เศรษฐกิจไทยแย่จริงหรือ สศช. เผยจีดีพีโตต่ำ คาดตลอดปีขยายตัว 2.5%

คนจ่ายเงิน

ที่มาของภาพ, Getty Images

นายกรัฐมนตรีระบุ “ทุกอย่างก็เลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ” หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โตเพียง 1.5% และคาดว่าตลอดทั้งปี 2566 จีดีพีจะโต 2.5%

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกมาย้ำจุดยืนเรื่องการผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยบอกว่า “จุดยืนของผมนั้นชัดเจน วิกฤตและจำเป็น”

ในระหว่างการแถลงรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในวันนี้ (20 พ.ย.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัว 1.5% ลดลงจากไตรมาสก่อนซึ่งขยายตัว 1.8% เป็นผลจากการมีตัวเลขติดลบหลายดัชนี ไม่ว่าจะเป็น การส่งออกสินค้าที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติดต่อกัน นับจากไตรมาส 4 ของปี 2565 จน -3.1% เช่นเดียวกับการอุปโภคภาครัฐบาล -4.9% และการลงทุนภาครัฐ -2.6% เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินออกล่าช้า (คาด พ.ร.บ.งบประกาศรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จะประกาศใช้เดือน เม.ย. 2567 จากปกติ 1 ต.ค 2566) ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุน

เมื่อรวมจีดีพี 9 เดือนแรกของปีนี้ จึงเติบโตที่ 1.9% (ไตรมาส 1 โต 2.6% ไตรมาส 2 โต 1.8% และไตรมาส 3 โต 1.5%)

ส่วนประมาณการจีดีพีของปี 2566 สศช. ได้ปรับลดตัวเลขเหลือ 2.5% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5-3%

ขณะที่แนวโน้มปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 2.7-3.7% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 3.2%

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, การตัดสินใจ “กู้มาแจก” ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เรียกเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังการแถลงข่าวของนายกฯ เมื่อ 10 พ.ย.

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำรัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามฉายภาพ “ข่าวร้าย” เศรษฐกิจไทย เพื่อโน้มน้าวให้สังคมเห็นว่าขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะ “วิกฤต” จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

ตัวเลขที่ถูกนำมาขยี้-ขยาย หนีไม่พ้น จีดีพีโตต่ำอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.9% เท่านั้น ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุ 91.6% ของจีดีพี ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตลดเหลือ 58% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนและนักการเมืองฝ่ายค้านมองว่า เศรษฐกิจไทย “ถดถอย” และ “ชะลอตัว” แต่ไม่ถึงขั้น “วิกฤต” ถึงขนาดต้อง “กู้มาแจก” ทำให้ประโยคที่ว่า เศรษฐกิจไทยแย่จริงหรือ กลายเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวโดยอ้างอิงตัวเลขจากกองทุนสำรองระหว่างประเทศ (IMF) ว่า การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้แก่คนไทย 50 ล้านคน จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 3.33 รอบ ทำให้จีดีพีโตได้ 1-1.5% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.7 ล้านล้านบาท

สภาพัฒน์มอง “เศรษฐกิจไทยยังฟื้นได้-ขยายตัวได้”

แถลง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

จีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขจริงทางเศรษฐกิจไทย ที่ สศช. ประกาศออกมาในวันนี้ ทำให้นายดนุชาถูกผู้สื่อข่าวตั้งคำถามในระหว่างการแถลงข่าวว่า เศรษฐกิจโต 2.5% ในปีนี้ และ 3.2% ในปีหน้า ถือว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือไม่

เขาให้ความเห็นว่า ไทยต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะภาคผลิตและอุตสาหกรรม ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจก็จะโตในระดับประมาณ 3 ถึง 3% กว่า ๆ

“ต้องเรียนว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นได้ต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้” เลขาธิการ สศช. กล่าว

เมื่อถูกถามย้ำว่า แสดงว่าไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตใช่หรือไม่ นายดนุชาอธิบายว่า ถ้าดูตัวเลขในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยประสบความผันผวนและความเสี่ยงจากภายนอกมาโดยตลอด ในช่วงที่โควิด-19 คลี่คลายไปแล้ว มีการคาดกันว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ดีกว่านี้ แต่หลังโควิด-19 คลี่คลาย มีปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาด ซึ่งกระทบต่อการส่งออก ขณะที่เศรษฐกิจภายในยังขยายตัวได้ดี

“โดยรวมเศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้ แต่ถ้าต้องการขยายตัวดีกว่านี้ต้องมีการปรับโครงสร้าง” เขาย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยตอนนี้ เราต้องการดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่?

