“การฟอกสีรุ้ง” ให้องค์กร แบรนด์และธุรกิจบางรายกำลังโหนกระแสเดือนไพรด์หรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ข้อถกเถียงว่าด้วยธุรกิจและแบรนด์ต่าง ๆ กำลังโหนกระแสสีรุ้ง เพื่อจุดประสงค์ทางด้านภาพลักษณ์และการตลาดแต่เพียงอย่างเดียวหรือไม่ ถูกจุดประกายขึ้นมาไม่กี่วันหลังจากประเทศไทยมีการเทศกาลเฉลิมฉลองเดือนไพรด์ของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
แบรนด์ ธุรกิจ และองค์กรหลายแห่งในไทย ต่างเปลี่ยนภาพโปรไฟล์บนสื่อโซเชียลของตัวเองให้เป็นสีรุ้งเพื่อต้อนรับเดือนแห่งความภูมิใจหรือเดือนไพรด์ (Pride Month) ห้างร้านหลายแห่งในกรุงเทพฯ ประดับประดาไปด้วยสิ่งตกแต่งสีรุ้ง รวมทั้งการขายสินค้าธีมไพรด์ในเดือน มิ.ย.
ขณะที่ขบวนพาเหรดบางกอกไพรด์ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีธุรกิจร่วมสนับสนุนหลายเจ้า
ในต่างประเทศ เคยมีข้อถกเถียงถึงประเด็นที่บริษัทห้างร้าน ธุรกิจและแบรนด์ต่าง ๆ ร่วมเกาะกระแสเดือนไพรด์สีรุ้งของชุมชน LGBTQ+ แต่ทว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย ซึ่งเรียกกรณีนี้ว่า Rainbow washing หรือ “การฟอกสีรุ้ง”
ส่วนในไทย เรื่องราวที่เป็นประเด็นนี้ เริ่มจากนักกิจกรรมสิทธิบุคคลหลากหลายทางเพศ โพสต์ข้อความไม่เห็นด้วยต่อการที่ผู้จัดงานบางกอกไพรด์ รับให้ทุนใหญ่รายหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าประกอบธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาร่วมสนับสนุนกิจกรรม มาจนถึงการออกมาโพสต์ตั้งคำถาม ถึงบริษัทบางแห่งที่เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นสีรุ้งว่า จริงหรือไม่ที่ไม่รับ "กะเทย" เข้าทำงาน
บีบีซีไทยจะชวนสำรวจแง่มุมต่าง ๆ รวมทั้งกรณีของต่างประเทศว่าถกเถียงกันอย่างไร
Rainbow washing ในอังกฤษและเวลส์
เมื่อปี 2022 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ LGBTQ+ ในเวลส์ ออกมาแสดงความเห็นว่า ธุรกิจรายใหญ่ ๆ ต่างหันมาผลิตสินค้าที่แสดงสัญลักษณ์ของสีรุ้งเพียงเพื่อเป้าหมายในการสร้างยอดขายเท่านั้น
เควียร์ เอ็มโพเรียม ระบุว่า พวกเขายินดีที่สัญลักษณ์เหล่านี้จะถูกมองเห็นมากขึ้น แต่มีเม็ดเงินเพียงส่วนน้อยมากที่ไปถึงชุมชน LGBTQ+ และพวกเขารู้สึกเหมือนกับว่า นี่คือความพยายามในการหาเงินให้ได้มาก ๆ ของบรรดาธุรกิจ
"บริษัทมากมายแค่เพียงจับสีรุ้งไปแปะในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาและขายมันในราคาที่สูงกว่าเดิม" ยาน ไวท์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่แสวงหากำไรที่ชื่อว่า "เควียร์ เอ็มโพเรียม" กล่าว
เขากล่าวเสริมว่า แม้ว่ากำไรส่วนหนึ่งจะถูกบริจาคให้กับกลุ่มชุมชนหรือองค์กรการกุศล แต่ก็เป็นจำนวนที่ค่อนข้างน้อยมาก
เขากล่าวด้วยว่า แม้ว่าการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดี ดังเช่นที่เครือข่ายของ LGBTQI+ ในบริษัทต่าง ๆ คิดกัน แต่เขาเห็นว่า ธุรกิจที่ทำกำไรได้จากสินค้าต่าง ๆ สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ที่มาของภาพ, thai news pix
เมื่อปี 2019 ออลลี อเล็กซานเดอร์ นักร้องของวงเยียร์ส แอนด์ เยียร์ส ในอังกฤษ ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้ โดยเรียกสิ่งที่แบรนด์และธุรกิจต่าง ๆ ทำในช่วงเดือนไพรด์ว่าเป็น "ทุนนิยมสีรุ้ง"
