เสียง-สื่อ-เส้น: หลากมุมมองต่อ "ซูเปอร์แมน" ฉบับพากย์ไทยและกระแสตีกลับ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมน ที่มีผู้กำกับคนใหม่อย่างเจมส์ กันน์ ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวหนึ่งหมื่นล้านบาท) หลังเข้าฉายได้ราวสองสัปดาห์ ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลรายได้จากการฉายในช่วงสองสัปดาห์แรก (ระหว่างวันที่ 10-20 ก.ค.) ของการฉายอยู่ที่ 78.6 ล้านบาท จากการประมาณการณ์โดย Thailand box office

เสียงวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในต่างประเทศเป็นไปในทางบวก เว็บไซต์ IMDb ให้เรตติ้งภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ 7.6 เต็ม 10 ส่วนนักวิจารณ์ในเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ก็ให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้สูงถึง 83% โดยผู้ชมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผู้กำกับ เจมส์ กันน์ ประสบความสำเร็จในการนำซูเปอร์ฮีโร่ตลอดกาลตัวนี้ให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้งบนจอเงิน

ทว่าในประเทศไทย สิ่งที่เป็นจุดสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของภาพยนตร์ แต่อยู่ที่เสียงพากย์ตัวละครหลักที่หลายฝ่ายมองว่ามีปัญหา

เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นให้ไปไกลกว่าแค่ 'เสียงพากย์' บีบีซีไทยคุยกับทั้ง นักพากย์มืออาชีพ แอดมินเพจรีวิวหนัง อาจารย์จากด้านนิเทศศาสตร์ รวมถึงผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าไปพิสูจน์ด้วยตาและหูของตัวเอง ว่าพวกเขามองเห็นปัญหาของเสียงพากย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่อย่างไร

ยอมรับคำวิจารณ์ "แต่ถ้าเกินขอบเขตตนไม่เห็นด้วยจริง ๆ"

ภาพยนตร์เรื่องซูเปอร์แมน เวอร์ชันปี 2025 นี้ มีบริษัทวอร์เนอร์ บราเดอร์ส ประเทศไทย (Warner Bros. Thailand) เป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย โดยกำหนดเริ่มฉายในวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา และได้มีการปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ฉบับพากย์ไทยก่อนหน้านั้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย.

ชนม์รวี พกมณี หนึ่งในแอดมินของเพจคนรักหนังพากย์ไทย ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตัวอย่างภาพยนตร์ซูเปอร์แมนที่พากย์เสียงไทยตัวแรกถูกปล่อยออกมา โดยมี ประภัฒน์ สินธพวรกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วอยซ์ คิม" เป็นผู้พากย์เสียงซูเปอร์แมนและคลาร์ก เคนท์ โดยประภัฒน์ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า เขาได้เข้าไปลงเสียงตัวอย่างภาพยนตร์ตัวนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567

อย่างไรก็ตาม เพียง 3 วันหลังจากที่มีการปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าว ทางวอร์เนอร์ฯ ก็ประกาศผ่านช่องทางออนไลน์ของตนเองว่า เอม สรรเพชญ์ คุณากร ลูกชายของพิธีกรและนักแสดงชายชื่อดังอย่าง ดู๋ สัญญา คุณากร จะเป็นผู้ให้เสียงคลาร์ก เคนท์ และ ซูเปอร์แมน ในภาพยนตร์ตัวเต็มที่จะฉายในโรง

Warner Bros. Pictures

ที่มาของภาพ, Warner Bros. Pictures

คำบรรยายภาพ, วอร์เนอร์ บราเดอร์ส ประเทศไทย เปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ว่า เอม สรรเพชญ์ คุณากร จะเป็นผู้ให้เสียงซูเปอร์แมน

