนบนไม่ให้ซ้ำเติมวิกฤตในทางนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้เห็นว่ามีผลอย่างไรต่อการใช้งานเขื่อนจิงหง ซึ่งเป็นเขื่อนล่างสุดของ 12 เขื่อนชุดที่อยู่บนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน ซึ่งการบริหารจัดการเขื่อนชุดทั้งหมดนี้เป็นไปโดยจีน”
ผอ.รณรงค์ภูมิภาค International Rivers กล่าวด้วยว่า ปริมาณน้ำโขงที่สูงขึ้นถึง 10.70 เมตร ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ส่งผลให้การระบายน้ำจากลำน้ำสาขาที่มีน้ำท่วมไม่สามารถระบายออกสู่แม่น้ำโขงได้ ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำอิง แม่น้ำงาว แม่น้ำรวก นั่นหมายความว่าน้ำจะท่วมนานกว่าเดิม พร้อมระบุว่าตอนนี้เสาวัดระดับน้ำที่เชียงของเหลือเพียง 30 ซม. ก็จะจมแล้ว
น.ส.เพียรพร ยังระบุด้วยว่า แม้ว่าจะมีการหารือและจีนได้ให้ข้อมูลแก่ประเทศท้ายน้ำผ่านระบบ data sharing ว่าเขื่อนจิงหงระบายน้ำเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน สิ่งที่ควรทำคือรัฐบาลต้องหารือกับประเทศในลุ่มน้ำเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่เป็นทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน

ที่มาของภาพ, นพ.สมหมาย เอี๋ยวประดิษฐ์
“เรื่องนี้มิใช่เพียงการที่ผู้นำลงไปแจกของและอาหารให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หากรัฐบาลใหม่ของไทยที่มีนายกฯ หญิงที่อายุน้อยที่สุดจะสามารถยกประเด็นลุ่มน้ำโขงมาหารือร่วมกันกับประเทศในลุ่มน้ำ โดยมีส่วนร่วมของประชาชน การหารือกับจีนและประเทศเพื่อนบ้านอย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง จะสามารถแสดงความเป็นผู้นำรุ่นใหม่ในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดนที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคได้” น.ส.เพียรพร กล่าว
ข้อมูลอุทกวิทยาแม่น้ำโขง กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ให้เห็นว่าปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2567 อยู่ที่ 1,320 ลบ.ม./วินาที และเพิ่มสูงขึ้นมาเป็น 2,070 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 23 ส.ค. และสูงสุดในรอบสัปดาห์เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ด้วยปริมาณน้ำ 2,460 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ อ.เชียงแสน ช่วงวันที่ 24-26 ส.ค. เพิ่มเป็น 8,220-8,830 ลบ.ม./ วินาที สูงกว่าปริมาณน้ำสัปดาห์ก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5,000 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่การตรวจวัดในวันนี้ (27 ส.ค.) ที่สถานีเชียงแสน เมื่อเวลา 07.00 น. อยู่ที่ 7,830 ลบ.ม./ วินาที
สทนช. ยืนยันไม่ได้เพิกเฉย
ก่อนหน้านี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศสองฉบับ เตือนเฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นและให้เตรียมรับมือจากสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและท่วมขังบริเวณริมแม่น้ำโขง ช่วงวันที่ 20-25 ส.ค. ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ จ.บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี และประกาศฉบับที่สอง แจ้งเตือนเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย และหนองคาย ในช่วงวันที่ 25-31 ส.ค.
ต่อมาวันที่ 24 ส.ค. สทนช. เปิดเผยว่าได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC Secretariat) ขอให้ MRC ประสานงานกับ สปป.ลาว เพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้ระดับน้ำลดลงจากการล้นตลิ่งของแม่น้ำโขง พร้อมทั้งให้ประสานงานกับจีน เพื่อแจ้งสถานการณ์ในปัจจุบันของลุ่มน้ำโขงตอนล่างเพื่อให้จีนชะลอการปล่อยน้ำและบริหารจัดการน้ำในเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบน
ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า นอกจากการประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการ MRC ซึ่งเป็นองค์กรร่วมของสมาชิกกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงแล้ว ทาง สทนช. ได้มีหนังสือไปถึงศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำ ภายใต้ความร่วมมือแม่น้ำโขง-แม่น้ำล้านช้าง (LMC Water Center) เพื่อแจ้งถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอีกทางหนึ่ง ซึ่ง LMC อยู่ในระหว่างประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ
“คิดว่าภายใน 1-2 วันนี้ ก็สามารถที่จะทราบและรู้เรื่อง เพราะว่าตอนนี้เขาไปประสานกับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาตรงนี้ เราก็รอคำตอบอยู่เหมือนกัน เป็นการแจ้งขอความร่วมมือไป” เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อ 26 ส.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ประเด็นที่ทาง สทนช. แจ้งไปยังสำนักงานเลขา MRC และศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำภายใต้ความร่วมมือแม่น้ำโขง-แม่น้ำล้านช้าง ซึ่ง ดร.สุรสีห์บอกว่า เป็นทางจีนโดยตรง คือสถานการณ์แม่น้ำโขงที่มีปริมาณน้ำมากบริเวณภาคเหนือของไทยและในภาคอีสานช่วง จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม พื้นที่ต่ำริมแม่น้ำโขง ซึ่งกำลังเริ่มได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงเช่นกัน
เลขาธิการหน่วยงานน้ำของประเทศไทย ปฏิเสธด้วยว่า นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไทยต่อรองจีนได้ยาก แต่เป็นเรื่องการให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำ และยืนยันว่า สทนช. “ไม่ได้เพิกเฉย” ต่อสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง เพราะได้ดำเนินการตามกลไกไปแล้วทุกช่องทาง
“ไม่ใช่การต่อรองได้ยาก แต่เราต้องให้ข้อมูลเขา เหมือนกรณีในบ้านเราเอง เขื่อนใดเขื่อนหนึ่งปล่อยน้ำมา แล้วด้านท้ายน้ำแจ้งไป ก็ต้องมีการทบทวน” ดร.สุรสีห์ กล่าว
ทั้งนี้ ดร.สุรสีห์ เปิดเผยว่าจากการประสานงาน ทราบว่าทาง MRC ได้แจ้งไปทางศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำ LMC ของจีนเช่นกัน และประสานไปทาง สปป.ลาว ด้วยว่าจะสามารถควบคุมการระบายน้ำในลุ่มน้ำสาขาในลาวอย่างไรได้บ้างเพื่อลดผลกระทบ
“ตอนนี้ สทนช. ทำหนังสือไปสองทาง คือ MRC และ LMC ความร่วมมือล้านช้างแม่โขง คือทางจีนโดยตรง เขาก็ได้รับจดหมายตอบรับเรียบร้อย และเขาแจ้งว่าอยู่ในระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา และจะแจ้งให้ทราบว่าผลดำเนินการเป็นไปอย่างไรอีกทีหนึ่ง”
จีนถือไพ่เหนือกว่าในทางภูมิรัฐศาสตร์
ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การแจ้งเรื่องไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ไม่ใช่การแจ้งไปยังรัฐบาลจีนหรือรัฐบาล สปป. ลาวโดยตรง แต่ในเมื่อจีนไม่ได้เป็นสมาชิกของประเทศลุ่มน้ำโขง (MRC) กลไกดังกล่าวอาจมีเพียงข้อตกลงหรือการแบ่งปันข้อมูลเรื่องระดับน้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถขอให้จีนชะลอการปล่อยน้ำลงมาได้
“การที่จีนไม่ได้เป็นสมาชิกของ MRC แสดงว่าจีนถือไพ่ที่เหนือกว่าในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ เพราะว่าตัวเองอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำโขง และจีนเองพยายามจะไม่นับตัวเองว่าอยู่บนแม่น้ำสายประธานคือแม่น้ำโขง โดยอ้างว่าแม่น้ำโขงที่ไหลในประเทศจีนเป็นเพียงแม่น้ำสาขาที่เรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าคงไม่ได้ผลในแง่ของการขอให้ MRC ไปขอให้จีนชะลอการปล่อยน้ำและบริหารจัดการน้ำในเขื่อน”
เขื่อนกั้นโขงใน สปป.ลาว สร้างผลกระทบเช่นกัน
ในส่วนของการขอให้ทาง สปป.ลาว ช่วยบริหารจัดการน้ำของเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ตามหนังสือของไทยที่แจ้งไปยัง MRC ดร.ไชยณรงค์ชี้ว่า แม้ลาวจะเป็นสมาชิกของ MRC แต่ที่ผ่านมา การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาขาเหมือนเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละประเทศ จึงอาจมีปัญหาตามมาว่าลาวจะสนใจหรือไม่ แต่อีกประเด็นที่เกิดขึ้นคือ หนังสือที่ไทยแจ้งไป ไม่ได้ขอให้ MRC ประสานกับลาวต่อการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนที่สร้างกั้นแม่น้ำโขง คือ เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งอยู่ใต้เขื่อนจีนลงมาและอยู่ใต้เขื่อนกั้นแม่น้ำสาขาในลาว ทั้งที่พื้นที่ท้ายเขื่อนไซยะบุรีในส่วนของไทยก็ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำ ตั้งแต่ อ.เชียงคาน จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม เป็นต้นมา

ที่มาของภาพ, The Mekong Butterfly
“ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่กล้าระบุในกรณีของเขื่อนกั้นแม่น้ำสายประธาน หรือเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งอยู่ใต้เขื่อนจีนและเขื่อนกั้นแม่น้ำสาขาในประเทศลาว” ดร.ไชยณรงค์กล่าว “ผมไม่อยากคิดลึกไปถึงขนาดว่า เป็นเพราะผลประโยชน์ของรัฐบาลไทยหรือเปล่า ถึงไม่กล้าระบุกรณีเขื่อนไซยะบุรี ทั้งที่เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนสุดท้ายที่มีการบริหารจัดการน้ำและจะกระทบต่อพี่น้องสองฝั่งโขงใน 7 จังหวัดภาคอีสาน”
ข้อมูลอุทกวิทยาแม่น้ำโขง จากกรมทรัพยากรน้ำ ชี้ให้เห็นว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ตรวจวัดได้ที่สถานีเชียงคาน หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และโขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา
ล่าสุดวันนี้ (27 ส.ค.) สถานีเชียงคาน ซึ่งเป็นสถานีวัดน้ำจุดแรกที่แม่น้ำโขงเข้าสู่เขตไทยที่ จ.เลย วัดปริมาณน้ำได้ 15,080 ลบ.ม./วินาที เพิ่มจาก 11,770 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจาก 12.70 เมตร เป็น 14.39 เมตร ในช่วงเดียวกัน
สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ดำเนินการโดย บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานจาก สปป.ลาว ในการออกแบบพัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เป็นระยะเวลา 31 ปี
บริษัทดังกล่าวมี บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด ของกลุ่ม ช.การช่าง ถือหุ้น 42.5%, บริษัท นที ซินเนอร์ยี จำกัด 25%, บริษัท ผลิตไฟฟ้า-ลาว มหาชน 20% และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า 12.50% โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้ไทยโดยผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 95% และขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวอีก 5%
อำนาจบริหารจัดการแม่น้ำโขงอยู่ที่ใคร
จากการที่แม่น้ำโขงมีเขื่อนกั้นในหลายพื้นที่ ดร.ไชยณรงค์ มองว่าอำนาจการจัดการน้ำในแม่น้ำโขงใช้วิธีการแบบพื้นที่ใครพื้นที่มัน ไม่ได้คิดว่าแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำนานาชาติและมีคนต้องพึ่งพา ถ้ามีการบริหารจัดการน้ำ มีการสร้างเขื่อน แต่ละประเทศก็ไม่ได้สนใจว่านี่เป็นแม่น้ำนานาชาติ
นักวิชาการจาก ม.มหาสารคาม กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะจีน กรณีเขื่อนไซยะบุรีก็เห็นอย่างชัดเจนว่าเขื่อนที่สร้างในพื้นที่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (MRC) นั้น แม้ว่า MRC เคยเสนอให้เลื่อนการสร้างเขื่อนออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“ทุนไทยจะไปสร้าง รัฐบาลไทยก็ไม่ทำอะไร ทั้งลาวและไทยก็เดินหน้า ไทยก็ซื้อไฟฟ้า ทุนไทยก็ไปลงทุน แต่ว่า MRC ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบ ๆ”
เมื่อถามว่า การขอให้ประเทศอย่างจีนหรือลาว ชะลอการระบายน้ำหรือบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบฝั่งไทย เป็นไปได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแม่น้ำโขงมองว่า “ไม่ง่าย”
“ผมไม่คิดว่าในแต่ละประเทศจะบริหารจัดการน้ำในเขื่อน โดยคำนึงถึงพื้นที่ที่อยู่ท้ายน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนก็ตาม โดยธรรมชาติของเจ้าของเขื่อน เขาก็ต้องรักษาเขื่อนไว้ รักษาผลประโยชน์ของตัวเขื่อนเป็นหลัก แม้แต่ในประเทศไทยเอง เขื่อนไหนปล่อยน้ำแล้วคำนึงถึงประชาชนมันก็ไม่มี แล้วยิ่งข้ามพรมแดนด้วย เขายิ่งไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่มีอะไรทำอะไรเขาได้” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว
สถานทูตจีนชี้แจงเขื่อนจิ่งหง “ไม่ได้ดำเนินการระบายน้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้”
โฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ระบุว่า จากสถานการณ์ที่พื้นที่หลายแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยได้เกิดน้ำท่วม ฝ่ายจีนมีความกังวลอย่างมากในเรื่องนี้ โดยจากการสอบถามเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน สภาพน้ำของตอนแม่น้ำในประเทศจีนได้อยู่ภาวะปกติในเมื่อเร็ว ๆ นี้ และอ่างเก็บน้ำที่เกี่ยวข้องของแม่น้ำล้านช้างได้อยู่ในสถานะกักเก็บน้ำ ตั้งแต่วันที่ 18-25 ส.ค. และสถานีไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหง “ไม่ได้ดำเนินการระบายน้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้”
“ปริมาณการไหลออกเฉลี่ยต่อวันของสถานีไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงได้ลดลง 60% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. ในปีก่อนหน้า และไม่ได้มีการดำเนินการระบายน้ำ” เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่คำชี้แจงนี้เมื่อคืนวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา
สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ระบุด้วยว่า 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำ “ล้านช้าง” ซึ่งจีนใช้เรียกแม่น้ำโขงในเขตแดนจีน เป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันที่เชื่อมต่อด้วยภูเขาและแม่น้ำ ฝ่ายจีนเคารพและเอาใจใส่ผลประโยชน์และข้อกังวลของประเทศในลุ่มแม่น้ำอย่างเต็มที่ จีนยินดีที่จะส่งเสริมการแบ่งปันและความร่วมมือในด้านข้อมูลทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการแบบบูรณาการในลุ่มแม่น้ำ และร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภัยพิบัติน้ำท่วม และความท้าทายอื่น ๆ











