"ฉันไม่อยากเพิ่มภาระให้โลกด้วยการมีลูก"

Julia Borges
    • Author, นาวิน ซิงห์ คัดกา
    • Role, ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อม

แม้ความตระหนักในปัญหาภาวะวิกฤตทางภูมิอากาศ ดูเหมือนจะแสดงออกอย่างเด่นชัดที่สุดในบรรดาพลเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ “ความวิตกกังวลเรื่องภูมิอากาศ” (climate anxiety) ก็เกิดขึ้นในหมู่ประชากรของประเทศกำลังพัฒนาไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งความคับข้องใจนี้ทำให้มีคู่สมรสบางส่วนถึงกับตัดสินใจไม่ยอมมีลูกกันเลยทีเดียว

จูเลีย บอร์จิส สาวบราซิลวัย 23 ปี เริ่มหมกมุ่นครุ่นคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ระหว่างที่ถูกกักตัวอยู่โดดเดี่ยวในช่วงเดือนแรก ๆ ที่มีการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 “ฉันเริ่มนึกภาพจินตนาการ จนเห็นเมืองที่ฉันอยู่และมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนจมอยู่ใต้น้ำ” จูเลียซึ่งเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมการเกษตรจากเมืองเฮซิฟี (Recife) ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลกล่าว

“ฉันคิดมากจนเริ่มเข้าขั้นวิกฤตทางอารมณ์ วิตกกังวลเสียจนอยากจะฆ่าตัวตายไปเลย นั่นเป็นเพราะฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับปัญหาทั้งหมดนั่น”

เธอลงทะเบียนเรียนวิชาความเป็นผู้นำด้านภูมิอากาศ แต่นั่นก็ช่วยได้น้อยมาก เพราะเธอกลับรู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงขึ้นไปอีก จนมาถึงขั้นที่ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ว่า การมีลูกในสภาพการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

“ฉันมองไม่เห็นว่า ตัวเองจะรับผิดชอบต่อชีวิตของมนุษย์อีกคนหนึ่งได้อย่างไร จะรับผิดชอบต่อการสร้างชีวิตใหม่ให้มาเพิ่มภาระกับโลกใบนี้ ซึ่งก็แบกภาระหนักล้นพ้นเกินตัวอยู่แล้วได้อย่างไร” จูเลียกล่าว

เมื่อปีที่แล้วทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมของสหราชอาณาจักร ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใหญ่ใน 11 ประเทศ ว่าความวิตกกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้พวกเขาคิดจะไม่มีลูกกันบ้างหรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดเช่นนั้นในบางครั้ง รวมทั้งมีผู้ที่คิดวางแผนจะไม่มีลูกอยู่บ่อยครั้งหรือคิดย้ำอยู่เป็นประจำในสัดส่วนสูง ตั้งแต่ 27% ในหมู่ประชากรชาวญี่ปุ่น ไปจนถึง 74% ในกลุ่มชาวอินเดีย ซึ่งผลการวิจัยนี้จะลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในปีหน้า

ส่วนผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet ระบุว่าการสำรวจความคิดเห็นในปี 2021 กับคนวัย 16-25 ปี จำนวน 10,000 คนในหลายประเทศ ชี้ว่ากว่า 40% ของชาวออสเตรเลีย, บราซิล, อินเดีย, และฟิลิปปินส์ บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้พวกเขาลังเลใจในเรื่องการมีบุตร ส่วนที่ประเทศฝรั่งเศส, โปรตุเกส, สหรัฐอเมริกา, และสหราชอาณาจักร ตัวเลขสถิตินี้อยู่ระหว่าง 30-40% ส่วนชาวไนจีเรียอยู่ที่ 23%

นอกจากนี้ ผลวิเคราะห์งานวิจัยในอดีตรวม 13 ชิ้น ที่จัดทำขึ้นระหว่างปี 2012-2022 ของมหาวิทยาลัย ยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (UCL) ยังชี้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ความวิตกกังวลในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มักจะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการวางแผนมีบุตรน้อยลง

infographic

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้เข้าร่วมการสำรวจวิจัยคิดเช่นนั้น เป็นเพราะพวกเขาต่างวิตกกังวลว่า ผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมจะทำให้ชีวิตของคนรุ่นลูกหลานย่ำแย่ หรือไม่ก็คิดแบบเดียวกับจูเลีย ซึ่งมองว่าการมีลูกมากจะไปเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรโลกที่มีอยู่จำกัด ส่วนงานวิจัยสองชิ้นที่ทำในประเทศแซมเบียและเอธิโอเปีย สะท้อนมุมมองที่ว่าการมีลูกน้อยคนและมีครอบครัวขนาดเล็ก จะช่วยให้ปรับตัวรับมือได้ดีหากมีผลกระทบทางลบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น

