ชาวลาดักร่วมใจต้านภัยภูมิอากาศ สร้าง “หอคอยหิมะ” สูงกว่า 30 เมตร

ice towers

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

นักเขียนและนักถ่ายภาพสิ่งแวดล้อม อารตี กุมาร์-เรา เดินทางไปทั่วเอเชียใต้ในทุกฤดูกาล เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ในอนุทวีป เธอได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “ผู้ริเริ่มบุกเบิกด้านภูมิอากาศ” (climate pioneer) ประจำทำเนียบผู้หญิงร้อยคน (100 Women) แห่งปี 2023 ของบีบีซีด้วย

Ladakh region

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, หิมะเริ่มไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้ชาวลาดักขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการเกษตร

ข้อความต่อไปนี้คือบทความและภาพถ่ายของเธอ ซึ่งเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตของชาวลาดัก (Ladakhi people) ในภาคเหนือของอินเดีย พวกเขาต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนเพราะการละลายตัวของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย

คืนวันที่ 5 ส.ค. ปี 2010 ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของชาวลาดัก เมื่อเมฆมืดดำเทกระหน่ำลงมาเป็นน้ำที่มีปริมาณมหาศาลเทียบได้กับฝนตกทั้งปี ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ตรงบริเวณโดยรอบเมืองเลห์ (Leh) เมืองเอกของภูมิภาค

เมื่อจู่ ๆ ฝนก็กระหน่ำหนักลงมาในทะเลทรายอันหนาวเย็น ทำให้เกิดดินและโคลนถล่มครั้งใหญ่ซึ่งกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้าในเส้นทางของมัน ชาวบ้านที่พากันวิ่งหนีถูกฝังอยู่ในกองดินหนาสีเทาอมน้ำตาล มีผู้สูญหายหลายร้อยคนในคืนนั้น โดยส่วนใหญ่ไม่อาจค้นหาร่างของพวกเขาพบอีกเลย

ภูมิภาคลาดักซึ่งอยู่บนที่ราบสูงตอนเหนือสุดของอินเดีย อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,000 เมตร ตามปกติแล้วเทือกเขาหิมาลัยจะกำบังลมมรสุมไม่ให้พัดเอาความชื้นเข้าถึงภูมิภาคนี้ ทำให้ภูมิอากาศของลาดักค่อนข้างแห้งแล้ง โดยมีแดดจัดถึงปีละกว่า 300 วัน และมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยเพียง 4 นิ้วต่อปี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเป็นคำที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อนในภูมิภาคนี้

Ladakh region

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, การเลี้ยงและต้อนฝูงสัตว์ในทุ่งหญ้า คืออาชีพหลักและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวลาดัก

อุทกภัยที่ทำให้เกิดดินถล่มในปี 2010 ไม่ใช่หายนะทางธรรมชาติครั้งสุดท้าย แต่ยังเกิดเหตุการณ์คล้ายกันติดตามมาซ้ำรอยเดิมในปี 2012, 2015, และ 2018 ซึ่งนับเป็นเหตุประหลาดที่เกิดขึ้นบ่อยถี่ผิดปกติถึง 4 ครั้งในหนึ่งทศวรรษ ทั้งที่ไม่เคยมีฝนตกหนักและอุทกภัยมาก่อนเลยในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าปรากฏการณ์ผิดธรรมชาตินี้ มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

wetlands

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, มิ.ย. 2018: น้ำที่ละลายจากหิมะ ทำให้ทุ่งหญ้าที่ปศุสัตว์และสัตว์ป่าใช้หากิน มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อราว 15 ปีก่อน ภูมิภาคลาดักมีวงจรการหมุนเวียนของน้ำในธรรมชาติที่สม่ำเสมอ ทำให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้อย่างไม่ขาดแคลน หิมะที่ตกในฤดูหนาวจะละลายกลายเป็นน้ำที่ไหลลงลำธารในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนการละลายของธารน้ำแข็งตามฤดูกาลก็เช่นเดียวกัน วงจรของน้ำนี้ทำให้ภาคเกษตรกรรมของลาดักดำรงอยู่ได้

goatherd

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, คนเลี้ยงแพะจำนวนมากต้องเปลี่ยนอาชีพเพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป
farmer

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ตามปกติแล้ว ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิคือช่วงเวลาแห่งความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคลาดัก

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวของลาดักเพิ่มสูงขึ้นราว 1 องศาเซลเซียส ตลอดช่วงระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา หิมะเริ่มไม่ตกตามฤดูกาลและธารน้ำแข็งก็ละลายมากขึ้น จนเกิดการถดถอยหดตัวของธารน้ำแข็งขึ้นไปถึงระดับความสูงใกล้ยอดเขา ซึ่งในบางแห่งยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมสีขาวก็พลอยหายไปด้วยเช่นกัน

village of Stok

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายของหมู่บ้านสต็อก (Stok) ในฤดูใบไม้ผลิ เปรียบเทียบระหว่างปี 2023 (ซ้าย) และปี 2019 (ขวา)

ฉันได้มาเยือนลาดักครั้งแรกในปี 2018 ก่อนจะกลับมาในปี 2019 และหวนคืนมาอีกครั้งในปีนี้ หลังต้องว่างเว้นการเดินทางไปถึงสองปีเพราะการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา

ภูมิทัศน์ในปัจจุบันของลาดักเปลี่ยนแปลงไปมาก การที่หิมะละลายตัวเร็วขึ้น ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอในฤดูใบไม้ผลิ ธารน้ำแข็งหดหายกลับขึ้นไปบนเทือกเขาสูง ทำให้มีน้ำที่ละลายลงลำธารน้อยลง ซ้ำการละลายยังเกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นหลายเดือน ฤดูใบไม้ผลิของลาดักที่เคยเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ กลับดูแห้งผากและเงียบงันในปีนี้

การขาดแคลนน้ำทำให้พื้นที่ทุ่งหญ้าหดแคบลง ชาวบ้านไม่อาจเลี้ยงแพะฝูงใหญ่ ซึ่งให้ขนที่นำไปทอเป็นผ้าพัชมีนา (Pashmina) อันเลื่องชื่อได้อีกแล้ว คนเลี้ยงและต้อนฝูงสัตว์ชาวชางปา (Changpa) ต่างพากันละทิ้งอาชีพและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โดยอพยพไปอยู่ในเมืองเลห์หรือส่วนอื่น ๆ ของประเทศอินเดีย เพื่อหางานใหม่ที่ไม่ใช่การเลี้ยงฝูงสัตว์ในทุ่งหญ้าทำ ส่วนบรรดาเกษตรกรที่มีน้ำไม่พอปลูกข้าวบาร์เลย์หรือทำสวนแอพริคอต ต่างก็อพยพหนีภัยแล้งกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน

Apricot farm

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ชาวสวนแอพริคอตต้องปลูกพืชในสภาพอากาศที่แห้งแล้งมากขึ้น
apricot farming

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ชาวลาดักจำนวนมากทำสวนแอพริคอตเป็นอาชีพหลักมาหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ความหวังยังคงมีอยู่สำหรับภูมิภาคที่ห่างไกลและทุรกันดารแห่งนี้ โดยในระหว่างการเดินทางมาลาดักครั้งที่สองของฉันในปี 2019 ฉันได้พบกับโซนัม วังชุก วิศวกรชาวลาดัก ผู้คิคค้นวิธีการอันชาญฉลาดเพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง โดยในปี 2013 เขาสังเกตเห็นหิมะกองใหญ่ที่ใต้สะพาน ซึ่งไม่ละลายไปเสียทีเพราะมีร่มเงาของสะพานคอยบังแดดอยู่ ภาพนี้ทำให้เขาคิดได้ว่า การทำ “หอคอยหิมะ” ขนาดย่อม โดยก่อเป็นรูปทรงกรวย (cone) อาจช่วยเก็บรักษาหิมะที่จะละลายเป็นน้ำให้ดื่มกินในฤดูใบไม้ผลิได้อย่างเพียงพอ

Sonam Wangchuk

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, โซนัม วังชุก ผู้มุ่งมั่นคิดค้นวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชนของตนเอง
mountain workers

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านช่วยกันต่อท่อนำน้ำจากลำธารบนยอดเขาลงมายังหมู่บ้าน

