เงินดิจิทัลวอลเล็ต: รัฐบาลเศรษฐา “กู้มาแจก” เรียกเสียงวิจารณ์อย่างไร

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
การตัดสินใจ “กู้มาแจก” ตามโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) ถูกวิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง
นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ และ “นักร้อง” มองว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายการเงินที่เกี่ยวข้อง
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มองว่า นายกรัฐมนตรีเลือก “เส้นทางที่ยากที่สุด” ด้วยการออก พ.ร.บ.เงินกู้ วงเงิน 500,000 ล้านบาท ระดมทุนมาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งสุดท้ายอาจไม่มีใครได้เงินแม้แต่บาทเดียว เพราะเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 ที่ระบุว่า หากใช้เงินที่ไม่ได้เป็นไปตามงบประมาณปกติ จะทำได้กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น แต่วันนี้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ศิริกัญญาชี้รัฐบาล “หาทางลง” โดยยืมมือศาลรัฐธรรมนูญปัดตก
น.ส.ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.บ.เงินกู้ “เป็นการหาทางลงมากกว่าที่จะเดินหน้าโครงการนี้จริง ๆ” พร้อมชี้ให้เห็นความสุ่มเสี่ยงเหมือนกรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเมื่อปี 2556 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลพรรค พท. จะใช้ข้ออ้างว่าไม่ทราบไม่ได้เลย
“หรือนี่เป็นเพียงการสร้างภาพให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ากำลังจะได้เงิน ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าไปไม่รอดแน่ เป็นการสร้างกับดักเพื่อที่ในอนาคต หากมีบรรดานักร้องหรือผู้ตรวจการแผ่นดินไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะสามารถอ้างได้ว่าเป็นความผิดของศาลรัฐธรรมนูญในการปัดตกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล” รองหัวหน้าพรรค ก.ก. กล่าว
อย่างไรก็ตามเธอยืนยันว่า พรรค ก.ก. จะไม่ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และขอคัดค้านสุดตัวไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ควรจบที่การให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ และรัฐบาลรับผิดชอบในทางการเมืองเอง
ท้ายที่สุดถ้าเกิดสิ่งที่ น.ส.ศิริกัญญาเรียกว่า “อภินิหาร” นั่นคือ คณะกรรมกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านกฎหมายไปได้ เธอคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่าภาระหนี้ในแต่ละปีงบประมาณจะเพิ่มขึ้นปีละ 500,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ภาระดอกเบี้ยต่องบประมาณจะทะลุ 10% ในปีงบประมาณ 2568 ทันที นี่เป็นสิ่งรัฐบาลไม่ได้พูดถึง
รองหัวหน้าพรรค ก.ก. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากการไม่ได้คิดนโยบายอย่างถี่ถ้วนตั้งแต่ก่อนหาเสียง เมื่อถึงทางตันจึงต้องหาทางลงแบบนี้ เงื่อนไขต่าง ๆ ของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเหมือนลอยมาจากฟ้าโดยสิ้นเชิง หากตัดตามสัดส่วนผู้มีรายได้ 20% บนสุดต้องอยู่ประมาณ 60,000 บาท แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าตัวเลข 70,000 บาทมาจากไหน จะตัดคน 4 ล้านกว่าคนได้จริงหรือไม่ คิดว่ารัฐบาลต้องการตัวเลขกลม ๆ ที่ 50 ล้านคน จึงไม่มีหลักเกณฑ์อะไรมากนัก

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
คำวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองหญิงจากฝ่ายค้านเรื่อง สร้างความไม่พอใจให้แก่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
เขารีทวีตข่าวคำให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา และเขียนข้อความผ่านผ่านเอกซ์ว่า “อย่าเอามาตรฐานความคิดของตัวเองมาหวังว่าคนอื่นเค้าจะเป็นเหมือนกัน อย่ามองความตั้งใจที่บริสุทธิ์ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน มาเป็นมุมการเมืองที่สร้างความสับสนให้กับประชาชนเลยครับ”
นายเศรษฐาประกาศ “ข่าวดี” เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) ว่า “โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ใช่เป็นแค่ความฝัน แต่กำลังเป็นความจริง” โดยจะเสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเงินมาดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยมีคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน ได้รับสิทธิจากโครงการนี้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2567 เป็นต้นไป
คำนูณชี้ “ไม่น่าชอบ” ด้วยกฎหมายวินัยการเงิน
นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตีความว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงิน “ไม่น่าชอบ” ด้วยกฎหมายวินัยการเงินการคลัง
เขาเผยแพร่ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “กู้มาแจก ขัด กม. หรือไม่?” โดยชี้ว่า การตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ไม่ใช่ทำได้ทุกกรณี แต่มีเงื่อนไขกำกับไว้ให้ทำได้ “เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน”
สมาชิกสภาสูงแยกคำ-เงื่อนไขไว้ 4 ประการ พร้อมตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้
