“เราไม่คิดว่าแพ้” พรหมินทร์ลั่น รัฐบาลฝ่า 3 ด่าน ดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะฝ่า 3 ด่านเสี่ยงทางกฎหมาย ผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไปได้ พร้อมยืนยันว่าได้เลือก “วิธีการที่คลีนที่สุด”
5 วัน หลังจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวเมื่อ 10 พ.ย. แต่หาได้ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสงบลงไม่
ตรงกันข้าม ได้เกิดข้อสังเกตใหม่-คำวิจารณ์ใหม่ จากทั้งนักกฎหมาย นักการเมือง และ “นักร้อง” เมื่อรัฐบาลตัดสินใจ “กู้มาแจก”
นพ.พรหมินทร์ หรือ “หมอมิ้ง” คือหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ออกมาอธิบาย-ขยายความตามหลังนายกฯ อย่างแข็งขัน
“ข่าวดี” vs “ข่าวร้าย”
เบื้องหลังคำประกาศ “ข่าวดี” ของเศรษฐาที่ว่า “โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ใช่เป็นแค่ความฝัน แต่กำลังเป็นความจริง” ถูกสนับสนุนด้วย “ข่าวร้าย” ของเศรษฐกิจไทย
นพ.พรหมินทร์ ใช้เวลากว่า 1 ชม. บรรยายสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล โดยบีบีซีไทยเข้าร่วมด้วย
เขาหยิบยกสารพัดตัวเลข-ตัวชี้วัดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาอธิบายความว่า สถานการณ์ประเทศไทย “ทรุดหนักสุด ฟื้นช้าสุด”
ตัวเลขเดียวที่พุ่งสูงขึ้นคือ หนี้ครัวเรือนไทย อยู่ที่ 91.6% ของจีดีพี (ณ ไตรมาส 1 ของปี 2566) โดยสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย
ส่วนตัวเลขอื่น ๆ มีแต่ถดถอย-ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น เงินเฟ้อ ซึ่งตกต่อเนื่อง จาก 6.41% (ณ เดือน ก.ย. 2565) มาอยู่ที่ 5% (ณ เดือน ม.ค. 2566) และ 0.30% (ณ เดือน ก.ย. 2566), อัตราการใช้กำลังการผลิต จาก 62.8% (ณ ปี 2565) มาอยู่ที่ 58% (ณ ไตรมาส 3 ของปี 2566) เช่นเดียวกับการบริโภคที่เขาใช้คำว่า “กำลังจะเฉาตาย” รวมถึงการลงทุนภาคเอกชน, มูลค่าการส่งออก, รายจ่ายบริโภคของรัฐบาลกลาง และการทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจที่ตกทุกดัชนี
“พอตั้งรัฐบาลช้า เงินมันออกไม่ได้ แทนที่เงินจะออก 1 ต.ค. (เริ่มต้นปีงบประมาณ 2567) จนป่านนี้ พ.ร.บ. (งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567) ยังออกไม่ได้เลย ต้องไปออก พ.ค. 2567 ถึงจะมีโอกาสก่อหนี้ผูกพัน จัดซื้อจัดจ้าง... แต่แทนที่จะรอไปถึงเดือน พ.ค. มันต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ว่าจะทำอะไรต่อ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เมื่อปี 2563 คือวิกฤตโรคระบาดที่นำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ทั่วโลก จนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม
การ “ติดหนี้กันทั้งประเทศ จนโงหัวไม่ขึ้น” ก็ถือเป็นวิกฤตตามความเห็นของพลพรรคเพื่อไทย
“เรากลัวว่าประเทศไทยจะจนกันเรื้อรัง” หมอมิ้งบอก และกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลต้องเติมเงินลงกระเป๋าเงินดิจิทัลให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทั้งนิยามของคำว่า “วิกฤต” และวิธีการคลี่คลายวิกฤตของรัฐบาลเศรษฐา อาจไม่ตรงกับความเห็นของหลายคนหลายฝ่าย
พายุหมุนทางเศรษฐกิจ 3.33 รอบ
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามว่า การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทจะก่อให้เกิด “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ตามที่พรรค พท. อ้างจริงหรือไม่ และอย่างไร
สมมติฐานของรัฐบาลคือ การเติมเงินดิจิทัลให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 70,000 บาท จะทำให้เกิดการหมุนทางเศรษฐกิจ 3.33 รอบ มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตได้ 1-1.5% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.7 ล้านล้านบาท
- รอบแรก อัดฉีดเม็ดเงิน 500,000 ล้านบาทใน 6 เดือนแรก ให้ประชาชนใช้จ่าย และยังขึ้นเงินไม่ได้
- รอบสอง ร้านค้าเริ่มขึ้นเงินได้ใน 6 เดือนที่สอง แต่รัฐบาลจะมีมาตรการจูงใจให้ยังไม่ขึ้นเงิน เพื่อให้เงินอยู่ในระบบ แล้วหมุนต่อไปเป็นรอบสาม รอบสี่ จนถึงปี 2570 ถึงขึ้นเงิน