ด้วยความคิดที่วังชุกบอกว่ามาจากความรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมนี้ เขาต้องการจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถแช่แข็งน้ำจากลำธารในฤดูหนาว โดยเก็บไว้ในรูปของหอคอยหิมะทรงกรวย ซึ่งจะช่วยลดพื้นที่ผิวตรงที่น้ำแข็งด้านนอกจะสัมผัสกับแสงแดด ในขณะที่เพิ่มปริมาตรกักเก็บน้ำแข็งไว้ภายในได้สูงสุดอีกด้วย ส่งผลให้หอคอยหิมะที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บน้ำละลายตัวช้าลงเป็นอย่างมาก จนทำให้ชาวบ้านสามารถจะมีน้ำไว้อุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง

ในการทดลองเพื่อหาหนทางสร้างหอคอยหิมะที่ดีที่สุด วังชุกรวบรวมชาวบ้านได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งพร้อมใจกันมาช่วยคนละไม้คนละมือ จนในที่สุดก็ได้ค้นพบสูตรการก่อหอคอยหิมะที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

Ice stupas

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, สถูปน้ำแข็งกลายเป็นเครื่องประดับตกแต่งภูมิทัศน์แบบใหม่ของลาดัก

อันดับแรกพวกเขาจะต่อท่อ เพื่อนำน้ำจากลำธารบนเขาสูงลงมายังหมู่บ้าน จากนั้นใช้เทคนิคทางวิศวกรรมง่าย ๆ บังคับให้น้ำไหลขึ้นบนท่อที่ตั้งตรงซึ่งมีหัวฉีดติดอยู่ตรงปลาย หัวฉีดจะพ่นน้ำเป็นฝอยละเอียดออกไปรอบ ๆ ก่อนที่อุณหภูมิหนาวเหน็บยามค่ำคืน -30 องศาเซลเซียส จะทำให้มันกลายเป็นน้ำแข็งและสะสมตัวพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นกองหิมะทรงกรวยสูงกว่า 30 เมตรในที่สุด

ice stupas

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, เด็กจากโรงเรียนประจำท้องถิ่นก็มาช่วยกันสร้างสถูปน้ำแข็ง

ชาวลาดักเรียกหอคอยหิมะนี้ว่า “สถูปน้ำแข็ง” ซึ่งคำว่าสถูปนั้นเป็นชื่อของศาสนสถานในพุทธศาสนา สถูปน้ำแข็งนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายจนมีการก่อสร้างกันทั่วไปในภูมิภาค ทั้งยังกลายเป็นความบันเทิงในท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง เพราะมีการประชันขันแข่งระหว่างหมู่บ้านว่า ใครจะก่อสถูปน้ำแข็งได้สูงกว่ากันในแต่ละปี

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การมีหอคอยหิมะหรือสถูปน้ำแข็ง ไม่อาจชดเชยหรือทดแทนความอยุติธรรมที่ชาวลาดักได้รับจากการเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น เพราะคนที่ปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศรายใหญ่ ล้วนแต่ไม่ได้อยู่ที่นี่

Ladakh region

ที่มาของภาพ, Arati Kumar-Rao

คำบรรยายภาพ, ภูมิภาคลาดักพยายามต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ในฐานะผู้ประสบภัยแนวหน้าที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก

วังชุกบอกฉันว่า “การคิดค้นนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ ๆ หาวิธีปรับตัวรับมือหรือแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ นั้นไม่เพียงพอ ผมต้องการจะใช้สถูปน้ำแข็งเป็นเครื่องเตือนใจชาวโลก ให้ระลึกถึงความจำเป็นที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วัตถุประสงค์ข้อนี้มีความสำคัญมาก พอกับที่ผมต้องการใช้มันเป็นหอคอยเก็บน้ำเลยทีเดียว”

ในฐานะช่างภาพที่เดินทางไปทั่วเอเชียใต้ ฉันได้รับรู้ว่าชาวลาดักไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่กำลังต่อสู้กับภัยด้านภูมิอากาศ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่อินเดียและประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงจีนและปากีสถาน กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคนเดียวกัน ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ศัตรูตัวร้ายนี้มีศักยภาพที่จะทำลายที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ รวมทั้งอู่อารยธรรมที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดของโลกได้ ดังนั้นมันอาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ระดมสมองและทรัพยากร เพื่อปรับตัวต้านภัยอันตรายที่กำลังคุกคามความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ผลิตโดย รีเบคกา ธอร์น, บีบีซี 100 วีเมน