น้ำท่วม 67 มวลน้ำน้อยกว่าปี 54 แต่ความเสียหายกลับมากกว่าในหลายจังหวัด เป็นเพราะอะไร

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหตุมหาอุทกภัยในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำระบุ อุทกภัยสร้างความเสียหายให้กับภาคเหนือเทียบเท่ามหาอุทกภัยในปี 2554 ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) มั่นใจว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ไม่รุนแรงเท่า

จากภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ล่าสุดพบว่า จ.เชียงราย พะเยา ลำพูน แพร่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ยังมีน้ำท่วมขัง รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 471,206 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 252,362 ไร่ ลักษณะของพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำสายหลักและสายรอง รวมถึงพื้นที่ชุมชน และเส้นทางคมนาคมบางส่วน

ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 16-26 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากใน 13 จังหวัดภาคเหนือและภาคใต้ ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,953 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 ราย

ปัจจุบัน ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา และสุโขทัย ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,858 ครัวเรือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ภาคเหนือเสียหายจากอุทกภัยเทียบเท่าปี 2554 หรือมากกว่าในบางจุด

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหาร Futuretales LAB, MQDC และผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ฝนที่ตกในภาคเหนือช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากปัจจัยฝนจากช่วงมรสุมเพียงอย่างเดียว

“น้ำทะเลทั้งสองฝั่งของบ้านเราไม่ว่าจะเป็นแปซิฟิกหรืออันดามันมีอุณหภูมิสูงมาก ส่งผลให้มีความชื้นในชั้นบรรยากาศเยอะ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อน และมันก็รอเพียงแค่ปัจจัยเร่งเท่านั้นเพื่อให้ฝนตกลงมา ซึ่งมันก็คือร่องฝนพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ทำให้ฝนตกภาคเหนือเยอะ” เขาบอก

รศ.ดร.เสรี ประเมินว่าภาคเหนือได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเทียบเท่ากับเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และบางพื้นที่เกิดความเสียหายมากกว่าด้วยซ้ำ เช่น เชียงราย น่าน และ สุโขทัย แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นยังมีปัจจัยซับซ้อนมากกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ นั่นคือกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“น่านและเชียงราย เรายอมรับว่าฝนตกหนักกว่าปกติและใกล้เคียงปี 2554 แต่ที่แพร่ฝนตกไม่หนัก กลับเสียหายหนัก แสดงให้เห็นว่ากายภาพของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้น้ำท่วมแพร่หนักมาก แม้ว่าฝนตกไม่หนัก”

ทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่ตัวเมืองสุโขทัย ระดับน้ำแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่ากำแพงป้องกันตลิ่ง ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือ โดยหน่วงน้ำไว้ที่เหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก และใช้คลองหกบาท คลองยมน่าน แม่น้ำยมสายเก่า และแม่น้ำน่าน ช่วยตัดยอดน้ำหลากก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองสุโขทัย พร้อมควบคุมการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

“การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่การปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจจะต้องไม่สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรชาวบ้านโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เช่น สุโขทัยเกิดความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรง เพราะว่าการตัดยอดน้ำเข้าไปแม่น้ำยมสายเก่าหรือด้านข้าง ทำให้คันน้ำแตกเข้าท่วมพื้นที่ชาวบ้านเกือบหมด ซึ่งสุดท้ายก็ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ดี เพราะคันน้ำแตก มันก็เป็นบทเรียนว่ามันควรมีแผนชัดเจนว่าคุณจะเอาน้ำไปที่ไหน ควรแจ้งเขาก่อน เพราะนากำลังจะเกี่ยว มันเป็นพืชผลเศรษฐกิจ แล้วก็เกิดความขัดแย้งกันและแรงต้านตามมา” รศ.ดร.เสรี ให้ความเห็น

.

