ธงโจรสลัด "วันพีซ" ถึง เผ่ามังกรฟ้า ถอดปรากฏการณ์มังงะในการชุมนุมทางการเมืองจากไทยสู่อินโดนีเซีย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เช่นที่เราพูดถึงเผ่ามังกรฟ้า ในประเทศไทยคุณจะนึกถึงใคร คุณอาจจะนึกถึงคนที่มีอำนาจซึ่งแต่ละคนตีความได้ไม่เหมือนกัน" นายยอรรถพลระบุ
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ในปี 2563 หนึ่งในปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" คือวัฒนธรรมป็อปหรือวัฒนธรรมมวลชนอย่างการ์ตูน ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การชุมนุมและการปราศรัยเปรียบเปรยเนื้อหาในหลายครั้ง ไม่ว่าจะแฮมทาโร่ นารูโตะ วันพีซ

มาในปี 2568 สัญลักษณจากการ์ตูนกลับมาปรากฏในพื้นที่การเมืองอีกครั้ง ทว่าเกิดในประเทศร่วมภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย และจุดร่วมสำคัญของการเคลื่อนไหวในไทยและอินโดนีเซียคือ ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่างก็ใช้การ์ตูนมังงะญี่ปุ่นเรื่อง "วันพีซ" (One Piece) เป็นสัญลักษณ์เรียกร้องทางการเมือง

เมื่อเดือน ก.ค. ที่อินโดนีเซีย ภาพธงสีดำที่มีรูปหัวกระโหลกและหมวกฟาง สัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดที่ท้าท้ายต่อระบอบเผด็จการและต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง วันพีซ ได้ถูกนำมาประดับตามบ้าน ท้ายรถ เพื่อตอบโต้ต่อผู้นำประเทศ

และระหว่างการชุมนุมประท้วงใหญ่ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ส.ค. สัญลักษณ์เดียวกันนี้ก็ปรากฏในพื้นที่การชุมนุมในหลายเมือง ซึ่งชนชั้นแรงงาน กลุ่มนักศึกษา ออกมาชุมนุมประท้วงเรื่องภาวะไม่มีงานทำ และการขึ้นเงินช่วยเหลือรายเดือนให้ สส. ที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวงของอินโดนีเซียกว่า 10 เท่า

บีบีซีไทยชวนมองเข้าไปในปรากฏการณ์นี้ว่าเหตุใดการ์ตูน มังงะ อนิเมะ จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องทางการเมือง และเรื่องราวของ "วันพีซ" (One Piece) ซ่อนความหมายในเชิงการเมืองอย่างไรไว้บ้าง

2563 วันพีซและเผ่ามังกรฟ้าในไทย

อรรถพล บัวพัฒน์

ที่มาของภาพ, อรรถพล บัวพัฒน์

คำบรรยายภาพ, "เอาง่าย ๆ ว่าตอนที่เราถูกแจ้งข้อกล่าวหา เราถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วยข้อความ 'ราชประหาร' แต่เราแก้ตกไปแล้ว ไปยันอัยการมาแล้ว อัยการก็เลยไม่ฟ้องด้วยข้อความนี้ เลยไปฟ้องด้วยข้อความ 'มังกรฟ้า'" นายอรรถพลระบุ

ในช่วงปี 2563 นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ครูใหญ่" หนึ่งในแกนนำของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "ขอนแก่นพอกันที" และ กลุ่ม "ราษฎร 2563" ขึ้นปราศรัยในเวทีการชุมนุมหลายครั้ง

ทว่าการปราศรัยครั้งหนึ่งที่กล่าวข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและมีที่มาจากประชาชน พร้อมกับมีการกล่าวเปรียบเปรยถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องวันพีซ (One Piece) เมื่อ 15 พ.ย. 2563 ที่แยกราชประสงค์ นำมาสู่การถูกร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีข้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แก่เขา

น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสภาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งในเวลานั้นยังดำรงตำแหน่ง สส. เป็นผู้ที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ จากกรณีที่เขาขึ้นปราศรัยมีการใช้คำว่า "ราชประหาร" เทียบกับ "รัฐประหาร" ซึ่ง น.ส.ปารีณา ผู้กล่าวหา เห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์

อรรถพล เปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. คดี ม.112 อันสืบเนื่องมาจากการปราศรัยครั้งนั้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการ์ตูนวันพีซ การสืบพยานทั้งฝั่งโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ก.ย. ที่จะถึงนี้

