โลกร้อนและเขื่อนบนแม่น้ำโขง เป็นเหตุให้น้ำท่วมภาคเหนือของไทยหนักกว่าทุกปีหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, HANDOUT/นพ.สมหมาย เอี๋ยวประดิษฐ์

คำบรรยายภาพ, สภาพน้ำท่วมบริเวณลำน้ำงาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

ล่าสุดมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่าพันครัวเรือน จากข้อมูลล่าสุดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน แพร่ เพชรบูรณ์ และ อุดรธานี

ทั้งนี้ พบว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบฝนที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน มีปริมาณสูงสุดของประเทศที่ 180.9 มิลลิเมตร

ขณะเดียวกันเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (22 ส.ค.) สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพน้ำท่วมเข้าบ้านสูงระดับคอของนายฉลอง เก่งกาญจน์ ชาวบ้านหมู่ 9 ต.บ้านร่องมะขามป้อม ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย ซึ่งต่อมามีรายงานว่าทางเจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้อพยพออกจากบ้านตั้งแต่บ่ายเมื่อวานนี้ถึง 3 รอบด้วยกัน แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมย้ายออกไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เมื่อมีมวลน้ำไหลเข้ามายังหมู่บ้าน จึงกลายเป็นผู้ประสบภัยในที่สุด

สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.เชียงราย รายงานว่าจากฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอุทกภัยและดินถล่ม มีประชาชนได้รับผลกระทบ 5,579 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับผลกระทบ 12,828 ไร่ แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ โดยบางพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายพยายามระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณ อ.เชียงของ แต่เป็นไปได้ช้าเนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงมีมากเช่นกัน

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ซึ่งอยู่ที่ จ.เชียงราย ในช่วงเวลานี้ บอกกับบีบีซีไทยว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าเขื่อนของจีนในแม่น้ำโขงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดภาคเหนือหรือไม่ เนื่องจากไม่มีข้อมูลการระบายน้ำของแต่ละเขื่อนที่เปิดเผยสู่สาธารณะให้ตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ระบุในประกาศฉบับล่าสุดว่า ในฐานะผู้แทนของประเทศไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จะคอยติดตามสถานการณ์และแจ้งต่อคณะกรรมาธิการฯ ได้ทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเทศสมาชิก MRC จะได้พิจารณาการบริหารจัดการน้ำของเขื่อน เพื่อหลีกเลี่ยงอุทกภัยจากปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งในหลายจังหวัดของประเทศไทย

.

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.เชียงราย

คำบรรยายภาพ, นายฉลอง เก่งกาญจน์ ชาวบ้านหมู่ 9 ต.บ้านร่องมะขามป้อม ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย กับระดับน้ำที่ท่วมถึงคอ

ผอ.ฝ่ายรณรงค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ มองว่า เหตุอุทกภัยในเชียงรายขณะนี้เกิดจากฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนสูงมาก นอกจากนี้การก่อสร้าง การถมทางน้ำ และการสร้างถนนเส้นใหม่ ก็ทำให้แนวระบายน้ำเดิมทำงานยากขึ้น

ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 – 18 ส.ค. ปริมาณฝนในภาคเหนือมีปริมาณมากกว่าค่าปกติถึง 8% แต่ยังน้อยกว่าภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าปกติที่ 10%

ทั้งนี้ ปริมาณฝนของภาคเหนือในช่วงเดือน ส.ค. มีแนวโน้มสูงกว่าปีที่แล้วเนื่องจากจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 24 ส.ค. โดยในตอนนี้วัดได้ 144.1 มิลลิเมตร ขณะที่ปีที่แล้ววัดปริมาณได้ 157.7 มิลลิเมตร

“ความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในจังหวัดเชียงรายตอนนี้ คือ โดยเฉพาะใน อ.เวียงแก่น และ เชียงของ คือในตอนนี้มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าซึ่งจะนำไปสู่การก่อสร้างเขื่อนปากแบงซึ่งจะกั้นน้ำโขงที่อยู่ในลาว ซึ่งอ้างว่าหากสร้างจะช่วยกักเก็บน้ำได้ 335-340 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และทางกรมทรัพยากรน้ำมาปักเสาวัดระดับน้ำตามริมแม่น้ำโขงในหลายสถานี แต่ตอนนี้บริเวณแก่งผาไดซึ่งเป็นพรมแดนไทยที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน เสาวัดระดับน้ำได้จมมิดไปแล้ว แม้ยังไม่มีเขื่อน” เธอบอก

.