ที่มาของภาพ, GISTDA

คำบรรยายภาพ, แผนที่น้ำท่วมจาก GISTDA ระบุ 9 จังหวัดภาคเหนือยังพบน้ำท่วมขัง พื้นที่เสียหายกว่า 471,206 ไร่

เหตุที่ทำให้น้ำท่วมภาคเหนือในครั้งนี้ เขามองว่าเกิดจาก “ขาดการประเมินล่วงหน้า” อันส่งผลให้เกิดความเสียหายมากใน จ.เชียงราย และ จ.น่าน

“ตรงนี้เป็นการบ้านว่าใครจะเป็นผู้ประเมิน มันเป็นช่องว่างมานานแล้ว เพราะส่วนกลางเอง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ก็ไม่สามารถประเมินได้ เพราะมันเป็นพื้นที่เฉพาะ ฝ่ายท้องถิ่นก็ขาดองค์ความรู้และงบประมาณ ขาดคน ถึงได้ถามว่าแล้วใครจะเป็นคนประเมินสถานการณ์ว่าจะเอาน้ำไปไว้ตรงไหน

โดยหลักการแล้วท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้ประเมิน แต่ว่าในทางปฏิบัติส่วนกลางก็คุมอำนาจแล้วไม่อยากปล่อย เพราะเป็นผู้คุมงบประมาณ ประเทศไทยมันเป็นแบบนี้ มันจึงเป็นเรื่องน้ำการเมือง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าว

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการบริหารงานน้ำมากกว่า 38 แห่ง กระจายอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ จากข้อมูลที่สำนักข่าว Lanner สำรวจ

ล่าสุด วันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา น.ส.จิราพร สินธุไพร รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นหน่วยเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยยึดแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต (แผนพระอินทร์) ของกรมประชาสัมพันธ์ จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (Joint Information Center - JIC) ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย เพื่อนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

และวันนี้ (26 ส.ค.) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รักษาการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม อว. เป็นวอร์รูมในการวางแผน ประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ และสั่งการไปยังหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและสิ่งของที่จำเป็นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำงานด้านการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

สนทช. ระบุน้ำไม่ท่วมหนักเท่าปี 2554

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. บอกว่า จากการประเมินสถานการณ์อุทกภัยร่วมกับหลายหน่วยงาน พบว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554 และ ปี 2565

  • ปี 2554

มีพายุพัดผ่านเข้าไทย จำนวน 5 ลูก ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าค่าปกติ 24% และมีค่ามากที่สุดในคาบ 61 ปี (นับจาก พ.ศ. 2494)

ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ บอกว่า ปีดังกล่าวเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปีและยืดเยื้อถึงปลายปี พื้นที่น้ำท่วมกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคกลาง ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 70 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2485

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่ามี 74 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 16,224,302 คน จาก 5,247,125 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 1,026 คน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 23,839 ล้านบาท

  • ปี 2565

เกิดน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคกลาง และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร จากฝนที่ตกหนักในช่วงมรสุม นอกจานี้ยังมีพายุพัดผ่านเข้าไทย จำนวน 1 ลูกในช่วงเดือน ก.ย. ได้แก่ พายุโนรู ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ระหว่างวันที่ 28 ก.ย. – 8 ต.ค. 2565 จำนวน 54 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบจำนวน 156,240 ครัวเรือน

ในปีดังกล่าวไทยยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันและไต้ฝุ่นที่เข้ามาบริเวณประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 1,876 มม. สูงกว่าค่าปกติ 27% หรือมากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 40 ปี ซึ่งมากกว่าปี 2554 ที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยร้ายแรง แต่ในปี 2565 กลับพบว่าสถานการณ์อุทกภัยไม่รุนแรงและยาวนานเหมือนปี 2554

แต่สำหรับปี 2567 พบว่า เดือน ส.ค. นี้ ปริมาณฝนในภาพรวมของประเทศไทย ยังคงต่ำว่าค่าปกติ 4% และต่ำกว่า ปี 2554

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, น้ำท่วม ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

พร้อมกันนี้ ดร.สุรสีห์ ยังบอกด้วยว่า ในปีนี้อ่างเก็บน้ำภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็น 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้ 12,071 ล้าน ลบ.ม. เปรียบเทียบกับปี 2554 รองรับได้เพียง 4,647 ล้าน ลบ.ม. และปี 2565 รองรับได้เพียง 11,929 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกับยืนยันว่าปริมาณน้ำท่ายังคงอยู่ในการควบคุมและเป็นไปตามแผน

“เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอนโซ จากสภาวะเอลนีโญสู่สภาวะลานีญา ประกอบกับอิทธิพลของมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ต่าง ๆ และส่งผลให้เกิดน้ำหลากในหลายพื้นที่ จากการติดตามประเมินสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า ปริมาณฝนตกในทุกพื้นที่ขณะนี้ระดับความรุนแรงยังเทียบไม่ได้กับปี 2554” เลขาธิการ สนทช.กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี เห็นแย้งกับการประเมินดังกล่าวของ สนทช. โดยระบุว่า “การที่บอกว่าท่วมไม่เหมือนปี 2554 เป็นการสื่อความหมายที่ผิด ถามว่าปริมาณน้ำเมื่อปี 2564-2565 เท่ากับปี 2554 ไหม มันไม่เท่ากันแน่นอน แต่ระดับน้ำสูงกว่าปี 2554 แน่ ๆ เพราะว่าเกิดการบีบอัดลำน้ำจากการสร้างคันป้องกันตนเองของหลายหน่วยงาน”

“หากให้ประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ผมให้เป็นปี 65++ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพายุที่จะเข้ามา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ระบุ

60 วันอันตราย จุดเปลี่ยนน้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

รศ.ดร.เสรี บอกด้วยว่าฝนในช่วงเดือน ส.ค. นี้ยังไม่น่ากังวลเท่ากับฝนที่กำลังจะมาในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าต่อจากนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยประเมินว่าช่วงเดือน ก.ย. ภาคเหนือและภาคกลางจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น จากนั้นร่องฝนจะไล่ลงสู่ทางใต้ตอนบนในช่วงเดือน ต.ค. เป็นต้นไป ตามมาด้วยภาคใต้ตอนล่างในช่วงเดือน พ.ย.

“โดยปกติของบ้านเราจะมีฝนตกหนักในช่วงเดือน ก.ย. อยู่แล้ว สำหรับภาคเหนือและภาคกลาง แต่ปัจจัยเสริมอีกอย่างในช่วงเดือน ก.ย. คือพายุจร หน่วยงานต่างประเทศคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีพายุ 14-15 ลูก แต่ผมคิดว่าจะเข้าไทย 1-2 ลูกในช่วงเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้นมันจึงเป็นเดือนที่ตัดสินว่า น้ำที่เข้ามาในช่วง ก.ย. จะเข้ากรุงเทพฯ ขนาดไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องประเมินต่อเนื่อง”

ขณะที่ สนทช. วิเคราะห์สถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่าปี 2567 จะมีพายุพัดผ่านเข้าประเทศไทยจำนวน 2 ลูก และมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ในช่วงเดือน ก.ย. - ต.ค. จึงกำชับให้ทุกภาคส่วนอย่าประมาท

.

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, เหตุการณ์ดินถล่มเนื่องจากฝนตกหนักที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 23 ส.ค.

รศ.ดร.เสรี ยังบอกด้วยว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ “ระเบิดฝน (Rain Bomb)” ซึ่งมีลักษณะตกสั้น ๆ แต่ตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถี่มากขึ้นด้วย อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยล่าสุดเกิดที่ จ.ตราด และ จ.ภูเก็ต จนทำให้เกิดอุทกภัยและสร้างความเสียหายตามมา

“น้ำท่วมรอระบายจะกลายเป็นปัญหาของทุกเมืองหลังจากนี้ เมืองต่าง ๆ ควรออกแบบให้รองรับน้ำที่ตกลงมาในระยะเวลาจำกัด และระบายออกไปให้ได้ภายใน 1-2 วัน”

จากการประเมินของคณะทำงานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่ง รศ.ดร.เสรี เป็นหนึ่งในคณะทำงานดังกล่าว ยังคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยจะเผชิญภัยแล้งมากขึ้น 6 เท่า และเกิดน้ำท่วมมากขึ้น 2 เท่า โดยในปี 2569, 2571-2572 ไทยจะเผชิญภัยแล้งรุนแรง และมีน้ำท่วมใหญ่ในปี 2573

“เมื่อประเมินสถานการณ์ หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศยังใช้ฉากทัศน์เรื่อง Climate change เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันแสดงให้เห็นว่าเราตามเขาไม่ทัน ทั้งที่มันมีฉากทัศน์ใหม่ออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ดังนั้น โจทย์ของรัฐบาลต่อจากนี้คือจะจัดการปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งยังเป็นปัญหาของไทยอยู่” รศ.ดร. เสรี กล่าวกับบีบีซีไทย