ส่องอิทธิพล "ชุดผ้าไทย" ผ่านพระราชกรณียกิจต่างแดนของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจากยุคสยามสู่ปัจจุบัน

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, [สหราชอาณาจักร - 6 ต.ค.1966] สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงประทับ ณ สนามบินลอนดอน ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร หลังจากทรงพักผ่อนเป็นการส่วนพระองค์ในอังกฤษ
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไม่นานมานี้ ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดําเนินเยือนต่างประเทศในฉลองพระองค์ชุดไทยที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามและดูเป็นสากลในเวลาเดียวกัน

แม้เวลาผ่านมาหลายสิบปี ฉลองพระองค์ชุดไทย ที่ทำมาจากผ้าไทย ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญจนถึงปัจจุบันนี้

บีบีซีไทยได้สนทนากับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบชุดไทย เกี่ยวกับความสวยงามอันเป็นอมตะของฉลองพระองค์ชุดไทยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงว่า มีที่มาเป็นอย่างไร อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จอันแยบคายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ

“ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ขึ้นแท่นสุภาพสตรีที่แต่งกายดีที่สุดสองปีซ้อน… คือ [ต่างชาติ] ไม่รู้จะให้อะไรแล้ว ก็เชิญพระองค์ท่านขึ้น Hall of Fame [รางวัลหอเกียรติยศ] ไปเลย”

ธนาคม สิทธิอัฐกร อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเกริ่น เมื่อบีบีซีถามว่าในยุคสมัยที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จประพาสต่างประเทศ พระองค์กลายเป็นบุคคลเป็นที่ถูกจับจ้องมากแค่ไหน

ในปี 2508 นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง วานิตี้ แฟร์ (Vanity Fair) ยกย่องให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นหนึ่งในบุคคลใน “The International Best-Dressed List Hall of Fame” หรือ บุคคลที่แต่งตัวดีที่สุดตลอดกาลของโลก

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงประทับบนพระแท่นทองคำในพระที่นั่งพิมานปฐม พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ยี่สิบกะรัต ประดับด้วยคริสตัลและเพชร ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ที่ทรงสวมในพิธีอภิเษกสมรสของราชวงศ์กรีกและได้รับการออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง พร้อมด้วยเครื่องประดับทองและเพชร

ความลับคือ ‘ความเป็นไทย’ หรือนักออกแบบ ‘ชาวฝรั่งเศส’

ชุดประจำชาติที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันทุกวันนี้คือมรดกที่ตกทอดมาจากระหว่าง ค.ศ. 1960-1969 หรือราว ๆ พ.ศ. 2503 - 2512 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสต่างประเทศ

ทว่า คำถามสำคัญคือเหตุใดการนำเสนอชุดไทยสู่สายตาโลกถึงต้องยืมมือนักออกแบบชาวฝรั่งเศสอย่าง "ปิแอร์ บัลแมง" ด้วย

“ไม่ใช่ว่าเราไม่มีคนทำชุด[ไทย]ได้สวย เรามี แต่การทำชุดแบบเราเหมาะกับบริบทในประเทศ ในบริบทต่างประเทศมีความซับซ้อน เราต้องการความเชี่ยวชาญ นี่เป็นอีเวนต์ใหญ่ อย่าพลาดเลย พลาดไม่ได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิไกร ศิริผล หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิไกร ศิริผล หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำบรรยายภาพ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒิไกร ศิริผล หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เขายังอธิบายต่อว่า การแต่งกายของหลาย ๆ ราชวงศ์ในสมัยนั้นล้วนให้ความสนิทชิดเชื้อกับนักออกแบบที่มีชื่อเสียง เช่น หากราชวงศ์นั้น ๆ มีความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสก็อาจเลือกใช้นักออกแบบจากฝรั่งเศส หรือกรณีอย่างสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักรที่ทรงเลือกใช้นักออกแบบภายในประเทศอย่างเซอร์ นอร์แมน ฮาร์ตเนลล์ (Sir Norman Hartnell) ผู้ออกแบบทั้งฉลองพระองค์ในวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ในวันขึ้นครองราชย์ รวมไปถึงฉลองพระองค์ชุดกลางคืน