บีบีซีไทยพบว่า คอมเมนต์ใต้ประกาศอย่างเป็นทางการบนบัญชีเฟซบุ๊กของวอร์เนอร์ฯ มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการเลือก เอม สรรเพชญ์ มาเป็นผู้พากย์เสียงตัวจริงของซูเปอร์แมนเป็นจำนวนมาก

คอมเมนต์ส่วนหนึ่งระบุว่า "ไม่เอาดารา" และตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีการเปลี่ยนคนพากย์ไปจากเวอร์ชันตัวอย่างภาพยนตร์ นอกจากนี้ คอมเมนต์จำนวนหนึ่งยังพุ่งเป้าไปที่ประเด็นว่าการนำดารามาพากย์หนังเป็นการไม่เคารพคนดู รวมถึงกังวลว่าเสียงของนักแสดงอาจไม่ดีเทียบเท่ากับเสียงของนักพากย์มืออาชีพ

หลังประกาศเปิดตัว เอม สรรเพชญ์ ในฐานะผู้พากย์เสียงตัวละครเอกอย่างเป็นทางการ ทีมงานวอร์เนอร์ฯ ยังได้ปล่อยวิดีโอเบื้องหลังการพากย์เสียงของสรรเพชญ์ความยาว 30 วินาที ออกมาด้วย ต่อมาวิดีโอดังกล่าวถูกลบออกไปจากเพจเฟซบุ๊กของวอเนอร์ฯ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดเสียงวิจารณ์ในเชิงลบที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีเพจเกี่ยวกับภาพยนตร์หลายเพจที่ดูดคลิปวิดีโอเบื้องหลังดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ

"ใช้คำว่าถูกถล่มเลยครับ คุณคิมเขาเป็นนักพากย์มืออาชีพ แล้วอยู่ดี ๆ มาถูกเปลี่ยนกลางทาง แล้วเป็นดารา [มาพากย์แทน] ด้วย" ชนม์รวี หนึ่งในแอดมินจากเพจคนรักหนังพากย์ไทย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

ต่อมาในวันที่ 26 มิ.ย. วอร์เนอร์ฯ ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชน ระบุว่า การผลิตเสียงพากย์ไทยดำเนินการภายใต้มาตรฐานของสตูดิโอต้นสังกัด มีการคัดเลือกและอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยพิจารณาจาก "โทนของเสียง บุคลิกของเสียง และบุคลิกของผู้ให้เสียง"

"กระบวนการคัดเลือกเสียงเริ่มจากการเทสต์เสียงในประเทศไทย และส่งต่อไปยัง ฝ่าย Technical Operations ของ Warner Bros. ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการด้านโพสต์โปรดักชัน เสียงของเอมได้รับการพิจารณาโดยผู้ควบคุมเสียงซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และเคยดูแลการพากย์ในกว่า 70 ประเทศ" แถลงการณ์ของวอร์เนอร์ฯ ระบุ

นอกจากนี้ วอร์เนอร์ฯ ยังย้ำว่า หลังได้รับการคัดเลือกแล้ว สรรเพชญ์ยังได้รับการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เสียงของเขาใกล้เคียงกับเสียงต้นฉบับภาษาอังกฤษมากที่สุด

.

ที่มาของภาพ, Warner Bros. Thailand

.

ที่มาของภาพ, Warner Bros. Thailand

คำบรรยายภาพ, แถลงการณ์ฉบับเต็มจากวอร์เนอร์ บราเดอร์ส ประเทศไทย

สุดท้ายตัวอย่างภาพยนตร์ฉบับพากย์ไทยที่ใช้เสียงของสรรเพชญ์ก็ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 8 ก.ค.

ตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าวยังคงได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ โดยคอมเมนต์หนึ่งที่ได้รับการกดถูกใจถึง 6,000 ครั้ง ถึงกับบอกว่า เสียงของสรรเพชญ์คล้ายกับตัวละครอีกตัวในภาพยนตร์เรื่อง สกูบี้-ดู มากกว่า

นับตั้งแต่ได้รับการเปิดตัวว่าเป็นผู้พากย์เสียงซูเปอร์แมน บัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของสรรเพชญ์ถูกผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์เข้าไปคอมเมนต์เกี่ยวกับเสียงของเขาตามภาพต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ อีกทั้งเขายังไม่ได้ไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ค. ด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. สรรเพชญ์ได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้ชมภาพยนตร์มองว่าเขาไม่เหมาะสมกับการพากย์บทนำของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้ โดยระบุว่าตนยอมรับคำติชมทั้งหมดเพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง และ "ไม่นอยด์ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว เข้าวงการนี้แล้ว ต้องรับคำวิจารณ์ได้ แต่จะไม่รับคอมเมนต์ที่ล้ำเส้น เพราะมันคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"

เขายังขอบคุณกำลังใจจากหลายฝ่าย และยังยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิที่จะวิจารณ์ตามขอบเขตของงาน "แต่ถ้าเกินขอบเขตตนไม่เห็นด้วยจริง ๆ เพราะไม่ถูกต้อง" โดยเฉพาะที่ลามไปถึง "พ่อแม่และครอบครัว"

ข้อครหาเรื่อง "เด็กเส้น"

ท่ามกลางคำวิจารณ์ต่อคุณภาพเสียงพากย์ของสรรเพชญ์ ประเด็นหนึ่งที่ผู้คนพุ่งเป้าไปยังตัวเขาคือการได้รับโอกาสเพราะมีเส้นสาย เนื่องจากเขาเป็นลูกของผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงอยู่แล้ว

สรรเพชญ์ ถูกวิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยถูกมองว่าเขาเป็น "เนโป เบบี้" หรือ "เด็กเส้น" และที่จริงในการให้สัมภาษณ์กับรายการ "คำนี้ดี" สรรเพชญ์ก็ยอมรับว่าตัวเองเป็น เนโป เบบี้ คนหนึ่ง และได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าว เขาบอกด้วยว่า "เป็นเรื่องสำคัญที่เหล่าเนโป เบบี้ ทั้งหลาย ที่จะยอมรับความจริง ยืดอกรับ และทำงานอย่างหนัก" เพื่อแสดงผลงานให้ทุกฝ่ายรู้ว่าเหตุใดจึงได้มาอยู่ตรงนี้

การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ถูกเรียกด้วยภาษาอังกฤษว่า "nepotism" หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าระบบเครือญาติ และเหล่าลูกหลานของคนดังหรือของผู้มีอำนาจที่ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ก็มักถูกเรียกว่า "เนโป เบบี้ (nepo baby)"

เอม สรรเพชญ์ เป็นลูกชายของ ดู๋ สัญญา คุณากร พิธีกรและนักแสดงชายชื่อดัง เขาเข้ามาเป็นนักแสดงเต็มตัวในช่วงปี 2567 โดยมีผลงานมิวสิควิดีโอประกอบเพลง ไม่เหมือนตอนมีเธอ (Once I had you) ของ แก้ม วิชญาณี

จากนั้นเขาก็มีซีรีส์ที่รับบทเป็นพระเอกเรื่องแรกกับทางช่อง One31 ชื่อว่า "9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ" ก่อนที่จะเข้ามารับบทนำอีกครั้งในฐานะนักพากย์เสียงซูเปอร์แมน

"แต่ละคนมีทุน มีพื้นฐานชีวิตมาไม่เท่ากัน เขาเป็นลูกคนมีชื่อเสียงที่อยู่ในวงการบันเทิงอยู่แล้ว อยู่ใกล้กับวงการมากกว่าคนอื่น ก็เลยเข้ามาได้เร็วกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งสายสัมพันธ์จากคุณพ่อ หรือรูปร่างหน้าตาของตัวเอง" ดร.ภัทรนันท์ ไวทยะสิน จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวกับบีบีซีไทย

เธอเสริมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอมนั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ โดยเฉพาะในวงการบันเทิงไทยซึ่งมีหลายกรณีมากที่ทายาทของคนในอุตสาหกรรมบันเทิงได้มาโลดแล่นอยู่ทั้งหน้าจอและหลังจอ ส่วนจะประสบความสำเร็จแค่ไหนก็อยู่ที่ความสามารถของแต่ละบุคคล

นักวิชาการจากมหาวิทยาศรีนครินทร์วิโรฒยังชี้ด้วยว่า ไม่ผิดที่ทั้งสรรเพชญ์หรือพ่อของเขาจะพยายามผลักดันให้ลูกชายได้มีโอกาสค้นคว้าหรือทดลองทำบทบาทใหม่ ๆ ในวงการบันเทิง และชี้ว่าความพยายามแสวงหาโอกาสให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าสำหรับใครก็ไม่ใช่เรื่องผิด "แต่เราก็ต้องมองอีกมุมนึงว่า คนอื่นที่อยากเข้ามามีอีกเยอะ แต่พวกเขาอาจจะเข้าไม่ถึง หรืออาจจะมีอุปสรรค ไม่ 'fast track' ได้ขนาดนี้"

มุมมองจากนักพากย์มืออาชีพ

ประภัฒน์ สินธพวรกุล หรือ วอยซ์ คิม เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า สำหรับโปรเจกต์ซูเปอร์แมนเรื่องใหม่นี้ เขาเริ่มเข้าไปพากย์เสียงทีเซอร์ไว้ตั้งแต่ปลายปี 2567 ซึ่งตอนนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากเนื่องจากกว่าภาพยนตร์จะฉายจริงก็อีกราวครึ่งปีต่อมา

อย่างไรก็ดี เมื่อบีบีซีไทยถามว่า ตามปกติแล้วเมื่อได้รับเลือกให้เป็นผู้ให้เสียงในตัวอย่างภาพยนตร์ จะถือว่าได้รับเลือกแล้วให้เป็นผู้ให้เสียงหลักในภาพยนตร์เลยหรือไม่ เขาตอบว่า "90% ก็จะใช้คนเดิมจากตัวอย่าง เว้นแต่เขาไปเจอหนังจริงแล้วเขาคิดว่ามีตัวที่เหมาะกว่า หรือมีคนที่เหมาะกว่าเรา"

สำหรับกรณีของซูเปอร์แมน ประภัฒน์ถูกโยกไปพากย์เสียงตัวประกอบสองตัวในเรื่องแทน

ประภัฒน์ สินธพวรกุล

ที่มาของภาพ, ประภัฒน์ สินธพวรกุล

คำบรรยายภาพ, "มันเป็นสิทธิของลูกค้า ก็เขาอยากได้คนนี้ มันก็เป็นสิทธิของคนจ่ายเงิน" ประภัฒน์ สินธพวรกุล กล่าวกับบีบีซีไทย

สำหรับประภัฒน์ การตัดสินใจของ 'ลูกค้า' ซึ่งในที่นี้คือ วอร์เนอร์ฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด เขายังเสริมว่าสำหรับนักพากย์มืออาชีพ ไม่มีใครมองว่าการเข้ามาของสรรเพชญ์ หรือศิลปิน-ดารา คนอื่น ๆ เป็นการเข้ามาแย่งงาน

"มันเป็นสิทธิของลูกค้า ก็เขาอยากได้คนนี้ มันก็เป็นสิทธิของคนจ่ายเงิน" ประภัฒน์ กล่าวกับบีบีซีไทย

เขายังเสริมอีกว่า สำหรับนักพากย์ การหลุดจากตัวพระเอกหรือตัวหลักไปเป็นตัวประกอบ "ไม่ใช่การบูลลี เพราะทุกตัวสำคัญหมด" แต่แน่นอนว่าเรื่องของค่าตอบแทนก็ลดหลั่นลงไปเป็นปกติ