เมื่อปี 2019 นักร้องสาวคนดัง ไมลีย์ ไซรัส กล่าวว่าเธอจะไม่มีลูก เพราะสภาพการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกย่ำแย่เต็มที ส่วนอเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ คอร์เตซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงของสหรัฐฯ ตั้งคำถามทางอินสตาแกรมว่า เป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ที่จะให้เด็กเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาด้านภูมิอากาศ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าคำถามเดียวกันได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงซึ่งมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในประเทศที่เป็นแนวหน้าของการเผชิญกับวิกฤตด้านภูมิอากาศด้วยเช่นกัน

ความกังวลว้าวุ่นใจของจูเลียยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อเมืองเฮซิฟีถูกพายุใหญ่พัดกระหน่ำในเดือนพ.ค. ปี 2022 ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน จนมีผู้เสียชีวิตในภูมิภาคนั้นถึงกว่า 120 ราย

“สามวันก่อนเกิดฝนตกหนัก ฉันไปบรรยายเรื่องวิกฤตภูมิอากาศให้กลุ่มเด็กที่องค์กรเอกชนท้องถิ่นดูแล หลังจากนั้นตรงจุดที่ฉันไปพูดให้เด็ก ๆ ฟัง ได้กลายเป็นเขตประสบอุทกภัยที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เรื่องนี้สะเทือนใจฉันมาก ในแง่ที่ว่าเราจะใฝ่ฝันถึงเด็ก ๆ ในอนาคตได้อย่างไร ในเมื่อเด็กทุกวันนี้ต้องประสบกับอันตรายใหญ่หลวงอยู่แล้ว” จูเลียกล่าว

Floods inundated parts of Recife in May 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, น้ำท่วมในเมืองเฮซิฟี (Recife) ของบราซิล เมื่อเดือน พ.ค. 2022 ทำให้เกิดดินสไลด์รุนแรงในพื้นที่บางส่วนของเมือง

สฤษตี ซิงห์ เศรษฐา นักรณรงค์เพื่อสิทธิสัตว์ชาวเนปาลวัย 40 ปี ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเธอในชนบทเมื่อช่วงต้นปีนี้ แต่กลับต้องพบกับเรื่องน่ากลัว เพราะผู้คนที่นั่นต่างอดอยากหิวโหยเพราะภัยแล้ง พืชผลทางการเกษตรแห้งตายหมด ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้หลงเหลือแม้จะขุดบ่อบาดาลลงไปลึกกว่า 60 เมตร แต่ในขณะเดียวกัน หมู่บ้านหนึ่งในอำเภอข้างเคียงกลับถูกน้ำพัดพาไปในเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรง

Shristi Shrestha
คำบรรยายภาพ, การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของครอบครัวที่มีแต่ความแห้งแล้ง ทำให้สฤษตี ซิงห์ เศรษฐา นอนไม่หลับไปหลายคืน

ภัยแล้งยังทำให้เด็กหญิงในหมู่บ้านที่อายุยังน้อย ต้องถูกพ่อแม่รีบจับคู่ให้แต่งงานออกเรือนไป เพราะไม่สามารถเลี้ยงดูต่อไปได้ไหว ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นปัญหาสังคมนี้ ทำให้เธอนอนไม่หลับไปหลายคืน

เมื่อแปดปีก่อน สฤษตีเคยเฝ้ามองลูกสาวที่ยังเป็นทารกแรกเกิดนอนหลับสนิท พร้อมกับเกิดความคิดห่วงกังวลว่า โลกในวันข้างหน้าที่ลูกของเธอจะต้องอาศัยอยู่นั้นจะเป็นเช่นไร