นายดนุชา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวทำได้หลายมาตรการ โดยตัวหลัก ๆ คือการลงทุน และการส่งออก

คาดจีดีพีปี 67 โต 3.2% ยังไม่รวมอานิสงส์ดิจิทัลวอลเล็ต

ส่วนประมาณการจีดีพีปี 2567 ที่คาดว่าจะโตเฉลี่ย 3.2% เลขาธิการ สศช. บอกว่า ยังไม่ได้คำนวณโดยรวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเข้าไป เพราะต้องรอความชัดเจนในหลายเรื่องก่อน เช่น สุดท้ายแล้วใช้วงเงินประมาณเท่าไร แหล่งเงินเป็นลักษณะใด รูปแบบการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ขณะนี้ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน เพราะนายกฯ อยากให้เกิดความรอบคอบ

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน ประกาศเป้าหมายทำให้จีดีพีโต 5% ภายใน 4 ปีของวาระรัฐบาลนั้น เลขาธิการสภาพัฒน์มองว่า เป็นการตั้งเป้าหมายการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งการจะไปถึงตรงนั้นต้องทำหลายส่วน โดยเฉพาะการส่งออกและลงทุน

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. (ซ้าย) กับนายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ร่วมประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตที่ทำเนียบรัฐบาล

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. (ซ้าย) กับนายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ร่วมประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตที่ทำเนียบรัฐบาล

เสนอให้มีช่องว่างทางการคลัง

นอกจากนี้ สศช. ยังเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจปี 2566-2567 ให้ “เตรียมพื้นที่ทางการคลังรองรับกรณีมีวิกฤต หรือความแย้งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์” ทั้งกรณีรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลางที่อาจขยายวง

หากถามว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล สวนทางกับข้อเสนอให้มีช่องว่างทางการคลัง (policy space) ของ สศช. หรือไม่ นายดนุชาไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่บอกว่า การทำให้มีช่องว่างทางการคลังทำให้หลายเรื่อง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายภาครัฐ

เขายกตัวอย่างว่า ก่อนวิกฤตโควิด-19 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 44% พอโควิดเข้ามา กระทบเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องกู้เงินเข้ามาพยุงระบบเศรษฐกิจ จะเห็นว่า policy space หายไปค่อนข้างมาก ซึ่งกระทบต่อการรองรับความเสี่ยงในช่วงถัดไป

ก่อนหน้านี้ เพดานหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ก่อนขยายเป็น 70% ต่อจีดีพี หลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อคลี่คลายวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19

สำหรับยอดหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย. อยู่ที่ 11.13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 62.12% ของจีดีพี

นายกฯ บอก “ทุกอย่างเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ”

วันเดียวกัน นายกฯ เศรษฐา เรียกเลขาธิการ สศช. และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเปิดเผยว่า ได้รับทราบรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ “เป็นห่วงอย่างมาก” กับตัวเลขจีดีพี 1.5% ในไตรมาส 3 ซึ่งเลขาธิการ สศช. ก็บอกว่า “ท่านเองก็ตกใจ เพราะนึกว่าความจริงแล้วจะเห็นเลข 2”

ส่วนสาเหตุที่จีดีพีโตต่ำ นายกรัฐมนตรีบอกว่า มีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเรื่องการใช้จ่าย การลงทุน และการผลิตของโรงงาน “ทุกอย่างก็เลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ” อย่างไรก็ตามยังเหลือไตรมาส 4 อีกครึ่งไตรมาส ก็ต้องพยายามทำให้ตัวเลขดีขึ้น