กว่าจะถึงตอนนั้น นพ.พรหมินทร์ มั่นใจว่า “จีดีพีจะโตไปแล้ว”
บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง พบว่า หนี้สาธารณะคงค้าง (ณ เดือน ก.ย. 2566) อยู่ที่ 11.13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 62.14% ต่อจีดีพี (ประมาณการจีดีพีอยู่ที่ 17.19 ล้านล้านบาท)
ขณะที่รัฐบาลคาดการณ์ว่า การกู้เงิน 500,000 ล้านบาท จะทำให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอีก 3% ซึ่งยังห่างจากเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี
“เมื่อจีดีพีโตขึ้น ตัวหารโตขึ้น คำนวณแล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีน่าจะเหลือราว 61%” ชายผู้ออกตัวว่า “เป็นนายแพทย์ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์” กล่าว
ส่วนจะมีโอกาสเห็นจีดีพีโตถึง 5% ตามเป้าหมายของรัฐบาลในปี 2567 เลยหรือไม่นั้น เลขาธิการนายกฯ ไม่ฟันธง โดยขอให้ “ใจเย็น ๆ ให้เวลาผมก่อน”
คำผู้ว่าการ ธปท. ที่ถูกอ้างโดยนายกฯ-เลขาฯ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
แรกเริ่มเดิมที นพ.พรหมินทร์ ผู้มีอีกหมวกเป็นประธานคณะกรรมการด้านนโยบายพรรค พท. และขึ้นเวทีแจกแจงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหลายต่อหลายครั้งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นึกว่าจะใช้การบริหารงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ได้
ทว่าเมื่อต้องลงมือทำจริงในนามรัฐบาล และมีโอกาสปรึกษา ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกำกับดูแล พ.ร.บ.เงินตรา ว่าจะใช้งบประมาณ 3 ปี (2567-2569) แล้วรัฐบาลทยอยผ่อนชำระคืนปีละแสนกว่าล้านบาท คำตอบที่ได้รับจากแบงก์ชาติคือ "ทำไม่ได้"
“ทางกฎหมาย เขาเกรงว่าไม่ใช่บาทต่อบาท เข้าใจว่าจะออกเงินสกุลใหม่”
“เขาบอกว่าอย่าทำให้เป็น Digital Currency (สกุลเงินดิจิทัล) แต่ให้เป็น Digital Money (เงินดิจิทัล) ทุกเงินที่ออกไปต้องแลกเป็นเงินบาทได้”
ข้อท้วงติงจากแบงก์ชาติ ทำให้รัฐบาลต้องกลับไป “คิดใหม่ ทำใหม่” ก่อนที่ผู้นำฝ่ายบริหารจะหารือกับผู้ว่าการ ธปท. อีกครั้ง
นายกฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อ 13 พ.ย. ว่า “ผู้ว่าการ ธปท. เป็นคนบอกเองว่าท่านนายกฯ กู้ดีกว่า”
ขณะที่เลขาธิการนายกฯ เล่าบทสนทนาว่า “นายกฯ บอกว่าถ้าอย่างนั้นกู้ ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. บอกว่าถ้ากู้เห็นด้วย... ฉะนั้นเราก็ตอบโจทย์ ต้องหาเงินมากองให้เห็น ผมตั้งงบ 3 ปีแล้วค่อย ๆ หาวิธีผ่อนจ่ายได้”
ในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ที่เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือน ธ.ค. นี้ รัฐบาลได้กันเงินไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้คืนเงินกู้ก้อนนี้ 160,000 ล้านบาท ตามการเปิดเผยของ นพ.พรหมินทร์
“เราบริหารได้ ไม่ทิ้งปัญหาไว้ให้กับรัฐบาลอื่น ให้มันจบที่รัฐบาลนี้ จึงประกาศงบ 3 ปี”
จนถึงตอนนี้ ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ หนึ่งในกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่เคยออกมายืนยันหรือปฏิเสธคำพูดของเขาตามที่แกนนำรัฐบาลกล่าวอ้าง
ออก พ.ร.บ.กู้เงิน วิธีที่ “สะอาด-ปลอดภัยที่สุด”
จากเคยย้ำ-ยืนยันหลายครั้งว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะ “ไม่กู้เงิน” แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลต้องตัดสินใจ “กู้มาแจก” ด้วยการออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท
นพ.พรหมินทร์ ไม่ขอใช้คำว่า “กู้มาแจก” แต่บอกว่าเป็นการ “เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ” และยังเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าจะใช้แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ
เขายืนยันว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน เป็น “วิธีที่ clean (สะอาด) ที่สุด” ในฐานะรัฐบาลที่เข้ามาโดยฉันทานุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ต้องออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหา ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เหมือนที่เคยทำมาแล้วในคราวออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2556