เขายกตัวอย่างว่า สมมติการพากย์ตัวหลักได้ค่าตอบแทน 10,000 บาท แต่ต้องพากย์ 3 ชั่วโมง การพากย์ตัวประกอบอาจได้เงินเพียง 5,000 บาท แต่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เป็นต้น

ประภัฒน์เสริมว่า "ตอนมาพากย์แรก ๆ เราก็ดีใจนะว่าเราได้พากย์ตัวดัง ๆ ตัวฮีโร่ เราก็ชอบนะ แต่พอเราทำงานมาเรื่อย ๆ รู้สึกว่าถ้ามันมีคนที่เหมาะกว่าเรา จะไปฝืนทำไม เราจะไปบังเขา แบบว่า ไม่ได้ ตัวนี้ข้าจองนะเว้ย เอ็งเป็นน้องใหม่นะเว้ย เอ็งต้องไปพากย์ชายหนึ่งดิ มันไม่ใช่"

นักพากย์ผู้นี้บอกด้วยว่า ตลาดนักพากย์ทุกวันนี้นับว่าเปิดกว้างกว่าในสมัยก่อนค่อนข้างมาก เพราะเอื้อให้มีการคัดเลือกเสียงนักพากย์ให้เหมาะกับแต่ละบทมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งมักเป็นการทำงานภายใต้สตูดิโอพากย์เสียงแต่ละแห่ง

เขาเล่าว่าสมัยก่อนนั้น เมื่อมีภาพยนตร์เข้ามา บริษัทนำเข้าภาพยนตร์จะส่งต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องไปให้สตูดิโอพากย์เสียงเลย จากนั้นทางสตูดิโอจึงเป็นผู้ไปจัดการต่อว่าจะให้ใครพากย์เป็นเสียงไหน สำหรับวอยซ์ คิม เขาเคยอยู่กับทีมพากย์ระดับตำนานของไทยอย่าง "พันธมิตร" มาก่อน

ดร.ภัทรนันท์ เสริมว่า ส่วนหนึ่งที่บริษัทนำเข้าภาพยนตร์ตัดสินใจเลือกนำศิลปินหรือนักแสดงมาเป็นผู้ให้เสียงเป็นเพราะกลยุทธ์ทางธุรกิจ เนื่องจากการเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียงมาพากย์นั้นทำให้ทีมงานสามารถจัดอีเวนท์โปรโมทได้เยอะขึ้น ซึ่งอาจเรียกกลุ่มคนดูได้เพิ่มขึ้น

"มันก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีชื่อเลย มันโปรโมทไม่ได้ กระแสหนังก่อนเข้าโรงหรือระหว่างเข้าโรงมันก็จะไม่เกิดขึ้น" ดร.ภัทรนันท์ กล่าว

ดร.ภัทรนันท์ ยังเสริมด้วยว่า กลยุทธ์เช่นนี้นับเป็นดาบสองคมเพราะถ้า "ไปเลือกคนที่ความสามารถไม่แข็งแรง อยู่ในขั้นฝึกซ้อมแล้วดึงขึ้นมาเร็วเกินไป มันเลยเป็นดรามา แต่ถ้าเกิดความสามารถเขามากพอ เขาทำได้ กระแสมันจะพลิกเลยว่าแบบ 'เด็กสมัยนี้เก่งมากเลย พากย์หนังได้'"

"ไม่เห็นต้องพูดให้คนเสียกำลังใจขนาดนั้น คนเขาก็ตั้งใจทำงาน"

บีบีซีไทยมีโอกาสไปดูซูเปอร์แมนฉบับพากย์ไทยและได้พูดคุยกับแฟนหนังซูเปอร์แมนจำนวนหนึ่งที่มาดูพากย์ไทยเพราะอยากรู้ว่าเสียงพากย์ไทยเลวร้ายแบบที่โลกออนไลน์วิจารณ์ไว้จริงหรือไม่

