ส่องอิทธิพล "ชุดผ้าไทย" ผ่านพระราชกรณียกิจต่างแดนของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจากยุคสยามสู่ปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ไม่นานมานี้ ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดําเนินเยือนต่างประเทศในฉลองพระองค์ชุดไทยที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามและดูเป็นสากลในเวลาเดียวกัน
แม้เวลาผ่านมาหลายสิบปี ฉลองพระองค์ชุดไทย ที่ทำมาจากผ้าไทย ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญจนถึงปัจจุบันนี้
บีบีซีไทยได้สนทนากับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบชุดไทย เกี่ยวกับความสวยงามอันเป็นอมตะของฉลองพระองค์ชุดไทยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงว่า มีที่มาเป็นอย่างไร อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จอันแยบคายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ
“ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ขึ้นแท่นสุภาพสตรีที่แต่งกายดีที่สุดสองปีซ้อน… คือ [ต่างชาติ] ไม่รู้จะให้อะไรแล้ว ก็เชิญพระองค์ท่านขึ้น Hall of Fame [รางวัลหอเกียรติยศ] ไปเลย”
ธนาคม สิทธิอัฐกร อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเกริ่น เมื่อบีบีซีถามว่าในยุคสมัยที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จประพาสต่างประเทศ พระองค์กลายเป็นบุคคลเป็นที่ถูกจับจ้องมากแค่ไหน
ในปี 2508 นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง วานิตี้ แฟร์ (Vanity Fair) ยกย่องให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นหนึ่งในบุคคลใน “The International Best-Dressed List Hall of Fame” หรือ บุคคลที่แต่งตัวดีที่สุดตลอดกาลของโลก

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ความลับคือ ‘ความเป็นไทย’ หรือนักออกแบบ ‘ชาวฝรั่งเศส’
ชุดประจำชาติที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันทุกวันนี้คือมรดกที่ตกทอดมาจากระหว่าง ค.ศ. 1960-1969 หรือราว ๆ พ.ศ. 2503 - 2512 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสต่างประเทศ
ทว่า คำถามสำคัญคือเหตุใดการนำเสนอชุดไทยสู่สายตาโลกถึงต้องยืมมือนักออกแบบชาวฝรั่งเศสอย่าง "ปิแอร์ บัลแมง" ด้วย
“ไม่ใช่ว่าเราไม่มีคนทำชุด[ไทย]ได้สวย เรามี แต่การทำชุดแบบเราเหมาะกับบริบทในประเทศ ในบริบทต่างประเทศมีความซับซ้อน เราต้องการความเชี่ยวชาญ นี่เป็นอีเวนต์ใหญ่ อย่าพลาดเลย พลาดไม่ได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิไกร ศิริผล หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบ

เขายังอธิบายต่อว่า การแต่งกายของหลาย ๆ ราชวงศ์ในสมัยนั้นล้วนให้ความสนิทชิดเชื้อกับนักออกแบบที่มีชื่อเสียง เช่น หากราชวงศ์นั้น ๆ มีความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสก็อาจเลือกใช้นักออกแบบจากฝรั่งเศส หรือกรณีอย่างสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักรที่ทรงเลือกใช้นักออกแบบภายในประเทศอย่างเซอร์ นอร์แมน ฮาร์ตเนลล์ (Sir Norman Hartnell) ผู้ออกแบบทั้งฉลองพระองค์ในวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ในวันขึ้นครองราชย์ รวมไปถึงฉลองพระองค์ชุดกลางคืน

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
“เรียกว่าเป็นมาตรฐานของราชวงศ์ที่จะต้องตัดชุดกับนักออกแบบที่มีชื่อเสียง เป็นเรื่องของการแสดงออกซึ่งสถานะด้วยส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องของความเหมาะสมด้วยอีกส่วนหนึ่ง” ผศ.ดร.วุฒิไกร อธิบาย
ขณะที่ธนาคมเล่าว่า โอกาสครั้งใหญ่นี้ได้ไปตกกับนายปิแอร์ บัลแมง เมื่อทีมงานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกำลังเตรียมตัวสำหรับการเสด็จประพาสต่างประเทศ และนายปิแอร์ก็เดินทางมาไทยพอดี คุณหญิงอุไร ลืออำรุง ช่างฉลองพระองค์ในเวลานั้นเลยได้ทาบทามเขามาเพื่อมาให้คำปรึกษา ซึ่งแรกเริ่ม เริ่มต้นจากการให้คำปรึกษาก่อน ก่อนที่จะยกระดับขึ้นมาเป็นการออกแบบชุดให้ทั้งที่ทำจากผ้าไทยและผ้าสากล รวมไปถึง “แม้กระทั่ง พูดง่าย ๆ ว่า ออกแบบทรงพระเกศาให้พระองค์แบบต่าง ๆ จนกลายเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นภาพจำมาจนถึงทุกวันนี้”