เขาบอกกับบีบีซีตอนนั้นว่าในแง่หนึ่ง "การมองเห็นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก" และเขาก็รู้สึกขอบคุณแบรนด์ที่ทำงานอย่างมีความรับผิดชอบกับแอลจีบีที แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่า มีการแย่งชิงในการสร้างภาพความเป็นไพรด์จากแบรนด์ต่าง ๆ
นักร้องของวงเยียร์ส แอนด์ เยียร์ส โพสต์ในอินสตาแกรมว่าผู้จัดการส่วนตัวของเขาได้รับการติดต่องานโปรโมทสินค้าในช่วงเดือนไพรด์ โดยลูกค้ารายนั้นบอกว่ามันคือ "คอลเล็กชันไพรด์ที่น่าอัศจรรย์" แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่า "ความน่าอัศจรรย์” นี้คืออะไร หรือบริษัทชื่อดังที่มีเงินมหาศาลเจ้านี้ได้มีแผนที่จะทำอะไรกับกำไรที่ได้มาหรือไม่
ด้านทอม สตีเวนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดขององค์กร "ไพรด์ลอนดอน" (Pride in London) ซึ่งเป็นผู้จัดงานไพรด์ในลอนดอน สหราชอาณาจักร ยอมรับว่า "บางครั้งก็เป็นเรื่องไม่ดี" ที่เห็นแบรนด์ต่าง ๆ โหนกระแสเช่นนี้ แต่เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า "เราไม่สามารถพูดได้ว่าการมีส่วนร่วมของแบรนด์ทั้งหมดในช่วงเทศกาลไพรด์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวล อันตราย หรือเป็นข่าวร้าย"
นอกจากมุมของการวิจารณ์องค์กรต่าง ๆ ก็มีแง่มุมที่ไม่ได้ต่อต้านอย่างสิ้นเชิง
องค์กรที่เป็นผู้จัดเทศกาลงานไพรด์ในเวลส์ที่ชื่อว่า Pride Cymru บอกว่า เป็นที่น่าดีใจที่แบรนด์ต่าง ๆ นำเอาวาระของเดือนไพรด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วย
โฆษกของ Pride Cymru ระบุว่า "เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณคงจะไม่เห็นร้านค้าท้องถิ่นเปิดรับไพรด์บนแบรนด์ของตัวเองมากเท่านั้น มันเป็นเรื่องน่าดีใจสำหรับพนักงานและลูกค้าที่ได้เห็นว่าพวกเขาได้ถูกรักและให้คุณค่า"
ไพรด์ลอนดอน
ไพรด์ลอนดอน ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตรราว 650,000 ปอนด์ เมื่อปี 2019 หรือราว ๆ 30 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด ทอม สตีเวนส์ ผอ. ไพรด์ลอนดอน บอกว่าด้วยเงินจำนวนนี้สามารถทำให้ผู้คนนับล้านเฉลิมฉลองเทศกาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
แต่ใช่ว่า ไพรด์ลอนดอนจะรับเงินจากธุรกิจทุกรายไปเสียทั้งหมด
สตีเวนส์ อธิบายว่า ไพรด์ลอนดอนมีนโยบายด้านจริยธรรม แบรนด์ทุกแบรนด์ที่ทำงานด้วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามนโยบายด้านต่าง ๆ ที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน และต้องมีการตรวจสอบว่าแบรนด์นั้น ๆ ลงมือทำจริง
ในปี 2019 ไพรด์ลอนดอน มีองค์กรพันธมิตร 35 แห่ง รวมทั้งเทสโก และกลุ่มธนาคารบาร์เคลย์ สปอนเซอร์หลักของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
สำหรับเทสโก ได้เปิดขายเสื้อยืดและผลิตภัณฑ์ในเดือนไพรด์และบอกว่าได้บริจาคเงิน 1.5 แสนปอนด์ให้กับองค์กรด้าน LGBTQ+