กนกภัณฑ์ โงชาฤทธิ์ หนึ่งในผู้ชมที่ได้ดูซูเปอร์แมนฉบับพากย์ไทย บอกกับเราว่า โดยรวมแล้วเธอให้คะแนนสรรเพชญ์ 7/10 และไม่เห็นว่าเสียงพากย์ของเขาจะถึงขั้นเลวร้ายจนฟังไม่รู้เรื่อง

เธออธิบายให้เราฟังว่า ขณะที่คนที่วิจารณ์มักบอกว่าเสียงของสรรเพชญ์นั้นแกว่งหรือไม่คงที่ในฉากที่ต้องแสดงออกถึงอารมณ์หรือฉากที่พากย์เป็นตัวละครซูเปอร์แมน เธอกลับมองว่า "คนที่บอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง ลองนึกถึงคนที่วิ่งไปแบกตึกขนาดนั้นมันเหนื่อยนะ มันก็ต้องหอบมั่งใช่ไหม แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย" กนกภัณฑ์ ระบุ

เธอยังเสริมด้วยว่า สุดท้ายแล้วเธอโฟกัสไปที่เนื้อเรื่องและลืมเรื่องการจับผิดเสียงของผู้พากย์ไปในที่สุด

"เราไม่ได้มีความรู้สึกว่าเราชอบหรือไม่ชอบ เราฟังแล้วบางทีเราก็ไม่ได้โฟกัสกับการที่เขาพูดเท่าไหร่ เรามาดูหนัง มาดูเนื้อเรื่อง แต่ถ้าคนที่ตั้งใจมา ไม่ชอบเสียงไทย ก็ไปดูเสียงต้นฉบับได้ ไม่เป็นไร ไม่เห็นต้องพูดให้คนเสียกำลังใจขนาดนั้น คนเขาก็ตั้งใจทำงาน" เธอทิ้งท้าย

ด้าน ชนม์รวี พกมณี หนึ่งในแอดมินเพจคนรักหนังพากย์ไทย อธิบายว่า เมื่อแยกตัวละครออกเป็น 2 ตัว ระหว่างคลาร์ก เคนท์ กับซูเปอร์แมน ทีมงานของเพจเห็นว่าเอมทำผลงานได้พอรับได้สำหรับการพากย์บทคลาร์ก เคนท์ ที่อาจจะไม่ต้องแสดงอารมณ์ผ่านเสียงมากนัก เนื่องจากเป็นบทของคนธรรมดาที่ประกอบอาชีพเป็นนักข่าว

ขณะที่ผลงานในบทบาทซูเปอร์แมน ซึ่งท้าทายกว่า เพราะต้องมีทั้งฉากปะทะอารมณ์กับตัวร้าย หรือฉากต่อสู้อย่างหนัก เพจฯ รู้สึกว่าสรรเพชญ์ทำได้ไม่ดี

"เรารู้สึกว่าในกรณีนี้สอบตก ความสามารถไม่ถึง ใช้คำว่าห่างไกลจากคำว่าดี" ชนม์รวี แสดงความเห็น

ในมุมมองของนักพากย์มืออาชีพอย่าง วอยซ์ คิม เขาอธิบายว่า ปัญหาหลักของเอมอยู่ที่ชั่วโมงบินในการรีดศักยภาพของการพากย์เสียงออกมา เช่น เมื่อมีการโปรเจกต์เสียง จะต้องเรียนรู้ที่จะรักษาระดับของเสียงเอาไว้ให้คงที่ให้ได้ เป็นต้น

เขาเสริมด้วยว่า อีกหนึ่งมิติที่สำคัญคือ ตัวละครอื่น ๆ รอบ ๆ ซูเปอร์แมนได้รับการให้เสียงโดยนักพากย์ที่มีประสบการณ์สูงทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวละคร "หุ่นยนต์เบอร์สี่" หรือ "นักข่าวที่ไร้ที่นั่งบนยาน" ซึ่งตัวเขาเป็นผู้ให้เสียง นั่นจึงทำให้ความไม่เชี่ยวชาญของสรรเพชญ์เด่นชัดขึ้น