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ในทำนองเดียวกัน เมื่อให้สรุปความว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าส่งพระองค์เข้าไปอยู่ในรายชื่อหนึ่งในสุภาพสตรีที่แต่งตัวดีที่สุดในโลกตลอดกาล ผศ.ดร.วุฒิไกร ตอบสั้น ๆ ว่า “คือการผสมที่ลงตัว” ระหว่างการออกแบบที่สง่างามสมพระเกียรติความเป็นพระราชินี เข้ากับพื้นฐานของชุดไทยที่มีทรวดทรงเป็นรูปนาฬิกาทราย รวมไปถึงสไตล์ส่วนพระองค์ที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็น “simple elegant” [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า แบบเรียบแต่โก้หรือ เรียบง่ายแต่สง่าสงาม] ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของห้องเสื้อของนายปิแอร์อยู่แล้ว
ชุดฝรั่งผ้าไทย ชุดไทยผ้าฝรั่ง

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ
ผศ.ดร.วุฒิไกร หยิบยกผลงานบางส่วนของนายปิแอร์ ที่ออกแบบฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นมาเล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงความแยบยลของการผสมผสานโดยอ้างอิงจากหนังสืองามสมบรมราชินีนาถ ซึ่งจัดทำโดยพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
โดยชุดแรกเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรี (2503) ซึ่งตัดขึ้นมาจากผ้าไหมยกทองแต่ให้นายปิแอร์ออกแบบในลักษณะสากล ขณะที่อีกชุดหนึ่งเป็นการนำผ้าไหมแจ๊กการ์ดของต่างประเทศมาตัดเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยแบบผสมผสาน (2510)

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ
โดยชุดที่สองซึ่งตัดเย็บออกมานั้นมีความพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะใช้ศาสตร์การปักขั้นสูงของฝรั่งเศสโดยสถาบันเลอซาจ (Lesage)
สำหรับการทำงานระหว่างสถาบันเลอซาจกับนายปิแอร์นั้น ผศ.ดร.วุฒิไกร อธิบายว่า ฝั่งห้องเสื้อของนายปิแอร์ บัลแมง จะมีแบบไปให้กับสถาบันดังกล่าวจากนั้นสถาบันนี้ จะปักออกมาเป็นชิ้น ๆ ก่อน คือ สำหรับเสื้อชิ้นหน้า เสื้อชิ้นหลัง แล้วค่อยนำมาประกอบกัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีภาพสเก็ตจากนายปิแอร์ไปแล้ว ฝั่งสถาบันแห่งนี้ ยังต้องออกแบบลวดลวยเองด้วย โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นผ้าชนิดใด หากเป็นผ้าไทยก็จะออกแบบให้ลวดลายการปักสอดคล้องกับลายผ้า แต่หากเป็นผ้าเรียบ ๆ ก็จะออกแบบลายขึ้นมาใหม่ โดยบางส่วนเป็นการออกแบบจากลายไทยที่มีอยู่ก่อนแล้ว
“ฉลองพระองค์บางชุดก็จะเป็นลักษณะของการทำดอกไม้บ้าง ลายเรขาคณิตบ้าง ส่วนที่เป็นลายไทย ก็จะเป็นลายที่ดูมาจากลวดลายที่อยู่ในศิลปกรรมไทย แต่ว่าการออกแบบของเลอซาจ ใช้วัสดุต่าง ๆ กัน ผสมผสานกัน เพราะฉะนั้นลักษณะของการปักก็จะไม่เหมือนกับการปักแบบไทยประเพณีเสียทีเดียว จะมีลักษณะของการผสมผสานที่เรียกว่าร่วมสมัย และสนุก ท้าทาย และยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการออกแบบได้จนถึงปัจจุบัน”

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
มากกว่าชุดไทยคือ “ประเทศไทย”