“ไหน ๆ จะต้องใช้เงินเยอะและเงินใหญ่ ก็ต้องอธิบายกัน ทำให้ถูกเสียเลย ทำในสภา ไม่ได้เสียเวลามาก”
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมาย นักการเมือง และ “นักร้อง” ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การออกกฎหมายกู้เงิน 500,000 ล้านบาท สุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 มาตรา 53 ซึ่งกำหนด 4 เงื่อนสำคัญเอาไว้ นั่นคือ ต้องเร่งด่วน-ต่อเนื่อง-เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ-ไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน
นอกจากนี้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 6 และมาตรา 9 ยังระบุด้วยว่า “ต้องไม่ใช้ประโยชน์ไปในการหาเสียงหาคะแนนนิยม”
แต่ในสายตาของเลขาธิการนายกฯ กลับเห็นว่า วิธีการนี้เป็น “ด่านที่ safe (ปลอดภัยที่สุด)” โดยมีการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างทาง แล้วหากลวิธีป้องกันเอาไว้ โดยเฉพาะการผ่านกระบวนการปรึกษาข้อกฎหมาย เพื่อให้มี “หลังพิง”
ฝ่า 3 ด่านกฎหมาย
รัฐบาลเศรษฐาต้อง “ฝ่าด่านทางกฎหมาย” อย่างน้อย 3 ด่าน คนไทย 50 ล้านคนถึงมีโอกาสได้ใช้เงินหมื่นในเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งไม่ว่าด่านไหน นพ.พรหมินทร์ ก็ดูจะไม่เป็นกังวล
ด่านแรก การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา: “จะไม่ผ่านได้ยังไง ในเมื่อกฤษฎีกาคือที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่คนที่อนุมัติรัฐบาล”
ชายที่ถูกเรียกขานว่า “นายกฯ น้อย” บอกใบ้ทำนองว่าจะตั้งคำถามให้ตรงกับคำตอบ
“คำถามที่เราจะถามไปคือ ถ้าจะทำเรื่องนี้ จะต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย”
ส่วนสาเหตุที่เศรษฐาออกมาเปิดแถลงข่าวก่อน แทนที่จะรอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้ชัดเจนนั้น เลขาฯ ออกตัวแทนนายกฯ ว่า “เพื่อให้เสียงมะงุมมะงาหรายุติเสียว่าเราจะทำแบบนี้”
ด่านที่สอง ถูกคว่ำกลางสภา: “เรารวบรวมเสียงได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา เชื่อว่าประโยชน์สุขอยู่ที่ประชาชน วันนี้จะเห็นว่าเร่งด่วน-ไม่เร่งด่วน มันอยู่ที่การตัดสินใจอย่างเร่งด่วนให้ทันต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า”
ด่านที่สาม ถูกปัดตกโดยศาลรัฐธรรมนูญ: “ไม่เป็นไร เราทำเต็มที่ และได้รวบรวมบทเรียนในอดีต อย่างเรื่อง 2 ล้านล้าน คุณบอกไปทำถนนลูกรังก่อน ก็ไม่เป็นไรฮะ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ไม่มี “ทางเลือก” อื่นในห้วงความคิดของแกนนำพรรครัฐบาล หากกฎหมายกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ถึง “ทางตัน”
“เราเชื่อว่าไปได้.. แผนสองทำยังไงอะ ถ้าเขาไม่ให้ทำ ก็เหมือน 2 ล้านล้านไง โอกาสของประเทศหายไป แล้ววันหลังอย่ามาโทษกันนะ” นพ.พรหมินทร์กล่าว
คำกล่าวของหมอมิ้ง คล้ายไปเพิ่มน้ำหนักให้ข้อวิเคราะห์ของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน ไม่ใช่การหา “ทางออก” แต่เป็นการ “หาทางลง” ให้รัฐบาลเศรษฐา ด้วยการยืมมือศาลรัฐธรรมนูญปัดตกโครงการนี้
“ผมใช้ Winner Attitude (ทัศนคติแบบผู้ชนะ) คือทุกปัญหามีทางออก ดังนั้นเราพยายามทำทางออกให้ดีที่สุด” เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่ใช่ทางลงเลย คือเราคิดว่าทำได้ และต้องทำให้ได้ ค่อย ๆ แก้ปัญหา รัฐบาลมีไว้แก้ปัญหา”
“เราไม่คิดว่าจะแพ้”
นพ.พรหมินทร์ ไม่ขอวิเคราะห์แนวต้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่มาจากทั่วทุกสารทิศ โดยย้ำว่า รัฐบาลยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามทุกทางเลือกมีโอกาสที่จะมีอุปสรรค แต่ได้คิดวิธีการแก้ปัญหาทุกระดับ เช่น การปรึกษาที่ปรึกษากฎหมาย และเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต
แต่ถ้าแพ้เกมศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องยอมจำนน ?