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)

หลังจากนั้น อรรถพลจึงนำข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ มาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.ปารีณา ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งผลออกมาคือ ศาลตัดสินให้เขาชนะคดี เขาจึงนำคำพิพากษาของศาลขอนแก่นไปร้องที่อัยการ

ทว่าเหตุการณ์หลังจากนั้น กลับกลายเป็นว่า อัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดี ม.112 ต่อเขา โดยไปนำข้อความอื่นจากการปราศรัยครั้งเดียวกันมาแทน เพราะประเด็นคำว่า "ราชประหาร" ตกไปแล้ว โดยศาลจังหวัดขอนแก่น

"เอาง่าย ๆ ว่าตอนที่เราถูกแจ้งข้อกล่าวหา เราถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วยข้อความ 'ราชประหาร' แต่เราแก้ตกไปแล้ว ไปยันอัยการมาแล้ว อัยการก็เลยไม่ฟ้องด้วยข้อความนี้ เลยไปฟ้องด้วยข้อความ 'มังกรฟ้า'" นายอรรถพลระบุ

เกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับ "มังกรฟ้า" ที่อรรถพลปราศรัย และนำมาสู่การถูกฟ้องข้อหา ม.112 เขาได้กล่าวถึง "เผ่ามังกรฟ้า" ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กร/กลุ่มตัวละครตัวร้ายในการ์ตูนเรื่องวันพีซ โดยเขาได้วิจารณ์ลักษณะของกลุ่มตัวร้าย นี้ว่าเป็นพวกที่ "มองเห็นประชาชนเป็นแค่ผักปลา จะฆ่าก็ได้ จะอะไรก็ได้"

ไม่ใช่แค่ ไทย ยังมีชิลี อินโดนีเซีย ที่การ์ตูนถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐ

การเชื่อมโยงการ์ตูนกับการเมืองไม่ได้มีตัวอย่างแค่ในไทยเท่านั้น

ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวในหลายประเทศทั่วโลกต่างรายงานข่าวการนำธงสัญลักษณ์จากการ์ตูนเรื่องวันพีซมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงรัฐบาล

ในเดือน ก.ค. ที่อินโดนีเซีย ประชาชนผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งนำธงโจรสลัดกะโหลกไขว้สวมหมวกฟาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดลูฟี่ กลุ่มตัวเอกจากเรื่องวันพีซ มาประดับประดาตามบ้านเรือนสถานที่ต่าง ๆ หรือกระทั่งบริเวณท้ายรถยนต์ เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อคำเรียกร้องของนายปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย ที่ต้องการให้ชาวอินโดนีเซียชูธงแดงและขาวประจำชาติก่อนวันประกาศอิสรภาพของประเทศในวันที่ 17 ส.ค.

หลายคนเลือกที่จะชูธงโจรสลัดเหล่านี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จอลลี่โรเจอร์" เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้การนำของปราโบโว ซึ่งเป็นอดีตนายพล ที่ก้าวขึ้นบริหารประเทศ เมื่อ ต.ค. ปีที่แล้ว

ในการประท้วงละลอกใหม่ของอินโดนีเซียที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. จากประเด็นเงินช่วยเหลือค่าที่พักของสมาชิกรัฐสภา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย ธง "จอลลี่โรเจอร์" ก็ยังถูกโบกสบัดโดยผู้ชุมนุมเช่นเดียวกัน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนอินโดนีเซียประท้วงต่อต้านนโยบายเงินช่วยเหลือค่าบ้านต่อสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านรูเปียห์ (ราว 100,000 บาท) ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการใช้งบประมาณโดยไม่ชอบธรรม

ย้อนกลับไปในปี 2562 ที่ชิลี ได้เกิดการชุมนุมประท้วง อันมีจุดชนวนจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในขณะนั้น

บีบีซีไทยพบว่าตัวการ์ตูนจากญี่ปุ่นอย่าง "พิคาชู" (Pikachu) ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์หลักของการประท้วงนั้นเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับตัวละครหรือการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ เช่น นารูโตะ ดาบพิฆาตอสูร เผ่าพิภพไททัน โปเกมอน และ วันพีซ ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านในการประท้วงซึ่งเริ่มต้น ณ กรุงซาติอาโก เมืองหลวงของประเทศ ก่อนที่จะขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ทำความรู้จักโลก "วันพีซ" เรื่องราวแห่งสมบัติในตำนาน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เส้นทางการตามหาสมบัติชิ้นนี้มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวร้ายที่โผล่ออกมาในแต่ละภาคก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