ทว่าสำหรับประภัฒน์ เขามองว่าสรรเพชญ์ได้ทำเต็มที่แล้ว และผู้คนคงไม่สามารถนำผลงานของเขาไปเปรียบเทียบกับนักพากย์มืออาชีพได้ เนื่องจาก "เหมือนเราเรียนเตะบอล แล้วจะไปสู้กับเดวิด เบ็คแฮม สู้ไม่ได้อยู่แล้ว"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทว่า ธัชกร ฉันทานนท์ หนึ่งในแอดมินเพจเรื่องนี้ดูหรือข้าม บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาเห็นต่างที่จะให้มองว่าผู้พากย์เสียงพยายามเต็มที่แล้ว

"นี่มันระดับหนังฮอลลีวูด ใช่ไหม 'Warner Bros.' นะไม่ใช่ 'My Bros.' หลังบ้าน ทำกันเอง ทำอย่างนี้มันดูถูกคน มันดูถูกผู้เสพ" ธัชกร กล่าว

เขาเสริมว่า ถ้าจะมองในมุมกลยุทธ์การตลาด ผู้ทำกลยุทธ์อาจต้องลงมามองด้วยว่าภาพยนตร์ที่เขามองว่าศิลปินอาจมาช่วยเรียกยอดคนดูได้นั้นจำเป็นจริง ๆ หรือเปล่า หรือภาพยนตร์เรื่องนั้นมีประวัติศาสตร์ มีฐานแฟนคลับที่มากเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งต้องการเสพที่คุณภาพจริง ๆ

เขามองว่ากระแสตีกลับอย่างรุนแรงครั้งนี้อาจทำให้ทีมงานที่หวังจะเลือกใช้กลยุทธ์ให้ศิลปินมาช่วยดึงยอดดูของผู้ชม "ตระหนักคิดมากขึ้นว่าเวลาที่จะดันอะไร อาจจะต้องให้ไม่น่าเกลียดมากเพื่อที่จะไม่สร้างภาพลักษณ์ให้เสียหายกับตัวเอง"

อย่างไรก็ดี ทั้งธัชกรและประภัฒน์ เห็นตรงกันว่าที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้รุนแรงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธรรมชาติของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่คลิปหรือคอนเทนต์ไวรัลได้ง่ายเมื่อเป็นกรณีที่มีข้อถกเถียงอย่างมากและมีการแสดงออกที่รุนแรง

ในฐานะคนทำเพจ ธัชกร ชี้ว่า "หลายคนก็ทำเพื่อเกาะกระแสไปด้วย 100%" ขณะที่ข้อความเกลียดชังหรือคำวิจารณ์อย่างรุนแรงมักมีต้นกำเนิดมาจากคอมเมนต์เป็นส่วนใหญ่

เขายังทิ้งท้ายติดตลกว่า ช่างบังเอิญอย่างดิบดีที่ตอนหนึ่งในเนื้อเรื่องซูเปอร์แมนพูดถึงกระแสต่อต้านที่มีต่อตัวซูเปอร์แมนบนโลกออนไลน์ แล้วตัวละครอย่างคลาร์ก เคนท์ ก็พูดกับคนรักว่าเขารับมือได้อยู่แล้ว ด้วยการไม่ดูคอมเมนต์ออนไลน์

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าวิธีการรับมือคอมเมนต์ทางลบบนโลกออนไลน์ของซูเปอร์แมนจะแตกต่างกับผู้พากย์เสียงอย่างสรรเพชญ์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับฟังทุกความคิดเห็นที่ไม่ล้ำเส้นและพร้อมจะปรับปรุงตัว