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, เซอร์ นอร์แมน ฮาร์ตเนลล์ นักออกแบบชาวอังกฤษ ที่ออกแบบชุดสำคัญให้กับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร
GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงฉลองพระองค์ที่ออกแบบโดย เซอร์ นอร์แมน ฮาร์ตเนลล์ สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์

“เรียกว่าเป็นมาตรฐานของราชวงศ์ที่จะต้องตัดชุดกับนักออกแบบที่มีชื่อเสียง เป็นเรื่องของการแสดงออกซึ่งสถานะด้วยส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องของความเหมาะสมด้วยอีกส่วนหนึ่ง” ผศ.ดร.วุฒิไกร อธิบาย

ขณะที่ธนาคมเล่าว่า โอกาสครั้งใหญ่นี้ได้ไปตกกับนายปิแอร์ บัลแมง เมื่อทีมงานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกำลังเตรียมตัวสำหรับการเสด็จประพาสต่างประเทศ และนายปิแอร์ก็เดินทางมาไทยพอดี คุณหญิงอุไร ลืออำรุง ช่างฉลองพระองค์ในเวลานั้นเลยได้ทาบทามเขามาเพื่อมาให้คำปรึกษา ซึ่งแรกเริ่ม เริ่มต้นจากการให้คำปรึกษาก่อน ก่อนที่จะยกระดับขึ้นมาเป็นการออกแบบชุดให้ทั้งที่ทำจากผ้าไทยและผ้าสากล รวมไปถึง “แม้กระทั่ง พูดง่าย ๆ ว่า ออกแบบทรงพระเกศาให้พระองค์แบบต่าง ๆ จนกลายเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นภาพจำมาจนถึงทุกวันนี้”

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, นายปิแอร์ บัลแมง (ขวา) ขณะกำลังวัดตัวให้นางแบบ

ในทำนองเดียวกัน เมื่อให้สรุปความว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าส่งพระองค์เข้าไปอยู่ในรายชื่อหนึ่งในสุภาพสตรีที่แต่งตัวดีที่สุดในโลกตลอดกาล ผศ.ดร.วุฒิไกร ตอบสั้น ๆ ว่า “คือการผสมที่ลงตัว” ระหว่างการออกแบบที่สง่างามสมพระเกียรติความเป็นพระราชินี เข้ากับพื้นฐานของชุดไทยที่มีทรวดทรงเป็นรูปนาฬิกาทราย รวมไปถึงสไตล์ส่วนพระองค์ที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็น “simple elegant” [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า แบบเรียบแต่โก้หรือ เรียบง่ายแต่สง่าสงาม] ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของห้องเสื้อของนายปิแอร์อยู่แล้ว

ชุดฝรั่งผ้าไทย ชุดไทยผ้าฝรั่ง

หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

คำบรรยายภาพ, ฉลองพระองค์ชุดราตรี พ.ศ. 2503 ตัดเย็บจากผ้ายกทองลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีงาช้าง คาดด้วยผ้าไหมพื้นสีชมพูอ่อนใต้อก ต่อด้วยชายผ้าข้างที่ขอบเอวด้านหลังยาวจรดพื้น

ผศ.ดร.วุฒิไกร หยิบยกผลงานบางส่วนของนายปิแอร์ ที่ออกแบบฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นมาเล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงความแยบยลของการผสมผสานโดยอ้างอิงจากหนังสืองามสมบรมราชินีนาถ ซึ่งจัดทำโดยพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

โดยชุดแรกเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรี (2503) ซึ่งตัดขึ้นมาจากผ้าไหมยกทองแต่ให้นายปิแอร์ออกแบบในลักษณะสากล ขณะที่อีกชุดหนึ่งเป็นการนำผ้าไหมแจ๊กการ์ดของต่างประเทศมาตัดเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยแบบผสมผสาน (2510)

หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

คำบรรยายภาพ, ฉลองพระองค์ชุดไทยแบบผสมผสาน พ.ศ. 2510 ตัดเย็บจากผ้าไหมแจ็กการ์ด ผ้ายก ปักประดับด้วยดิ้นโลหะ ลูกปัด เลื่อม และคริสตัล

โดยชุดที่สองซึ่งตัดเย็บออกมานั้นมีความพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะใช้ศาสตร์การปักขั้นสูงของฝรั่งเศสโดยสถาบันเลอซาจ (Lesage)