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” ในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงปี 2482 และต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อปี 2489
ธนาคม กล่าว่า เมื่อวันที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะนั้นจะเสด็จประพาสต่างประเทศ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจทางการทูตที่สำคัญจนนักวิชาการและนักการทูตไทยเห็นพ้องว่าการเสด็จเจริญสัมพันธไมตรีครั้งนั้นทำให้ไทยผ่านมรสุม "สงครามเย็น" มาได้ จึงมีโจทย์ใหญ่มากที่ต้องแก้ให้ได้

สำหรับประเด็นทางการทูต บีบีซีไทยเคยเขียนไว้แล้วในบทความนี้ ทว่า สำหรับมิติในส่วนของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ธนาคม เล่าว่า เพราะช่วงนั้นชาวต่างชาติยังไม่รู้จักคำว่า “ประเทศไทย” กันอย่างแพร่หลายเมื่อเทียบกับคำว่า “สยาม” ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน โจทย์ของพระองค์จึงเป็นว่า “ฉันจะทำอย่างไรที่จะสามารถนำเสนอความเป็นไทยหรือว่านำเสนอประเทศไทยได้”
นั่นจึงกลายเป็นพระราชภารกิจของพระองค์ที่ต้องทำให้ให้สื่อต่างชาติหันมาสนใจผ่านตัวของพระองค์ ซึ่ง ธนาคมตั้งข้อสังเกตว่า แตกต่างจากยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดเรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้
ไม่เพียงผลลัพธ์ความพยายามของพระองค์จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน แต่ยังได้สร้างมรดกที่ตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันทั้งชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ผศ.ดร.วุฒิไกร เล่าว่า แต่เดิมนั้นชุดไทยไม่มีที่เป็นแบบสำเร็จรูป จะใส่หนึ่งครั้งก็ต้องมานุ่งกันใหม่หนึ่งครั้ง ดังนั้นเมื่อพระองค์ต้องเสด็จประพาสต่างประเทศเป็นเวลานานจึงคำนึงถึงการสวมใส่ที่รวดเร็วขึ้นมา
“ลักษณะของการตัดเย็บ [ชุดไทยสมัยใหม่] คือการที่ใช้แพทเทิร์นแบบตะวันตก นำมาตัดเย็บให้มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ใส่ซิปหลังเข้าไป เรียกว่าเรียบง่ายและใส่ง่าย ทุกคนสามารถที่จะใส่ได้ และเดินทางง่าย เดินทางคนเดียวเอาชุดใส่ประเป๋าไป ใส่ปุ๊บสวย เป็นตัวแทนของประเทศได้”
ด้านธนาคมเสริมว่า ด้วยบทบาทที่เสมือนเป็น “อินฟลูเอนเซอร์” คนหนึ่ง การหยิบจับผ้าไทยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทำให้เกิดการอนุรักษ์ผ้าไทยมาจนถึงคนรุ่นหลังไปโดยปริยาย
“จากร่องรอยทางประวัติศาสตร์ จริง ๆ ผ้าไทยมันหายไปค่อนข้างเยอะแล้ว คนเมืองกรุงสมัยนั้นไม่ค่อยรู้จักแล้ว ไม่รู้จักผ้าไทยคืออะไร เหมือนไม่ได้ให้คุณค่า แต่พระองค์ท่านเล็งเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็สวยเหมือนกัน มีคุณค่า พระองค์ท่านก็เลยเอากลับมา ลองคิดว่าถ้าเราไม่มีพระองค์ท่านทุกวันนี้ อาจจะไม่ได้เห็นผ้าไทย ที่เติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ เป็นที่รู้จักได้ขนาดนี้”

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
จากทศวรรษ 1960 สู่ ‘เจนเอไอ’
ผ้าไทย ประวัติศาสตร์ การสร้างจุดยืนให้ชาติในระดับสากล และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาเอาไว้เราพูดถึงกันไป แล้วผ้าไทยในอนาคตสมัยใหม่นี้จะเป็นเช่นไรต่อไป
สำหรับ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ซึ่งใช้ผ้าไทยเป็นส่วนหนึ่งของผลงานจนได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เขากล่าวว่า จริง ๆ อุตสาหกรรมการส่งออกผ้าไทยสู่ระดับโลกมีมาเรื่อย ๆ แต่อาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปเท่าไหร่นักว่าผ้าไทยของเราออกไปในช่องทางใดบ้าง