“เราไม่คิดว่าจะแพ้ เราคิดว่านี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่จะได้รับฟังเหตุผลของประชาชน แล้วให้ประชาชนเป็นตัวตัดสิน”
“ผมคิดว่าประชาชนรออยู่ ยิ่งมีความชัดเจนแล้ว ประชาชนรออยู่ คนที่จะไปขัดขวางก็ต้องคิดให้ดีว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังที่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาจะรู้สึกอย่างไร”
เขาออกตัวว่า “ไม่ใช่จับประชาชนเป็นตัวประกัน แต่เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง”
ยอมรับ “อ่อนประชาสัมพันธ์-ทันสมัยไม่พอ”
อะไรทำให้พรรค พท. ซึ่งเป็นต้นตำรับประชานิยมถูกตั้งคำถามใหญ่เรื่องแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ?
คนการเมืองวัย 69 ปี ยอมรับว่า “อาจจะอ่อนประชาสัมพันธ์” และ “อาจทันสมัยไม่พอ” โดยพรรค พท. ถูกผลักไปอยู่ในโหมดของฝ่ายค้านที่ไม่สามารถนำเสนอผลงานได้ในช่วง 9 ปีของเด็กรุ่นใหม่ ก็อาจเป็นอุปสรรคบ้างในการสร้างความเข้าใจเรื่องการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
จากคำขวัญหาเสียง “คิดใหญ่ ทำเป็น” เพียง 2 เดือนของรัฐบาล เพื่อไทยถูกเสียดเย้ยว่า “คิดไม่ครบ ทำไม่ได้” หรือไม่
“เราคิดครบเท่าที่เราจะมองเห็น แต่เข้ามาแล้วก็จะเจอ ปัญหาอุปสรรคมากขึ้น ก็ต้องขจัดสิ่งเหล่านั้นออก” นพ.พรหมินทร์ส่งเสียงแย้ง

ที่มาของภาพ, EPA
ถามตรง ๆ ที่คำถามเยอะ-เจอะปัญหามาก เป็นเพราะคนไม่เชื่อมั่นต่อนายกฯ หรือต่อพรรค พท. ?
เลขาธิการนายกฯ 2 ยุค เลี่ยงจะตอบคำถามนี้ตรง ๆ โดยบอกว่า “ผมไม่ได้สนใจต่ออะไร ต้องเชื่อมั่นต่อนโยบายพรรคที่เขาเลือกมา”
ท้ายที่สุดเมื่อให้ประเมินโอกาสพลิกฟื้นความน่าเชื่อถือศรัทธาของรัฐบาลเพื่อไทย หลังกลับไป-กลับมา พูดอย่าง-ทำอีกอย่าง
นี่เป็นอีกข้อวิจารณ์ที่หมอมิ้งปฏิเสธ พร้อมอธิบายว่า ในระหว่างทำงาน เมื่อมีอุปสรรค ก็ต้องแก้ไข เมื่อมีการตั้งคำถาม ก็ทำให้ประเด็นแตกออกไป บางครั้งอาจเป็นข้อมูลที่ยังไม่สุกงอม
“ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีจุดอ่อนบ้าง แต่วันนี้สิ่งที่พยายามพูดให้ชัดเจน นายกฯ แถลงคนเดียว ไม่ต้องมีคำถาม ตอบให้เสร็จหมด”