สำหรับการทำงานระหว่างสถาบันเลอซาจกับนายปิแอร์นั้น ผศ.ดร.วุฒิไกร อธิบายว่า ฝั่งห้องเสื้อของนายปิแอร์ บัลแมง จะมีแบบไปให้กับสถาบันดังกล่าวจากนั้นสถาบันนี้ จะปักออกมาเป็นชิ้น ๆ ก่อน คือ สำหรับเสื้อชิ้นหน้า เสื้อชิ้นหลัง แล้วค่อยนำมาประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีภาพสเก็ตจากนายปิแอร์ไปแล้ว ฝั่งสถาบันแห่งนี้ ยังต้องออกแบบลวดลวยเองด้วย โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นผ้าชนิดใด หากเป็นผ้าไทยก็จะออกแบบให้ลวดลายการปักสอดคล้องกับลายผ้า แต่หากเป็นผ้าเรียบ ๆ ก็จะออกแบบลายขึ้นมาใหม่ โดยบางส่วนเป็นการออกแบบจากลายไทยที่มีอยู่ก่อนแล้ว

“ฉลองพระองค์บางชุดก็จะเป็นลักษณะของการทำดอกไม้บ้าง ลายเรขาคณิตบ้าง ส่วนที่เป็นลายไทย ก็จะเป็นลายที่ดูมาจากลวดลายที่อยู่ในศิลปกรรมไทย แต่ว่าการออกแบบของเลอซาจ ใช้วัสดุต่าง ๆ กัน ผสมผสานกัน เพราะฉะนั้นลักษณะของการปักก็จะไม่เหมือนกับการปักแบบไทยประเพณีเสียทีเดียว จะมีลักษณะของการผสมผสานที่เรียกว่าร่วมสมัย และสนุก ท้าทาย และยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการออกแบบได้จนถึงปัจจุบัน”

หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

ที่มาของภาพ, หนังสืองามสมบรมราชินีนาถ

คำบรรยายภาพ, ฉลองพระองค์ชุดราตรี พ.ศ. 2508 ตัดเย็บจากผ้าไหมซาติน ปักประดับด้วยลูกปัด เส้นไหม เลื่อม และดิ้นขนสีทอง ทรงเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปในงานถวายพระกายาหารค่ำ ณ ประเทศอังกฤษและอิตาลี
GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปในงานถวายพระกระยาหารค่ำ ซึ่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิตาลี จัดถวาย ณ พระราชวังควิรินาเล กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2503

มากกว่าชุดไทยคือ “ประเทศไทย”

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, การเสด็จประพาส 14 ประเทศ กินเวลาถึง 7 เดือน นับแต่วันที่เสด็จพระราชดำเนินออกจากราชอาณาจักรไทยเมื่อ 14 มิ.ย. 2503 จนถึงวันเสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อ 18 ม.ค. 2504

ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” ในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงปี 2482 และต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อปี 2489

ธนาคม กล่าว่า เมื่อวันที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะนั้นจะเสด็จประพาสต่างประเทศ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจทางการทูตที่สำคัญจนนักวิชาการและนักการทูตไทยเห็นพ้องว่าการเสด็จเจริญสัมพันธไมตรีครั้งนั้นทำให้ไทยผ่านมรสุม "สงครามเย็น" มาได้ จึงมีโจทย์ใหญ่มากที่ต้องแก้ให้ได้

ธนาคม สิทธิอัฐกร อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
คำบรรยายภาพ, ธนาคม สิทธิอัฐกร อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

สำหรับประเด็นทางการทูต บีบีซีไทยเคยเขียนไว้แล้วในบทความนี้ ทว่า สำหรับมิติในส่วนของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ธนาคม เล่าว่า เพราะช่วงนั้นชาวต่างชาติยังไม่รู้จักคำว่า “ประเทศไทย” กันอย่างแพร่หลายเมื่อเทียบกับคำว่า “สยาม” ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน โจทย์ของพระองค์จึงเป็นว่า “ฉันจะทำอย่างไรที่จะสามารถนำเสนอความเป็นไทยหรือว่านำเสนอประเทศไทยได้”

นั่นจึงกลายเป็นพระราชภารกิจของพระองค์ที่ต้องทำให้ให้สื่อต่างชาติหันมาสนใจผ่านตัวของพระองค์ ซึ่ง ธนาคมตั้งข้อสังเกตว่า แตกต่างจากยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดเรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้

ไม่เพียงผลลัพธ์ความพยายามของพระองค์จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน แต่ยังได้สร้างมรดกที่ตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันทั้งชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ

ยุคสมัยก่อนไม่ได้มีสื่อสังคมออนไลน์แบบในปัจจุบัน การจะทำให้สื่อต่างชาติหันมาสนใจได้ต้องใช้ประโยชน์จากตัวบุคคล ธนาคมกล่าว

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, ยุคสมัยก่อนไม่ได้มีสื่อสังคมออนไลน์แบบในปัจจุบัน การจะทำให้สื่อต่างชาติหันมาสนใจได้ต้องใช้ประโยชน์จากตัวบุคคล ธนาคมกล่าว

ผศ.ดร.วุฒิไกร เล่าว่า แต่เดิมนั้นชุดไทยไม่มีที่เป็นแบบสำเร็จรูป จะใส่หนึ่งครั้งก็ต้องมานุ่งกันใหม่หนึ่งครั้ง ดังนั้นเมื่อพระองค์ต้องเสด็จประพาสต่างประเทศเป็นเวลานานจึงคำนึงถึงการสวมใส่ที่รวดเร็วขึ้นมา

“ลักษณะของการตัดเย็บ [ชุดไทยสมัยใหม่] คือการที่ใช้แพทเทิร์นแบบตะวันตก นำมาตัดเย็บให้มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ใส่ซิปหลังเข้าไป เรียกว่าเรียบง่ายและใส่ง่าย ทุกคนสามารถที่จะใส่ได้ และเดินทางง่าย เดินทางคนเดียวเอาชุดใส่ประเป๋าไป ใส่ปุ๊บสวย เป็นตัวแทนของประเทศได้”

ด้านธนาคมเสริมว่า ด้วยบทบาทที่เสมือนเป็น “อินฟลูเอนเซอร์” คนหนึ่ง การหยิบจับผ้าไทยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทำให้เกิดการอนุรักษ์ผ้าไทยมาจนถึงคนรุ่นหลังไปโดยปริยาย

“จากร่องรอยทางประวัติศาสตร์ จริง ๆ ผ้าไทยมันหายไปค่อนข้างเยอะแล้ว คนเมืองกรุงสมัยนั้นไม่ค่อยรู้จักแล้ว ไม่รู้จักผ้าไทยคืออะไร เหมือนไม่ได้ให้คุณค่า แต่พระองค์ท่านเล็งเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็สวยเหมือนกัน มีคุณค่า พระองค์ท่านก็เลยเอากลับมา ลองคิดว่าถ้าเราไม่มีพระองค์ท่านทุกวันนี้ อาจจะไม่ได้เห็นผ้าไทย ที่เติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ เป็นที่รู้จักได้ขนาดนี้”

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, "ลองคิดว่าถ้าเราไม่มีพระองค์ท่านทุกวันนี้ อาจจะไม่ได้เห็นผ้าไทย ที่เติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ เป็นที่รู้จักได้ขนาดนี้”

จากทศวรรษ 1960 สู่ ‘เจนเอไอ’

ผ้าไทย ประวัติศาสตร์ การสร้างจุดยืนให้ชาติในระดับสากล และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาเอาไว้เราพูดถึงกันไป แล้วผ้าไทยในอนาคตสมัยใหม่นี้จะเป็นเช่นไรต่อไป

สำหรับ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ซึ่งใช้ผ้าไทยเป็นส่วนหนึ่งของผลงานจนได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เขากล่าวว่า จริง ๆ อุตสาหกรรมการส่งออกผ้าไทยสู่ระดับโลกมีมาเรื่อย ๆ แต่อาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปเท่าไหร่นักว่าผ้าไทยของเราออกไปในช่องทางใดบ้าง

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH

รายงานการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งมีผ้าไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย ประจำเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าที่เกิดจากผ้าราว 5 พันล้านบาท และส่วนใหญ่มากจากเครื่องเงินและเครื่องทองถึง 1.4 หมื่นล้านบาท

แม้กิจการศิลปหัตถกรรมไทยจะเติบโตได้เรื่อย ๆ แต่หากไปย้อนดูตัวเลขการส่งออกย้อนหลัง 6 ปี ระหว่างปี 2561-2566 จะพบว่า การเติบโตทรงตัวอยู่ในระดับสองแสนล้านบาทปลาย ๆ ถึงสามแสนล้านบาทเท่านั้น

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

ตัวเลขข้างต้นไม่ได้ทำให้นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์อย่างวิชระวิชญ์รู้สึกแปลกใจอะไร เขามองว่า อุตสาหกรรมศิลปะหัตถกรรมของไทยจะเติบโตต่อไป “แต่ถามว่าจะมีเยอะไหม มันคงไม่ได้เฟื่องฟูในรูปแบบนั้น” แต่จะเป็นการเติบโตที่พลิกเข้าหากลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ เข้าหากลุ่มลูกค้าที่สนใจและให้คุณค่ากับงานศิลปะและงานหัตถกรรมจริง ๆ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นลูกค้าชาวไทยเองและชาวต่างชาติ

มุมมองของวิชระวิชญ์ไม่ได้แตกต่างจาก ผศ.ดร.วุฒิไกร ที่เห็นว่าทิศทางของวงการศิลปะหัตถกรรมทั่วโลกจะผลิตสินค้าที่แพงขึ้นออกมา เพราะคนทำจะน้อยลง “แต่ถามว่าจะล้มหายตายจากไปเลยไหม ก็ไม่ แต่มันจะมีน้อย” นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นักออกแบบ รวมถึงสายการผลิตทั้งระบบที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องปรับตัวเข้ากับยุคสมัยและแข่งขันในตลาดปัจจุบันให้ได้

“เราพบผู้ประกอบการมากมายที่มีคนรุ่นใหม่มาช่วยบริหาร มันจะไม่ใช่งานศิลปินอย่างเดียว มันจะต้องมีคนที่เก่งเรื่องการจัดการ รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของทุนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็นอกจากภาครัฐเอง และตัวชุมชนเอง ที่ต้องแข็งแกร่งแล้ว มันก็ต้องเข้าไปแข่งในตลาดสากลได้ด้วย”

มีเทรนด์มากมายเกิดขึ้นที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย อาทิ กระแสการใส่ชุดไทยเพื่อถ่ายรูปตามวัดต่าง ๆ ซึ่งวิชระวิชญ์เองก็มองว่าสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนกระจายการเข้าถึงได้จริง ๆ “แต่ว่ามันก็จะลดลงมาอีกว่า คนที่อยากมาจับมาสัมผัสจริง ๆ มันจะมีมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็คาดการณ์ไม่ได้ แต่ว่ามันก็ช่วยทำให้เกิดค่านิยมหรือกระแสนิยม ความที่จะอยากมาใช้วัสดุที่เป็นของไทย หรืออะไรที่มีความเป็นไทยแทรกซึมอยู่”

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, แม้ราคาสินค้าทั้งผ้าไทยเองหรือสินค้าหัตถกรรมอื่น ๆ จะมีราคาสูงขึ้นจริง แต่ส่วนแบ่งรายได้ที่ตกไปถึงกลุ่มชาวบ้านจริง ๆ อาจเรียกได้ว่ายังไม่พอ

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.วุฒิไกร ทิ้งท้ายว่า แม้อุตสาหกรรมผ้าไทยจะช่วยกระจายรายได้สู่ครัวเรือนระดับชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงให้มีรายได้มากขึ้น แต่เพราะผู้ทอผ้าไทยจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุและทำงานนี้เป็นรายได้เสริม จึงมีอำนาจการต่อรองน้อย แม้ราคาสินค้าทั้งผ้าไทยเองหรือสินค้าหัตกรรมอื่น ๆ จะมีราคาสูงขึ้นจริง แต่ส่วนแบ่งรายได้ที่ตกไปถึงกลุ่มชาวบ้านจริง ๆ "อาจเรียกได้ว่ายังไม่พอ"

หนึ่งในบทวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตผ้าไทยโดยกลุ่มสตรีในพื้นที่ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างเดือน พ.ค. - ส.ค. 2566 สะท้อนความกังวลของ ผศ.ดร.วุฒิไกร ได้ดี

กรณีนี้ผู้ศึกษาพบว่า กลุ่มสมาชิกสตรีอาสาบ้านพวน ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 60 คน มีอายุระหว่าง 45-70 ปี และ ได้ค่าแรงสำหรับการแกะหมี่ ปั่นหมี่ และท่อผ้าอยู่ที่ผืนละ 150-250 บาท เท่านั้น