“การที่ฉันเข้าใจกลไกของโลก รู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้ชีวิตผู้คนย่ำแย่ลงจนถึงที่สุดอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาสัตว์โลกและเด็ก ๆ สิ่งนี้ทำให้ฉันต้องเสียน้ำตาทุกวัน มันเลวร้ายมากสำหรับฉัน” นับแต่นั้นเป็นต้นมา สฤษตีสาบานกับตนเองว่าจะไม่มีลูกเพิ่มอีก

ความวิตกกังวลเรื่องภูมิอากาศคืออะไร

แคโรไลน์ ฮิกแมน นักจิตบำบัดจากมหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักร

ความวิตกกังวลเรื่องภูมิอากาศ (climate anxiety) หรือความรู้สึกห่วงกังวลต่อสิ่งแวดล้อม (eco-anxiety) เป็นอารมณ์ทุกข์ใจในระดับเหมาะสมและไม่เป็นพิษเป็นภัย ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเราพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกปัจจุบัน มนุษย์เรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ส่วนบุคคลและต่อโลกใบนี้ จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกกลัวและเป็นกังวลต่ออนาคตของตัวเราเองและลูกหลาน อารมณ์ความรู้สึกนี้ไม่ใช่แค่ความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังมีความโศกสลด, สิ้นหวัง, โกรธ, คับข้องใจ, สับสน, และอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

แม้การมองโลกในแง่ดีในบางครั้งจะช่วยให้เรามีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยากที่ความหวังนั้นจะอยู่ได้นาน หากเรายังคงมุ่งไปในทางที่ผิดและทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอเพื่อชะลอวิกฤตด้านภูมิอากาศที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

โอโยมิเด โอลูเด วัย 24 ปี เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนด้านความยั่งยืนของไนจีเรียบอกว่า ประสบการณ์ที่เธอพบเจอระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี ที่หมู่บ้านชาวประมงริมชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งเมื่อปีก่อน ทำให้การตัดสินใจเรื่องที่จะไม่มีลูกของเธอยิ่งแน่วแน่มั่นคงขึ้นไปอีก

ชาวหมู่บ้านโฟลู ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงลากอส เมืองหลวงของประเทศไปราว 100 กิโลเมตร ได้ชี้ให้เธอดูท่าเทียบเรือซึ่งเคยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนมานาน บัดนี้ท่าเรือดังกล่าวได้จมทะเลไปจนเกือบหมดแล้ว

“ตอนนี้ถ้าเกิดพายุคลื่นซัดฝั่ง (storm surge) จะมีน้ำท่วมสูงลึกเข้าไปถึงในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนพากันเริ่มทิ้งบ้านเรือนของตัวเองแล้ว” โอโยมิเดกล่าว “เมื่อก่อนพื้นที่นี้เคยมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เฟื่องฟู แต่ตอนนี้คุณจะเห็นบ้านร้างหลายหลัง และเห็นบางส่วนของหมู่บ้านจมทะเลไปแล้ว”

บรรดาชาวประมงบอกเธอว่า อาชีพของพวกเขาไม่มั่นคงอีกต่อไป เพราะพายุเริ่มพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงจนท้องทะเลบ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ เธอยังได้ยินคนหนุ่มสาวถกกันถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวลบ่อย ๆ ใน “คาเฟ่ภูมิอากาศ” (Climate Café) ซึ่งเธอก่อตั้งขึ้นที่รัฐโอกุนทางตอนเหนือของกรุงลากอส เพื่อเป็นสถานที่ให้ผู้คนได้มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนกันถึงประสบการณ์ของตนเกี่ยวกับวิกฤตด้านภูมิอากาศ

Ayomide Olude
คำบรรยายภาพ, โอโยมิเด โอลูเด บอกว่า แรงกดดันจากสังคมที่ต้องการให้ผู้หญิงมีลูกนั้นเข้มข้นมาก

โอโยมิเดก็เหมือนกับจูเลีย ที่ต้องพบกับแรงกดดันจากครอบครัวและสังคมให้รีบมีทายาทสืบสกุล แต่เธอยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้เธอเปลี่ยนความตั้งใจได้ “ในสังคมที่ผู้หญิงแทบไม่มีอำนาจตัดสินใจ ซ้ำยังมีความเชื่อทางศาสนาที่ตอกย้ำว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีลูก เราต้องใช้ความเข้มแข็งและความตั้งใจเด็ดเดี่ยวอย่างมาก ในการพูดเรื่องนี้ออกไปให้สาธารณชนรับรู้”