- “เร่งด่วน” - ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ทำไมไม่ตราเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้มีผลบังคับใช้ทันที การตราเป็นพระราชบัญญัติต้องผ่าน 2 สภา สภาละ 3 วาระ และอาจมีขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญอีก
- “ต่อเนื่อง” - โครงการนี้ไม่ได้ต้องการใช้เงินต่อเนื่อง แต่ใช้ครั้งเดียวทั้ง 500,000 ล้านบาท แจกเข้าบัญชีประชาชน 50 ล้านคน
- “แก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ” - วันนี้ประเทศไม่ได้ประสบปัญหาวิกฤต อย่างน้อยหากเปรียบเทียบกับยุคโควิด-19
- “ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ทัน” - ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยเงื่อนเวลาสามารถปรับยอดการใช้จ่ายโครงการนี้เข้าไปได้ ซึ่งก็จะตรงกับที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ในโครงการนี้ไว้กับ กกต. เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2566
สว.คำนูญระบุว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการออกกฎหมายพิเศษกู้เงิน และใช้เงินกู้นั้นไปนอกงบประมาณแผ่นดินทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข จึงเพิ่มเงื่อนไขไว้ 4 ประการด้วยกัน
“ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังคาอยู่ ปรับแก้ได้ทัน จะมาออกพระราชบัญญัติกู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ดูอย่างเอาใจช่วยอย่างไรก็ไม่น่าชอบด้วยมาตรา 53” นายคำนูณให้ความเห็น และย้ำว่าเป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นโดยสุจริตของคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติมาหลาย จากนี้ไปก็รอความเห็นอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการกฤษฎีกา
ธีระชัยร่วมด้วย ออก พ.ร.บ.กู้เงิน “ทำไม่ได้”
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีต รมว.คลัง ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอีกคนที่ตีความว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงินสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต “กระทำไม่ได้”
เขาให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สรุปใจความสำคัญได้ว่า นายกฯ คงเล็งจะใช้ช่องทางใน พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548
มาตรา 206 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด
(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
(1/1) บริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง
(2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
(4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ
(5) พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ
นายธีระชัยเห็นว่า ช่องทางเดียวที่โครงการเงินดิจิทัลจะใช้ได้ ก็คือ (2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่วนช่องทางอื่นเป็นปัญหาเฉพาะเรื่องที่ไม่สามารถดัดแปลงมาใช้กับโครงการเงินดิจิทัล
อย่างไรก็ดี ช่องทางกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนั้น มีปัญหาอยู่ในกฎหมาย
มาตรา 22 การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้กระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําปีและต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี
สำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัล อดีต รมว.คลังมองว่า “ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ และไม่มีความจำเป็นจะต้องนำเงินไปใช้ในต่างประเทศ” จึงไม่เข้าเงื่อนไขในส่วนแรกของมาตรา 22
ส่วนเงื่อนไขส่วนหลังของมาตรา 22 ซึ่งเปิดช่องให้ กรณีจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศนั้น การกู้เงินเพื่อแจกเงินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน ย่อมไม่สามารถตีความได้ว่าเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
“ศรี” เตรียมยื่นผู้ตรวจฯ ส่งตีความขัดรัฐธรรมนูญ
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เตรียมยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันที่ 13 พ.ย. เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 ประกอบ มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 หรือไม่
นายศรีสุวรรณ เจ้าของสมญา “นักร้องทางการเมือง” มองว่า การกู้เงินมาแจกน่าจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะไม่ได้เป็นเหตุเร่งด่วน ไม่เหมือนสมัยที่มีวิกฤตโรคโควิด-19 ที่รัฐจำเป็นต้องกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
“การที่รัฐบาลของนายเศรษฐาจะกู้เงินมาแจกโดยออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน เป็นการเลี่ยงบาลีเพื่อต้องการสร้างภาพในการตอบสนองนโยบายที่พรรคของตนเคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น แต่คนไทยทั้ง 70 ล้านคนต้องมาร่วมกันแบกรับหนี้ เพื่อร่วมกันใช้หนี้ดังกล่าวในอนาคต” นายศรีสุวรรณกล่าว
ภายหลังการแถลงข่าวของนายกฯ เสร็จสิ้น ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ได้พร้อมใจกันแสดงความคิดเห็นและติดแฮชแท็ก #ดิจิทัลวอลเล็ต จนขึ้นเป็นเทรนด์ยอดนิยมในเอกซ์
นอกจากนี้ยังมีการ “ขุดคลิป” คำให้สัมภาษณ์ของนายเศรษฐาก่อนวันเลือกตั้งที่ยืนยันว่า “ไม่ต้องกู้” เงินมาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต มาแชร์อีกครั้งด้วย