“ตัวเลขก็บ่งบอกชัดเจน สำหรับผมก็ขอให้เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจุดยืนของผมนั้นชัดเจน วิกฤตและจำเป็น” นายเศรษฐาย้ำเหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่ไม่ขอขยายรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม รวมถึงที่มาของแหล่งเงินกู้

ศิริกัญญาถาม บริโภคโต 8% ทำไมต้องกระตุ้นผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

ไหม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แสดงความแปลกใจ “เพราะไม่เคยเห็นรัฐบาลของประเทศไหนอยากจะให้เกิดวิกฤตขึ้นในประเทศ หรือมีท่าทีดีใจที่เห็นจีดีพีโตต่ำ”

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นำตัวเลขจีดีพีของ สศช. มาตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊กของเธอ แต่ไปคนละทิศทางกับรัฐบาล โดยเริ่มต้นจากการอธิบายว่า ตัวเลขจีดีพีนั้น วัดได้จากทั้งฝั่งรายจ่าย (expenditure) และฝั่งการผลิต (production) ซึ่งตัวเลขรวมจะต้องตรงกัน

ฝั่งภาคการผลิต

  • ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง -4% เลยดึงจีดีพีของไทยโตต่ำ ที่ติดลบหนักที่สุดคืออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะ Hard Disk Drive และชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
  • ภาคการบริการขยายตัวได้ดีมาก ในด้านที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร โตขึ้นถึง 14.9% การค้าปลีกและค้าส่งขยายตัว 3.3% ขนส่งโต 6.8%

ฝั่งรายจ่าย คำนวณได้ตามสูตร C+I+G+X-M (การบริโภคภาคเอกชน+การลงทุนภาคเอกชน+การใช้จ่ายภาครัฐ+การส่งออก–การนำเข้า)

  • ภาคเอกชนโตขึ้นถึง 8.1% การลงทุนภาคเอกชนโต 3.1% แต่สต็อกสินค้าลดลงมาก แสดงว่ายังไม่ได้มีการผลิตเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับฝั่งการผลิตที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัว
  • ภาครัฐหดตัวลงทั้งการบริโภค -4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากการที่ปีก่อนมีการเบิกค่ารักษาโควิด แต่ปีนี้ไม่มี จึงหดตัว) การลงทุนภาครัฐก็หดตัว -2.6%
  • การส่งออกสินค้าหดตัวตามคาดที่ -3.1% แต่การส่งออกภาคบริการกลับโตถึง 23%
  • การนำเข้าหดตัวแรงที่ -10.2%

“ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องของการส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจโลก การลงทุนของรัฐที่หดตัวลง และการลงทุนภาคเอกชนที่ถึงแม้จะโตขึ้น แต่ก็ถือว่าโตน้อยเมื่อเทียบกับการเติบโตของปีก่อน ไม่ใช่ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ อย่างที่รัฐบาลพยายามประโคมข่าว” น.ส.ศิริกัญญาสรุป พร้อมระบุด้วยว่า แปลกดี เพราะไม่เคยเห็นรัฐบาลของประเทศไหนอยากจะให้เกิดวิกฤตขึ้นในประเทศ หรือมีท่าทีดีใจที่เห็นจีดีพีโตต่ำ

เธอตั้งคำถามต่อไปว่า เมื่อรัฐบาลมองเห็นปัญหาของเศรษฐกิจไทยผ่านข้อมูลเหล่านี้แล้ว รัฐบาลจะยังคงฝืนกระตุ้นภาคการบริโภคผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอยู่หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นกันอยู่ว่าภาคการบริโภคโตกว่า 8%

รองหัวหน้าพรรค ก.ก. ย้ำว่า เราจะไม่ต้องมาเถียงเรื่อง “วิกฤต” หรือ “ไม่วิกฤต” ถ้ารัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อมาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพราะการจะออก พ.ร.บ.เงินกู้ได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้โดยชัดเจนว่า ตอนนี้มี “ความจำเป็น เร่งด่วน เพื่อแก้วิกฤตอย่างต่อเนื่อง และตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ทัน” จริงหรือไม่