“พ่อแม่ของฉันผิดหวัง และฉันไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก พยายามจะไม่คิดถึงมัน แม้จะรู้สึกเสียใจที่ผิดต่อพวกท่านก็ตาม” โอโยมิเดกล่าว

สฤษตีถูกบรรดาญาติมิตรกดดันเช่นกัน โดยคอยติดตามทวงถามไม่หยุดหย่อนว่า เมื่อไหร่จะมีลูกคนที่สอง แต่หญิงทั้งสามคนบอกว่า คู่ครองของพวกเธอล้วนสนับสนุนการตัดสินใจที่จะไม่มีลูกนี้

แคโรไลน์ ฮิกแมน นักจิตบำบัดจากมหาวิทยาลัยบาธของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อปี 2021 บอกว่าความวิตกกังวลในเรื่องภูมิอากาศนั้น ไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิต และเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีต่อการเผชิญกับวิกฤตด้านภูมิอากาศ เธอยังให้คำแนะนำว่า ผู้ที่มีความกังวลแบบนี้ควรติดต่อสร้างเครือข่ายกับผู้ที่มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เพื่อร่วมมือหาทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ฮิกแมนกล่าวสรุปว่า “ความยากลำบากมันจะคอยอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับมัน”

คำแนะนำในการจัดการความรู้สึกห่วงกังวล

  • เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของคนที่คิดแบบเดียวกัน เพื่อที่จะได้มีเพื่อนคอยแบ่งปันความคิดและความรู้สึกในใจด้วย
  • เรียนรู้การควบคุมอารมณ์ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความรู้สึกโกรธหรือเศร้าเสียใจอย่างท่วมท้น รวมทั้งไม่เกิดการปิดตัวทางอารมณ์ ซึ่งหมายถึงการรู้สึกรู้สาต่อเรื่องต่าง ๆ น้อยเกินไป การเจริญสติและทำสมาธิสามารถช่วยได้ รวมทั้งกิจกรรมอะไรก็ตามที่ทำให้ปรับตัวจัดการกับอารมณ์ได้ดี
  • มีความเป็นไปได้ที่เราจะปรับเปลี่ยนอารมณ์วิตกกังวลต่อสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นความห่วงใย ความกล้าหาญ และการเชื่อมสายสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแทน เราไม่ควรจะพยายามขจัดความกังวลเรื่องนี้ออกไป เนื่องจากที่เรารู้สึกเช่นนั้นก็เพราะให้ความสำคัญกับมันอย่างมาก ดังนั้นเราควรจะภูมิใจที่ตนเองมีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

จูเลียเป็นคนหนึ่งที่ได้ปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น เธอได้ลงมือช่วยทำแผนที่ซึ่งชี้จุดเสี่ยงต่ออุทกภัยและดินถล่ม รวมทั้งทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนท้องถิ่น เพื่อให้การศึกษาเรื่องภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกับคนทั่วไป “สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยความรู้สึกวิตกกังวลของฉันออกไปได้ คือการเป็นผู้นำการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงมาสู่ชุมชนของตนเอง” จูเลียกล่าว

“แม้จะยังรู้สึกเศร้าอยู่บ้าง แต่ฉันพยายามจัดการกับมันโดยพูดคุยกับนักจิตบำบัด ซึ่งก็ช่วยให้ฉันได้พูดระบายออกมา”

รายงานเพิ่มเติมโดย พอลลา อดาโม ไอโดเอตา

BBC 100 Women logo

บีบีซี 100 วีเมน รวบรวมรายชื่อสตรีผู้ทรงอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจจำนวน 100 คนจากทั่วโลกในทุกปี เรานำข้อมูลที่รวบรวมได้มาสร้างเป็นสารคดี รายการพิเศษ และบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตของพวกเธอ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง โดยเผยแพร่และออกอากาศในสื่อทุกช่องทางของบีบีซี

ติดตามบีบีซี 100 วีเมน ได้ทางอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก คุณยังสามารถเข้าร่วมการสนทนาทางออนไลน์ได้ โดยใช้แฮชแท็ก #BBC100Women