การ์ตูนเรื่อง "วันพีซ" ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่น ในปี 2540 ในรูปแบบมังงะโดย เออิจิโร โอดะ และการตูนเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มังงะเรื่องนี้มียอดขายมากกว่า 520 ล้านเล่ม และนำมาทำเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์หรือซึ่งนิยมเรียกว่าอนิเมะมากกว่า 1,100 ตอน

เส้นเรื่องหลักของมังงะเรื่องนี้เล่าถึงการผจญภัยของตัวเองอย่าง มังกี้ ดี.ลูฟี่ และลูกเรือของเขาในการออกตามหาสมบัติในตำนานที่มีชื่อว่า "วันพีซ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและการแสวงหาความหมายของชีวิต

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เส้นทางการตามหาสมบัติชิ้นนี้มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวร้ายที่โผล่ออกมาในแต่ละภาคก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

ในโลกของมังงะวันพีซ ผู้เขียนแต่งเรื่องราวให้กองทัพเรือที่ควรจะเป็นผู้รักษากฎระเบียบของสังคมกลายเป็นตัวร้าย ขณะเดียวกันก็เขียนให้กลุ่มโจรสลัดที่ดูเป็นตัวร้ายในโลกความเป็นจริงกลายเป็นตัวเอก อย่างไรก็ดี ผู้แต่งอย่างโอดะ ก็ไม่ลืมเขียนให้มีกลุ่มโจรสลัดที่มีพฤติกรรมร้ายกาจไม่แพ้กองทัพเรือและพร้อมจะฆ่าทุกคนเพื่อให้ได้ครอบครองวันพีซเช่นเดียวกัน

โครงสร้างของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในโลกวันพีซอาจแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  • ประชาชนธรรมดา หรือทาส คือบุคคลทั่วไปที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่าง ๆ
  • กลุ่มโจรสลัด คือผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายการปกครองของ "รัฐบาลโลก"
  • กลุ่มปฏิวัติ คือผู้ที่มีเป้าหมายในการล้มล้าง "รัฐบาลโลก" และ "เผ่ามังกรฟ้า"
  • รัฐบาลโลก คือกลุ่มบุคลากรที่กำกับดูแลองค์กรต่าง ๆ เช่น ไซเฟอร์โพล (หน่วยข่าวกรอง) และ กองทัพเรือซึ่งทำหน้าที่ดูแลระเบียบโลกและปกป้องเผ่ามังกรฟ้า
  • ห้าผู้เฒ่า คือกลุ่มบุคคล 5 คน ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารสูงสุดของรัฐบาลโลก
  • เผ่ามังกรฟ้า คือกลุ่มชนชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและกุมอำนาจทั้งหมดของรัฐบาลโลก มีอภิสิทธิ์เหนือทุกสรรพสิ่งในโลกวันพีซ

ทว่านอกจากจะแบ่งกลุ่มตัวละครออกได้เป็น 6 กลุ่มแล้วนั้น ยังมีตัวละครอีกหนึ่งตัวที่มีชื่อว่า "ท่านอิม" ซึ่งเปรียบเสมือนผู้นำสูงสุดตัวจริงของจักรวาลวันพีซ แต่นับจนถึงปัจจุบันผู้แต่งอย่าง โอดะ ยังไม่ได้เปิดเผยว่าตัวละครนี้มีหน้าตาอย่างไร โดยผู้อ่านจะเห็นแค่เป็นเพียงเงาสีดำ ๆ เท่านั้น

การตีความ "อำนาจ" ของกลุ่มคนใน "วันพีซ" สะท้อนถึงไทยอย่างไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ไอ้ตัวละครลูฟี่มันไม่ใช่แค่ความเข้มแข็ง แต่มันคือความไม่แยแสต่อความทุกข์ด้วย ความไม่มีอะไรซับซ้อนในวิธีคิด มันคือการพุ่งไปและเชื่อว่าก็จะไปอย่างนี้ อย่างเดียว" อรรถพลกล่าว

แล้วเหตุใดผู้คนในหลายประเทศต่างหยิบยกการ์ตูนเรื่องวันพีซขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้

อรรถพล แกนนำกลุ่มราษฎร มองว่าไม่ว่าประเทศใดจะปกครองด้วยระบอบการเมืองแบบใด แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือโครงสร้างทางอำนาจของกลุ่มคน แม้จะแตกต่างกันออกไปตามบริบทก็ตาม

"เช่นที่เราพูดถึงเผ่ามังกรฟ้า ในประเทศไทยคุณจะนึกถึงใคร คุณอาจจะนึกถึงคนที่มีอำนาจซึ่งแต่ละคนตีความได้ไม่เหมือนกัน" เขาระบุ

ในมุมมองของอรรถพล เขาตีความว่าท่านอิมคือทุน "ที่มองไม่เห็นแต่อยู่เบื้องหลังควบคุมทุกอย่าง" และมองห้าผู้เฒ่าว่าเป็นประเทศมหาอำนาจ

"ผมคิดว่าผู้แต่งอย่างอาจารย์โอดะน่าจะพยายามเอาโครงสร้างทางอำนาจ กลุ่มคนที่มีอำนาจ มาอนุมานเป็นตัวละคร ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะ [ตีความ] ไม่เหมือนกัน" อรรถพล ยกตัวอย่าง "เขาอาจจะคิดที่ประเทศญี่ปุ่นนะ ซึ่งมันก็อาจจะใกล้เคียงกับเราหน่อย แล้วมันก็มีบางอย่างที่เหมือนกันนั่นแหละ มีกองกำลัง มีนายทุน มีขุนศึก มีศักดินา มีตัวละครที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย พอเราอ่าน มังงะหรือดูอนิเมะ มันก็จะเริ่ม 'เอ๊ะ คล้ายๆ บ้านเราจัง' ซึ่งแน่นอนกลุ่มคนที่มันมีอำนาจก็มีพฤติกรรมแบบเดียว ๆ กันทั้งโลก มันก็เลยสามารถที่จะเข้าใจว่าเป็นประเทศกูได้ทั้งโลก" เขาเสริม

เช่นนั้นเขามองว่าใครในประเทศไทยคือ ลูฟี่ ?

ตัวเอกอย่าง มังกี้ ดี. ลูฟี่ คือตัวละครที่ไม่เพียงบังเอิญได้กิน "ผลปีศาจ" จนมีพลังระดับเทพพระอาทิตย์ แต่ยังเป็นตัวละครที่มุ่งมั่นในเป้าหมายของตันเองอย่างการเป็น "เป็นเจ้าแห่งโจรสลัด" โดยไม่สนว่าศัตรูที่ดาหน้ากันเข้ามาทั้งฝั่งรัฐบาลโลกหรือโจรสลัดด้วยกันเองจะเก่งแค่ไหนก็ตาม หรือตามคำจำกัดความของนายอรรถพลคือ "ไอ้ตัวละครลูฟี่มันไม่ใช่แค่ความเข้มแข็ง แต่มันคือความไม่แยแสต่อความทุกข์ด้วย ความไม่มีอะไรซับซ้อนในวิธีคิด มันคือการพุ่งไปและเชื่อว่าก็จะไปอย่างนี้ อย่างเดียว"

ต่อคำถามข้างต้น นายอรรถพลตอบว่าเขาไม่เห็นบุคลิกของลูฟี่ในตัวละครการเมืองไทยเพราะมองว่า "ลูฟี่คือ mindset [แนวคิด] เทียบกับใครไม่ได้เลย" แต่เป็นความเชื่อต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

วันพีซ: มังงะที่ทั้งสะท้อนและวิจารณ์โลกความเป็นจริง

ในโลกแห่งวันพีซ ยังมีอีกหนึ่งตัวละครและองค์กรที่หน้าสนใจอย่าง นกนักข่าวมอร์แกน ที่นั่งเป็นประธานแห่งหนังสือพิมพ์ เวิลด์ อีโคโนมี นิวส์เปเปอร์ (World Economy Newspaper) ซึ่งถือเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลกโจรสลัดแห่งนี้

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Representation of Social Criticism through Morgans Journalist Characters in One Piece Anime: Examining the Meanings Behind and Propaganda [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า การสะท้อนภาพคำวิจารณ์สังคมผ่านตัวละครนักข่าว มอร์แกนส์ ในอนิเมะวันพีซ: การวิเคราะห์ความหมายและโฆษณาชวนเชื่อ] ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2567 บนวารสารลนตาร์ วารสารวิทยาศาสตร์การสื่อสาร ซึ่งเป็นวารสารวิชาการของประเทศอินโดนีเซียที่มีระบบการตรวจสอบคุณภาพบทความวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญ วิจารณ์ว่าตัวละครมอร์แกนนั้นถูกนำเสนอให้เห็นถึงภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแวดวงสื่อมวลชนในโลกของความเป็นจริง

ตัวละครมอร์แกนเลือกยืนหยัดต่อต้านรัฐบาลโลกที่สั่งห้ามรายงานข่าวในบางประเด็นที่รัฐบาลมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ในทางกลับกัน การรายงานข่าวของมอร์แกนหลายครั้งก็เป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้เขียนงานวิจัยพบว่า โครงสร้างอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในโลกวันพีซเทียบได้กับแนวคิดของนักปรัชญาและประวัติศาสตร์หญิงชาวเยอรมันและอเมริกันอย่าง ฮันนาห์ อาเรนดท์ (ในภาพ) โดยเฉพาะข้อสังเกตของเธอที่เห็นว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ มุ่งเน้นกำจัดความเห็นต่างและพยายามยัดเยียดโลกทัศน์แบบหนึ่งเดียวให้สังคม

ในงานวิจัยระดับปริญญาโทอีกฉบับหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Deciphering the World with One Piece The power of manga in the study of international politics [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ถอดรหัสโลกด้วยวันพีซ: พลังของมังงะในการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ] ซึ่งตีพิมพ์ในปีการศึกษา 2566/2567 มีบางช่วงบางตอนที่ผู้เขียนวิจารณ์ถึงการฉายภาพความอันตรายของอำนาจเบ็ดเสร็จในโลกวันพีซเทียบกับแนวคิดของนักปรัชญาและประวัติศาสตร์หญิงชาวเยอรมันและอเมริกันอย่าง ฮันนาห์ อาเรนดท์ (Hannah Arendt)

ผู้เขียนวิจัยระบุว่า เนื้อเรื่องของวันพีซที่สะท้อนพฤติกรรมของรัฐบาลโลกที่พร้อมจะสังหารผู้ใดก็ตามที่จะเปิดโปงความลับของเหล่าผู้มีอำนาจ แม้คนผู้นั้นจะเป็นถึงกษัตริย์ของอาณาจักรก็ตาม สอดคล้องกับแนวคิดของ ฮันนาห์ อาเรนดท์ โดยเฉพาะข้อสังเกตของเธอที่เห็นว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ มุ่งเน้นกำจัดความเห็นต่างและพยายามยัดเยียดโลกทัศน์แบบหนึ่งเดียวให้สังคม

"เช่นเดียวกับผลงานของอาเรนดท์ซึ่งทำหน้าที่เป็นคำเตือนถึงผลลัพธ์ร้ายแรงของอำนาจที่ไร้การตรวจสอบและการเชื่อฟังอย่างหูตามืดบอด รัฐบาลโลกในวันพีซก็ทำหน้าที่เป็นอุปมาที่ทรงพลังของระบอบเผด็จการที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไร้การกำกับดูแลหรือความรับผิดชอบ" ผู้วิจัยระบุ

มังงะ-อนิเมะในฐานะเครื่องมือทางการเมือง: จากประวัติศาสตร์บนลงล่าง สู่อาวุธของผู้อ่อนแอ

เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การกำเนิดของอนิเมะ ดร.มาริ นากามูระ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยตงไห่แห่งไต้หวัน บอกกับบีบีซีไทยว่า ภาพยนตร์อนิเมะขนาดยาวเรื่องแรกของญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้นในปีเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง หรือปี ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) และมีชื่อว่า "โมโมทาโร่: ทหารเทพเจ้าแห่งท้องทะเล" (Momotarō: Umi no Shinpei)

ผศ.ดร.นากามูระ กล่าวว่าอนิเมะเรื่องนี้มีกองทัพเรือเป็นผู้ว่าจ้าง และนับเป็น "ชิ้นงานโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เห็นแนวคิดของจักรวรรดิญี่ปุ่น... ซึ่งนี่เป็นเรื่องการเมืองอย่างชัดเจนจากบนลงล่าง"

ถัดมาจากอนิเมะเรื่องโมโมทาโร่ เธอยกตัวอย่างผลงานเรื่อง Astro Boy หรือ "เจ้าหนูปรมาณู" ของเทซูกะ โอซามุ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในรูปแบบมังงะครั้งแรกในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) ก่อนจะมีบทบาทเป็นอนิเมะซีรีส์ทางโทรทัศน์ขนาดยาวเรื่องแรกของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506)

ผศ.ดร.นากามูระ อธิบายว่า ด้วยสภาพสังคมตอนนั้นและประวัติศาสตร์ก่อนหน้า สุดท้ายตัวละครเจ้าหนูปรมาณูจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและการใช้พลังงานนิวเคลียร์

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวละครเจ้าหนูปรมาณูกลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและการใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

นักวิชาการชาวญี่ปุ่นอธิบายต่อไปว่า เมื่อเวลาผันผ่านไป วงการมังงะและอนิเมะในญี่ปุ่นยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การเซ็นเซอร์ในอดีตที่เคยมีแม้จะยังมีอยู่แต่ก็บางเบาลง และการเข้ามาของเทคโนโลยีช่วยให้เรื่องราวมากมายเหล่านี้เผยแพร่ไปทั่วโลก ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นผู้คนจากชาติอื่น ๆ หยิบยกตัวละครบางตัว หรือแนวคิดบางอย่างจากการ์ตูนเล่มโปรดไปใช้ในทางการเมือง

เธอระบุว่ามังงะเป็นสื่อที่มีลักษณะทางสังคมและทางการเมืองอย่างมาก แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสะท้อนมุมมองทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่ก็ผสานเข้าไปอยู่ในสังคม และผู้สร้างก็นำสิ่งที่สังเกตเห็นจากสังคมมาใส่ลงไปในผลงาน

"บางครั้งมังงะบางเรื่องก็มีแง่มุมทางการเมืองที่เห็นได้ชัดเจนกว่า ขณะที่เรื่องอื่นอาจจะน้อยกว่า แต่บางครั้งผู้คนก็ตีความมังงะไปในแบบที่แตกต่างกัน พวกเขาอ่านมันจากมุมมองของตนเอง" ผศ.ดร.นากามูระ สะท้อน

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เนทันนิเอล พี. คันเดลาเรีย จากคณะสังคมศาสตร์และปรัชญา มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ดิลิมัน กล่าวเปรียบเทียบการหยิบยกมังงะและอนิเมะมาใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกทางการเมืองในหลายประเทศว่าใกล้เคียงกับแนวคิด "อาวุธของผู้อ่อนแอ" (weapons of the weak) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากงานวิชาการในหนังสือที่มีชื่อว่า Weapons of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า อาวุธของผู้อ่อนแอ: รูปแบบการต่อต้านในชีวิตประจำวันของชาวนา]โดย ศาสตราจารย์ เจมส์ ซี. สก็อต นักรัฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน

เขายกตัวอย่างว่าประชาชนรู้ดีว่ามีกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการต่อต้านหรือการแสดงออกทางการเมืองที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น จึงพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการส่งสารออกมา พร้อมเสริมว่ากรณีการธงหัวกะโหลกวันพีซในอินโดนีเซียนั้น ทำให้เขามองว่ามันคือการส่งสารในลักษณะอ้อมค้อม เพราะเผชิญหน้าโดยตรงไม่ได้

"ผมคิดว่าในทางหนึ่ง มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่เจมส์ ซี. สก็อตต์ พูดไว้ คือเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้าน เพียงแต่มันไม่ได้ท้าทายโครงสร้างอำนาจโดยตรง แต่เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อส่งสารออกไปต่างหาก" ผศ.คันเดลาเรีย ระบุ

แค่มังงะ-ความน่ารักจากการ์ตูน จะมีน้ำหนักพอต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แฟ้มภาพการประท้วงในปี 2563 ในประเทศไทย

เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญต่อไปว่า แม้การหยิบมังงะ-อนิเมะ หรือการ์ตูนกระแสหลักที่เรียกได้ว่าเป็น วัฒนธรรมป็อป (Pop Culture) หรือวัฒนธรรมมวลชนขึ้นมาอาจจะได้พื้นที่สื่อหรือจุดกระแสความสนใจได้จริง แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้อง "ทรงพลัง" ทางการเมืองเสมอไป เพราะการกระทำแต่ละอย่างก็มีบทบาทในตัวของมันแล้ว

ผศ.ดร.นากามูระ เสริมว่า แม้มังงะ-อนิเมะ มากมายจะมีเนื้อหาสะท้อนสังคมอย่างชัดเจน หรือมีตัวละครที่ต่อสู้กับผู้กดขี่อย่างแน่วแน่ แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่น้อยที่ผู้ประท้วงเลือกหยิบตัวละครน่ารัก ๆ หรือเนื้อเรื่องที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการเมืองชัดมาใช้แสดงออกเช่นเดียวกัน

"พวกเขา [กลุ่มผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว] อาจจะใช้เสียงของตนเองสะท้อนผ่านตัวละครเหล่านั้น เพื่อดึงดูดคนอื่นหรือเพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ถ้าพวกเขาชื่นชอบตัวละครนั้นจริง ๆ และเชื่อในสิ่งที่ตัวละครพูดไว้ในมังงะหรืออนิเมะ มันก็สามารถช่วยพวกเขาในการส่งสารได้เช่นกัน แม้แต่ตัวละครที่น่ารัก แม้มันจะไม่ใช่ตัวละครที่ทรงพลัง เป็นแค่ตัวละครที่อ่อนแอกว่า ตัวเล็กกว่า หรือเป็น 'คนธรรมดา' แต่ก็น่าจะสามารถดึงดูดเยาวชนและผู้คนได้เหมือนกัน" ผศ.ดร.นากามูระ กล่าว

ด้าน ผศ.คันเดลาเรีย เสริมว่า สุดท้ายแล้วแม้สาธารณชนที่รับสารอาจจะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด หรือเห็นภาพรวมทั้งหมดกับสิ่งที่ผู้ประท้วงหรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองต้องการจะสื่อผ่านอนิเมะหรือมังงะเรื่องโปรด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร มันก็กลายเป็นเหมือนอัตลักษณ์รูปแบบหนึ่ง และเป็นหนทางในการแสดงออกถึงความคิดที่ไม่สามารถพูดออกมาได้โดยตรง

เขากล่าวว่า เหล่าผู้ประท้วงอาจซ่อนความหมายที่แท้จริงไว้หลังสัญลักษณ์ ธงประท้วง หรือแม้แต่ "มีม" คล้ายกับสิ่งที่เจมส์ ซี. สก็อตต์ เคยขียนไว้ว่า สิ่งที่แสดงออกมาอย่างหนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับไป มนกลับหมายถึงอีกอย่างหนึ่ง

"ในแง่นี้พวกเขากำลังพยายามซ่อนสิ่งที่ต้องการสื่อจริง ๆ เอาไว้ ซึ่งในความรู้สึกของผม นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเองในระดับหนึ่ง" ผศ.คันเดลาเรีย ระบุ "แต่ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จริง ๆ จะออกมาเป็นอย่างไร มันก็ทำหน้าที่เหมือนกาวที่ยึดผู้คนให้อยู่ด้วยกัน… วัฒนธรรมป็อปสามารถปลุกพลังผู้คนได้ ระดมการสนับสนุนให้กับผู้คนได้เหมือนกัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น"

2568 วันพีซในอินโดนีเซีย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "สำหรับอินโดนีเซีย การเคลื่อนไหวแบบวัฒนธรรมต่อต้านเช่นนี้ ไม่สามารถถือเป็นเรื่องเล็กน้อยได้เพราะมันจะแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่สังคมที่กำลังอยู่ในสภาพเลวร้าย ได้แก่ ความผิดหวังทางสังคม ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการคอร์รัปชันในการบริหารของรัฐ" ดร.วิราซันจายา ทิ้งท้าย

สำหรับกรณีของวันพีซและเหตุการณ์ในอินโดนีเซีย ดร.อาเด มารุป วิราซันจายา อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมุฮัมมาดิยะห์ ยอกยาการ์ตา อินโดนีเซีย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า แม้ขบวนการนี้มีลักษณะสบาย ๆ ไม่เป็นทางการ แต่ก็เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ทรงพลัง

"มันคือภาพสะท้อนของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ประชาชน ที่เผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ คือการปะทะกันระหว่างคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนรุ่นหลังชาตินิยม (post-nationalist generation) กับชนชั้นนำที่หวงแหนอำนาจรัฐไว้กับตนเอง" ดร.วิราซันจายา ซึ่งเป็นนักวิจัยด้านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมข้ามชาติและประชาธิปไตย ชี้

ดร.วิราซันจายา อธิบายเพิ่มว่าขบวนการ 'วันพีซ' ในอินโดนีเซียนั้นแสดงให้เห็นรูปแบบของขบวนการทางสังคมยุคใหม่ ที่มีความยืดหยุ่น เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และขับเคลื่อนโดยเครือข่ายสื่อใหม่ที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างมาก

"สัญลักษณ์ของวันพีซดูเหมือนต้องการสื่อสารไปยังนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ในอินโดนีเซียว่า 'เฮ้ คุณได้บิดเบือนและยึดครองเจตนารมณ์แห่งชาตินิยมที่บรรพบุรุษของชาติต้องการสร้างขึ้น'"

ตามประวัติศาสตร์ชาติ อินโดนีเซียเริ่มปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในปี 1998 หลังพลเอกมูฮัมหมัด ซูฮาร์โต ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 2 ซึ่งครองตำแหน่งยาวนานถึง 32 ปี จนได้รับฉายาว่า "จอมเผด็จการ" ประกาศลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเพื่อขับไล่เขา

ดร.วิราซันจายาเสริมว่า แม้ผลลัพธ์ของขบวนการนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลรุนแรงในเชิงโครงสร้าง แต่จะทำให้ค่านิยมที่เต็มไปด้วยความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์แพร่ไปยังคนรุ่นใหม่ทางการเมืองในอินโดนีเซีย ความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกผิดหวังต่อรัฐบาลไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังสถาบันการเมืองอย่างรัฐสภาหรือพรรคการเมืองอีกต่อไป แต่กลับแสดงออกผ่านขบวนการวัฒนธรรมต้านกระแส (counter-culture) ที่ยังคงมองหาสัญลักษณ์ รูปแบบ และวิธีการใหม่ ๆ ในการต่อต้าน

"สำหรับอินโดนีเซีย การเคลื่อนไหวแบบวัฒนธรรมต่อต้านเช่นนี้ ไม่สามารถถือเป็นเรื่องเล็กน้อยได้เพราะมันจะแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่สังคมที่กำลังอยู่ในสภาพเลวร้าย ได้แก่ ความผิดหวังทางสังคม ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการคอร์รัปชันในการบริหารของรัฐ" ดร.วิราซันจายา ทิ้งท้าย

ตอนจบของวันพีซจะเป็นอย่างไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อมองต่อไปถึงตอนจบของมังงะที่มีอายุเกือบสามทศวรรษ อรรถพล กล่าวว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบแบบความสุข ตัวละครจะโค่นล้มรัฐบาลโลกหรือกลุ่มผู้คุมอำนาจสูงสุดได้ ทว่าระหว่างทางอาจจะมีตัวละครมากมายที่บาดเจ็บล้มตาย

ปัจจุบันมังงะเรื่องวันพีซมีอายุ 28 ปีแล้ว และเรียกได้ว่าเดินเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเต็มที่ ตัวละครหลักอย่างลูฟี่ก็เติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้มีพลังสูงส่งแบบเทพเจ้า

สำหรับอรรถพลในฐานะผู้ชื่นชอบมังงะเรื่องนี้ เขามองว่าเมื่อลูฟี่เข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ อุปสรรคที่ถูกปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องก็เริ่มเผยตัวตนหรือธาตุแท้มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

"ความเป็นลูฟี่มันโตขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่าผู้มีอำนาจเดิมย่อมไม่ต้องการให้สิ่งนี้มันโตขึ้น ก็จำเป็นต้องหาวิธีกำจัดทุกวิถีทาง ดังนั้น ผู้มีอำนาจเดิมต้องเปิดหน้าสู้มากขึ้น" นายอรรถพล กล่าว

เมื่อมองต่อไปถึงตอนจบของมังงะที่มีอายุเกือบสามทศวรรษ อรรถพล กล่าวว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบแบบความสุข ตัวละครจะโค่นล้มรัฐบาลโลกหรือกลุ่มผู้คุมอำนาจสูงสุดได้ ทว่าระหว่างทางอาจจะมีตัวละครมากมายที่บาดเจ็บล้มตาย

ขณะที่เมื่อพูดถึงขบวนการต่อสู้ของประชาชนในไทยนั้น "ผมคิดว่าคนที่สู้ต้องเจ็บแน่ ๆ คนที่สู้ ต้องลี้ภัย ติดคุก ตาย ถูกไล่ล่า แต่ชนะหรือไม่ไม่รู้ มันแตกต่างกันแค่เรารู้ว่ายังไงในการ์ตูนมันก็ต้องชนะ เจ็บเหมือนกันแต่เรารู้ว่าชนะแน่ ๆ แต่ของเราเจ็บเหมือนกันแต่ยังไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่" อดีตแกนนำของขบวนการประชาชนเมื่อปี 2563 ทิ้งท้าย