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.เชียงราย

ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า สาเหตุหลัก ๆ ของอุทกภัยครั้งนี้เกิดจากภาคเหนือตอนบนมีฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากในบางแห่ง ขณะที่ภาคอีสานมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและประเทศลาวตอนบนได้เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมีแนวพัดสอบของลมตะวันออกเฉียงใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้ในระดับบนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

แต่จากรายงานของกลุ่มธนาคารโลกซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2021 ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุทกภัยในไทยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งพบว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดในโลก โดยแต่ละปีน้ำท่วมได้สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับประเทศเฉลี่ยปีละ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 98,800 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นเกือบ 100% ของมูลค่าความสูญเสียที่เกิดจากภัยพิบัติในประเทศ

“การศึกษาชี้ให้เห็นว่าอุบัติการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนตกหนักบ่อยครั้งมากขึ้น อันก่อให้เกิดน้ำล้นตลิ่งผิดปกติเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตเมือง และเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ภูเขา”

และดูเหมือนว่าความถี่ของเหตุการณ์ฝนตกหนัก (มากกว่า 100 มิลลิเมตรใน 1 วัน) มีแนวโน้มจะเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนด้วย โดยในรายงานอ้างข้อมูลจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCC) ที่คาดการณ์ว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นเพิ่มขึ้นในประเทศไทยระหว่างปี 2013-2043 ขณะที่พายุมรสุมจะค่อนข้างคงที่ในช่วงเวลาเดียวกัน

ด้านกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย ได้จัดทำข้อมูลการคาดการณ์แนวโน้มการเกิดน้ำท่วมในช่วง 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบัน - 2035) โดยวิเคราะห์จากแบบจำลองภูมิอากาศ 2 กรณี คือกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง และกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยพบว่ามี 10 จังหวัดที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วง 10 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคอีสานตอนบน ดังนี้

10 จังหวัดที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรง กรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง

  • ตาก
  • หนองคาย
  • บีงกาฬ
  • น่าน
  • แม่ฮ่องสอน
  • พะเยา
  • แพร่
  • ตราด
  • เชียงใหม่
  • นครพนม

10 จังหวัดที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรง กรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง

  • ตาก
  • เพชรบุรี
  • มุกดาหาร
  • นครพนม
  • อุทัยธานี
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • ตราด
  • ราชบุรี
  • เชียงใหม่
  • กาญจนบุรี

กรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง หมายถึง สถานการณ์สมมติที่โลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปี 2100 ใกล้เคียงกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.7 องศาเซลเซียส ในช่วงปี 2081-2100

ส่วนกรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง หมายถึง สถานการณ์สมมติที่โลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปี 2100 เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4 องศาเซลเซียส ในช่วงปี 2081-2100

ทั้งนี้ ประชาคมโลกยังห่างไกลเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่ต้องการ

.

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.เชียงราย

จากข้อมูลของกลุ่มธนาคารโลก ยังบอกด้วยว่า ไทยมีระบบแม่น้ำสองสายที่สำคัญต่อประเทศ คือ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง รวมถึงลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งทอดยาวอยู่ทางทิศตะวันออก แต่สายน้ำทั้งสองแห่งกลับได้รับผลกระทบอย่างมากจากการพัฒนาเมืองของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือการตัดไม้ทำลายป่า

“อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าปริมาณน้ำฝนสูงสุดอาจเพิ่มขึ้น 5-10% ภายในปี 2036-2065 และการไหลของน้ำในแม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบจากการทำงานของเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำ” รายงานของกลุ่มธนาคารโลก ระบุ

.
คำบรรยายภาพ, เขื่อนป้องกันตลิ่งเลียบแม่น้ำโขง บริเวณ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

“เขื่อนป้องกันตลิ่งที่สร้างขึ้นเกือบตลอดแนวลำน้ำโขงของไทยก็ทำให้การซับน้ำบริเวณตลิ่งหายไปด้วย” เพียรพร กล่าว “เมื่อก่อนประชาชนก็จะรู้ว่าน้ำจะเอ่อล้นตลิ่งและเข้าท่วมบริเวณนี้ ก็จะไม่สร้างบ้านบริเวณนั้น แต่พอทำแนวคอนกรีตเป็นเขื่อนป้องกันตลิ่ง คนก็เข้าไปสร้างบ้าน หรือพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ความเสียหายมันเยอะขึ้นเมื่อน้ำล้นตลิ่งเข้ามาท่วม”

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กังวลว่าอาจทำให้ไทยฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมมากขึ้น คือ ลานีญา (La Niña) ซึ่งเป็นสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และทุกภาคมีอุณหภูมิต่ำลงกว่าปกติ

นายสมควร ต้นจาน ผอ.ส่วนพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าปรากฏการณ์ลานีญายังมีกำลังอ่อนมากในขณะนี้ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับไทยในช่วงนี้มากนัก และฝนที่ตกในช่วงนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของมรสุมปกติมากกว่าเกิดจากลานีญา แต่คาดว่าลานีญาจะมีกำลังแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี

“แต่ภาคกลางต้องระวังน้ำหลากจากทางภาคเหนือ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งกำลังมาในช่วงสามเดือนนี้ (ส.ค.-ต.ค.)” นายสมควร บอกกับบีบีซีไทยเมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา