ในหลวง ร.9 : พระราชกรณียกิจทางการทูตในบริบทการเมืองโลก

ที่มาของภาพ, WICHITR JAYAVANN
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ศึกษาพระราชกรณียกิจทางการทูตในบริบทการเมืองโลก ที่พาประเทศไทยรอดภัยคอมมิวนิสต์และเติบโตไปไกลกว่าเพื่อนบ้าน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดใน พ.ศ. 2488 การเมืองโลกเข้าสู่บริบทใหม่ที่มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็น "อภิมหาอำนาจ"
ไม่ถึง 1 ปี หลังสงครามสิ้นสุด รัฐบาลไทยโดยความเห็นชอบของรัฐสภากราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเสวยราชสมบัติในปี พ.ศ. 2489 ขณะมีพระชนมพรรษา 18 พรรษา
ในภาวะที่บริบทโลกสัมพันธ์กับชะตากรรมของหลายประเทศ นักวิชาการ-นักการทูตชี้ว่าด้วยพระราโชบายและพระปรีชาสามารถของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ไทยผ่านมรสุม "สงครามเย็น" มาได้ และผลักดันให้สถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติมาถึงปัจจุบัน
จากสงครามโลก สู่ "สงครามเย็น"
"ประเทศในเอเชียที่เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกต่างพะวักพะวน และตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน หลังจักรวรรดินิยมแพ้สงครามโลก และฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็เผยแพร่อุดมการณ์เข้ามา ทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ ที่สำคัญคือสงครามเวียดนาม" ไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรป ฉายภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่มาของภาพ, BBC Thai
เขาอธิบายเรื่องนี้ไว้ในงานเสวนาหัวข้อ "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม: เบื้องหลังพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ในนานาประเทศ" จัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. 2560
เมื่อผู้ชนะสงครามพยายาม "จัดระเบียบโลกใหม่" พร้อมกับรุกคืบ-กินแดนของหลายประเทศในยุคแห่งการแสวงหาเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม จึงปะทะกับขบวนการท้องถิ่นปลดแอกที่รับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

ที่มาของภาพ, Getty Images
เวียดนามคือ "สมรภูมิชี้ขาด" หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จนต้องถอนทัพออกจากเวียดนามเหนือ นำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ซึ่งสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
โลกเคลื่อนเข้าสู่ยุค "สงครามเย็น" เมื่อกลุ่มประเทศในโลกเสรีและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์พยายามแผ่ขยายอิทธิพล-อำนาจ-อุดมการณ์ด้วยสารพัดรูปแบบ ยกเว้นการใช้อาวุธ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2502 โดยเริ่มจากเวียดนามใต้ ก่อนเสด็จฯ ไปเยือนอินโดนีเซีย และพม่า (ชื่อขณะนั้น) เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับมิตรประเทศ และนำความปรารถนาดีของชาวไทยไปมอบให้กับประชาชนในประเทศเหล่านั้น
สกัดคอมมิวนิสต์
"พระองค์ท่านไม่ได้ไปเจริญพระราชไมตรีอย่างเดียว แต่ไปดูสถานการณ์รอบบ้านด้วย" ไกรฤกษ์บอก

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ก่อนขยายความว่า ในช่วงนั้น คอมมิวนิสต์รุกคืบเข้าประชิดชายแดนแม่น้ำโขง รัฐบาลไทยเกรงว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศรัสเซีย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา
"สถานการณ์ในลาว ทำให้ไทยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงกราบบังคมทูลฯ เชิญในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสต่างประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการทางการทูต ส่งจดหมายไปยังนานาประเทศเพื่อขอคำตอบรับก่อน"
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2497 ไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโต้ (Southeast Asia Treaty Organization - SEATO) ภายใต้สนธิสัญญามะนิลา เพื่อผนึกกำลังต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยให้ใช้ กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักเลขาธิการ และอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพทหาร ในช่วงสงครามเวียดนามด้วย
พระราชกรณียกิจเพื่อเอกราช
แม้บริบทไทยต่างจากชาติอื่น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทบเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างยิ่งยวด ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ยืนเคียงฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยปรีดี พนมยงค์ กับกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายอักษะ นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ทว่าความขัดแย้งของฝ่ายปรีดี-จอมพล ป. ถูกสกัด ด้วยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2500 นำไปสู่การกวาดล้างผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ฝ่าย และการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลกตะวันตกยังไม่สู้ดีนัก ซึ่งไกรฤกษ์ชี้ว่า "เป็นเพราะไม่มีใครอยากเปิดบ้านต้อนรับไทยในฐานะพันธมิตรของญี่ปุ่น" แต่ขณะเดียวกัน "สยามก็ไม่เคยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ มาก่อน"
ในปี 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสครั้งใหญ่ 14 ประเทศ เริ่มจากสหรัฐฯ และตามด้วยประเทศในแถบยุโรป

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ ให้สัมภาษณ์มติชน เมื่อ ต.ค. 2559 ว่าการเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ถือว่ามีความสำคัญมาก ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาชาติแรกของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ และเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปถึง 29 ปี นับจากในหลวงรัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสในปี 2474 ที่สำคัญเป็นการประกาศว่าไทยเป็นประเทศที่อยู่ในค่ายของโลกเสรีอย่างเต็มที่
"บริบทของการเสด็จฯเยือนสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ และโลกเสรี ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกับสงครามเย็น" เตชกล่าว
ขณะที่ไกรฤกษ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในเวลานั้นสหรัฐฯ ถือ "พี่ใหญ่" เป็นอภิมหาอำนาจ มีความสำคัญสูงสุดในเชิงสัญลักษณ์ และกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ไปสู่ยุโรป

ที่มาของภาพ, BBC Thai
"หากดูแถลงการณ์ร่วมระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 กับประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2503 ระบุตอนหนึ่งว่า "ล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อเสรีภาพ เอกราช และสันติภาพถาวรของโลกใบนี้"
เขาตีความแถลงการณ์ดังกล่าวได้ว่า "กรุงเทพฯ ในเวลาต่อจากนี้ จะเป็นบรัสเซลส์ของเอเชีย' (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ ตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม) ณ เวลานั้นเอเชียคือไทยแลนด์"
การตั้งซีโต้ในไทย นำมาซึ่งงบประมาณ อาวุธที่ทันสมัย ความรู้ใหม่ ๆ ท่ามกลางภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้แพ้สงคราม
ไกรฤกษ์จึงยกให้ปี 2503 เป็น "ปีแห่งความอยู่รอดของประเทศไทย"
"รัฐกันชน"
พระราชกรณียกิจที่สหรัฐฯ ผ่านพ้นไปด้วยดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสอังกฤษเป็นประเทศถัดไป โดยสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ประมุขของสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ
ที่มา: ไกรฤกษ์ นานา ระบุในงานเสวนาหัวข้อ "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม : เบื้องหลังพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ในนานาประเทศ"
"เมื่อสหรัฐฯ กับอังกฤษต้อนรับประมุขของไทย ประเทศทั้งหลายในฝ่ายสัมพันธมิตรจึงยอมรับสถานะของไทยว่าไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม" ไกรฤกษ์บอก
ด้วยเพราะเป็นพระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญรอยตามพระอัยยิกา โดยทรงใช้ "เครือข่ายราชวงศ์"
ไกรฤกษ์ชี้ว่าร้อยละ 90 ทั้งสถานที่และบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปพบ ล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเสด็จประพาสยุโรปของในหลวงรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2440 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลสวยหรูที่ว่าเพื่อการเจริญสัมพันธไมตรีอย่างที่พูด ๆ กัน แต่เป็นผลจากการที่ไทยถูกจัดตั้งเป็น "รัฐกันชน" ตามปฏิญญาอังกฤษ-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2439 (Anglo-French Declaration 1896)

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image
"พระราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 5 ในการเสด็จประพาสยุโรป คือรัฐกันชนจากอาณานิคม มาถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 คือรัฐกันชนระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับเสรีประชาธิปไตย" ไกรฤกษ์กล่าว
นี่คือสิ่งที่ไกรฤกษ์บอกว่าเป็น "เบื้องหลัง" ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รวม 27 ประเทศ ในระหว่างปี 2502-2510
"นี่คือพระราชกรณียกิจทางการทูตที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประเทศไทย" เขากล่าวทิ้งท้าย
หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด "ในหลวง ร.9" ซึ่งบีบีซีไทยนำเสนอต่อเนื่องตลอดเดือน ต.ค. 2560