ส่วนกลุ่มธนาคารบาร์เคลย์ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเข้าไปลงทุนในหลายประเทศที่ LGBTQ+ ยังผิดกฎหมาย ชี้แจงว่า ธนาคารใช้จุดยืนของตัวเองเพื่อพยายามโน้มน้าวการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และสนับสนุนร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ รวมถึงสนับสนุนสิทธิการเข้าเมืองของคู่รักแอลจีบีทีในฮ่องกงด้วย
อย่างไรก็ตาม องค์กรไพรด์ลอนดอน บอกว่า สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การตรวจสอบบริษัทและธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ว่าได้ทำอะไรที่หลังฉากบ้างหรือไม่ ทั้งการบริจาคให้กับองค์กรการกุศลของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือว่าธงและการจัดแสดงในช่วงเดือนไพรด์ เป็นเพียงการนำโดยทีมการตลาดที่ต้องการโหนกระแสเท่านั้น
"การมองเห็นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้ามันจบตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังจากขบวนพาเหรดผ่านไป เราก็ไม่สามารถให้อภัยสิ่งนี้ได้" ผอ. ไพรด์ลอนดอน สรุป
แบรนด์และธุรกิจในไทย โหนกระแสไพรด์หรือไม่
ผศ.เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ออกมาโพสต์เกี่ยวกับกระแสเรื่อง "การฟอกสีรุ้ง" ในไทย พร้อมโพสต์ตั้งคำถามต่อแบรนด์หลายแบรนด์ รวมทั้งเอสซีจี ด้วยการแชร์โปรไฟล์ของเฟซบุ๊กแฟนเพจของแบรนด์ที่แสดงสัญลักษณ์สีรุ้ง
ต่อมามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเข้าไปสอบถามที่ใต้โพสต์ของแบรนด์ด้วยคำถามของ ผศ.เคท ทำให้แอดมินเพจออกมาตอบว่า "ทางบริษัทฯ ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องเพศเป็นเกณฑ์ในการรับสมัครงาน และพิจารณารับเข้ามาร่วมงาน คณะกรรมการมีหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกันในการคัดเลือกพนักงานที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่งงาน"
เฟซบุ๊กเพจของเอสซีจี ยังตอบคำถามผู้ที่เข้าไปสอบถามว่าสนับสนุนด้านอื่น ๆ ของบุคคลเพศหลากหลายอย่างไร โดยระบุว่า ล่าสุด บริษัทให้สิทธิ์พนักงานลาผ่าตัดแปลงเพศได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แม้ไม่มีตัวเลขสถิติถึงการเลือกปฏิบัติต่อการรับบุคคลข้ามเพศเข้างานในปัจจุบัน แต่ในอดีต เครือข่ายบุคคลข้ามเพศแห่งเอเชียแปซิฟิก (ASIA PACIFIC TRANSGENDER NETWORK) เคยออกรายงานเรื่องการถูกปฏิเสธงานของคนข้ามเพศเมื่อปี 2019 ว่า จากการศึกษาในไทย แม้จะมีคุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานที่เท่ากัน ผู้สมัครงานที่ไม่เป็นคนข้ามเพศจะได้รับผลตอบรับเชิงบวกในการสมัครงานมากกว่าคนข้ามเพศมากถึง 1.2 เท่า
ความคิดเห็นของผู้ใช้สื่อออนไลน์ต่อการที่แบรนด์และธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนเงินทุนในพาเหรดงานไพรด์เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. หลากหลายแตกต่างกันออกไป
"ส่วนตัวไม่ได้มองแค่ Pride Month แล้วจบเลย แล้วต่อจากนี้คุณจะสนับสนุนอะไรต่อล่ะ" ความเห็นหนึ่งจากโพสต์ของเพจสื่อวาไรตี้ "จ๊อก จ๊อก" ระบุ
"ส่วนตัวมองว่า ถึงจะเป็นการตลาดของทุน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือทุนหลักในการจัดงาน ซึ่งคิดว่ามันวิน ๆ ทั้งคู่" อีกความเห็นหนึ่ง กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เดือนไพรด์+LGBTQ+ = สินค้ารูปแบบหนึ่ง ?
ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า จุดประสงค์ของงานไพรด์ควรเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลองแก่บุคคล LGBTQ+ ให้ได้มีสิทธิส่งเสียง แสดงอัตลักษณ์ และความภูมิใจในร่างกายในเรื่องเพศสภาพเพศวิถี แต่สิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น "ความสำเร็จ" ในปีนี้ กำลังกลายร่างเจตจำนงเดิมของการเฉลิมฉลองงานไพรด์ออกไป กลายเป็นพื้นที่ของสินค้า
ดร.ชเนตตี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเพศวิถี กล่าวด้วยว่า ในงานไพรด์ของปีนี้ สารเรื่องการต่อสู้ต่อการถูกเลือกปฏิบัติของกลุ่มคน LGBTQ+ เช่น สิทธิบนเนื้อตัวร่างกายและอัตลักษณ์ ปัญหาเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน สถานศึกษา หลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน หรือเสียงของเยาวชน LGBTQ+ ไม่ได้ถูกเน้นย้ำออกมาให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสวรรค์ของ LGBTQ+
"บางช่วงบางตอนของงานไพรด์ เราเห็นความหรูหรา ฟู่ฟ่า หรือสัญลักษณ์ที่ทุนนิยมกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมาก คนวงนอกที่มองเข้ามา บางทีอาจมองว่าเป็นพาเหรดการแต่งตัวประชัน เรื่องแฟชั่น ความหรูหรา หรือเต็มไปด้วยแบรนด์ โลโก้ของสินค้า"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวต่อไปว่า สิ่งเหล่านี้ถูกไฮไลท์และถูกถ่ายทอดสดในระยะเวลาที่นานมากและเป็นข่าว ขณะที่เมื่อมองภาพใหญ่ รัฐก็นำเสนอให้เทศกาลไพรด์เป็นแหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมทั้งการโปรโมทซีรีส์วาย โดยเรียกว่าเป็น "ซอฟต์พาวเวอร์" แต่ในทางกลับกันคำนี้ได้กลายเป็นวาทกรรม ซึ่งกลบปัญหาที่ LGBTQ+ ในไทยยังต่อสู้อยู่นอกเหนือจากเรื่องสมรสเท่าเทียม เช่น เรื่องการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ
"ในเชิงกฎหมาย บุคคลหลากหลายทางเพศไม่ได้มีตัวตนในทางกฎหมายที่รับรองในรัฐธรรมนูญเลย"
ส่วนการที่องค์กร ธุรกิจ และแบรนด์ เกาะกระแสะเดือนไพรด์ อ.ชเนตตี ชี้ว่า "การที่ทุนเห็นด้วยหรือสนับสนุนสิทธิแอลจีบีที ต้องมีคำถามกลับไปองค์กรเหล่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า กลุ่ม LGBTQ+ จะต้องปฏิเสธการสนับสนุนของทุน แต่ทุนต้องเข้ามาเป็นมิตร และอ่อนไหวมากพอ กับประเด็นปัญหาที่ที่แอลจีบีที กำลังเผชิญอยู่" เช่น การมีนโยบายไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในองค์กร
"หนึ่งเดือน Pride Month ก็มาเปลี่ยนแบรนด์เป็นสีรุ้ง เปลี่ยนซองผลิตภัณฑ์ตัวเองให้เป็นสีรุ้ง เพราะเชื่อว่า กระตุ้นยอดขาย กระแสกำลังมา แต่ภายในองค์กรเหล่านั้น มีนโยบายหรือโครงสร้างองค์กรที่เป็นมิตรกับบุคคลหลากหลายทางเพศโดยเนื้อแท้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เป็นคำถาม"
ดร.ชเนตตีเสริมด้วยว่า การพิจารณาว่าแบรนด์และธุรกิจนั้น ๆ ส่งเสริมสิทธิของ LGBTQ+ จริง ๆ หรือไม่ หรือสนับสนุนความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน อาจต้องดูถึงการเข้าไปสนับสนุนของแบรนด์ว่า เป็นสปอนเซอร์ให้กับรายการโทรทัศน์ที่เหยียดเพศ หรือละครที่นำเสนอทัศนคติเช่นนั้นหรือไม่
"ที่น่ากังวลคือ เจตจำนงของ Pride Month มันกำลังถูกฟอกให้กลายเป็นการรับใช้ทุนมากเกินไปหรือไม่... มันอดมองไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสินค้าในรูปแบบหนึ่งที่ทุนเองไม่ได้อยากที่จะพลาดและเกาะติดกระแสเหล่านี้"