ที่มาของภาพ, BBC Thai
รายงานการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งมีผ้าไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย ประจำเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าที่เกิดจากผ้าราว 5 พันล้านบาท และส่วนใหญ่มากจากเครื่องเงินและเครื่องทองถึง 1.4 หมื่นล้านบาท
แม้กิจการศิลปหัตถกรรมไทยจะเติบโตได้เรื่อย ๆ แต่หากไปย้อนดูตัวเลขการส่งออกย้อนหลัง 6 ปี ระหว่างปี 2561-2566 จะพบว่า การเติบโตทรงตัวอยู่ในระดับสองแสนล้านบาทปลาย ๆ ถึงสามแสนล้านบาทเท่านั้น

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ตัวเลขข้างต้นไม่ได้ทำให้นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์อย่างวิชระวิชญ์รู้สึกแปลกใจอะไร เขามองว่า อุตสาหกรรมศิลปะหัตถกรรมของไทยจะเติบโตต่อไป “แต่ถามว่าจะมีเยอะไหม มันคงไม่ได้เฟื่องฟูในรูปแบบนั้น” แต่จะเป็นการเติบโตที่พลิกเข้าหากลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ เข้าหากลุ่มลูกค้าที่สนใจและให้คุณค่ากับงานศิลปะและงานหัตถกรรมจริง ๆ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นลูกค้าชาวไทยเองและชาวต่างชาติ
มุมมองของวิชระวิชญ์ไม่ได้แตกต่างจาก ผศ.ดร.วุฒิไกร ที่เห็นว่าทิศทางของวงการศิลปะหัตถกรรมทั่วโลกจะผลิตสินค้าที่แพงขึ้นออกมา เพราะคนทำจะน้อยลง “แต่ถามว่าจะล้มหายตายจากไปเลยไหม ก็ไม่ แต่มันจะมีน้อย” นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นักออกแบบ รวมถึงสายการผลิตทั้งระบบที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องปรับตัวเข้ากับยุคสมัยและแข่งขันในตลาดปัจจุบันให้ได้
“เราพบผู้ประกอบการมากมายที่มีคนรุ่นใหม่มาช่วยบริหาร มันจะไม่ใช่งานศิลปินอย่างเดียว มันจะต้องมีคนที่เก่งเรื่องการจัดการ รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของทุนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็นอกจากภาครัฐเอง และตัวชุมชนเอง ที่ต้องแข็งแกร่งแล้ว มันก็ต้องเข้าไปแข่งในตลาดสากลได้ด้วย”
มีเทรนด์มากมายเกิดขึ้นที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย อาทิ กระแสการใส่ชุดไทยเพื่อถ่ายรูปตามวัดต่าง ๆ ซึ่งวิชระวิชญ์เองก็มองว่าสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนกระจายการเข้าถึงได้จริง ๆ “แต่ว่ามันก็จะลดลงมาอีกว่า คนที่อยากมาจับมาสัมผัสจริง ๆ มันจะมีมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็คาดการณ์ไม่ได้ แต่ว่ามันก็ช่วยทำให้เกิดค่านิยมหรือกระแสนิยม ความที่จะอยากมาใช้วัสดุที่เป็นของไทย หรืออะไรที่มีความเป็นไทยแทรกซึมอยู่”

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.วุฒิไกร ทิ้งท้ายว่า แม้อุตสาหกรรมผ้าไทยจะช่วยกระจายรายได้สู่ครัวเรือนระดับชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงให้มีรายได้มากขึ้น แต่เพราะผู้ทอผ้าไทยจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุและทำงานนี้เป็นรายได้เสริม จึงมีอำนาจการต่อรองน้อย แม้ราคาสินค้าทั้งผ้าไทยเองหรือสินค้าหัตกรรมอื่น ๆ จะมีราคาสูงขึ้นจริง แต่ส่วนแบ่งรายได้ที่ตกไปถึงกลุ่มชาวบ้านจริง ๆ "อาจเรียกได้ว่ายังไม่พอ"
หนึ่งในบทวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตผ้าไทยโดยกลุ่มสตรีในพื้นที่ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างเดือน พ.ค. - ส.ค. 2566 สะท้อนความกังวลของ ผศ.ดร.วุฒิไกร ได้ดี
กรณีนี้ผู้ศึกษาพบว่า กลุ่มสมาชิกสตรีอาสาบ้านพวน ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 60 คน มีอายุระหว่าง 45-70 ปี และ ได้ค่าแรงสำหรับการแกะหมี่ ปั่นหมี่ และท่อผ้าอยู่ที่ผืนละ 150-250 บาท เท่านั้น











