วันแห่งความปั่นป่วนที่ยูเอ็น สร้างรอยร้าวลึกระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันแห่งความปั่นป่วนทางการทูตของชาติใหญ่ ๆ ณ ที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. เผยให้เห็นความร้าวฉานที่เพิ่มขึ้นของพันธมิตรสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ หวนคืนสู่เวทีการเมืองโลกและเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างมหาศาล
ตอนที่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อสามปีที่แล้ว ยุโรปไม่มีมหามิตรชาติใดที่แข็งแกร่งกว่าสหรัฐฯ
แต่ในสัปดาห์นี้ ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติและที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหรัฐฯ กลับยืนอยู่คนละฝ่ายกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของตัวเอง และไปอยู่ฝ่ายเดียวกับรัสเซีย เบลารุส และเกาหลีเหนือ ในการผ่านมติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในยูเครน
ในวาระครบรอบการรุกรานของรัสเซียต่อยูเครน ยูเครนได้พยายามมองหามติเชิงสัญลักษณ์ซึ่งต้องให้สมาชิกยูเอ็น 193 ชาติให้การสนับสนุนบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน พร้อมทั้งเรียกร้องรัสเซียให้ถอนกำลังทหารออกไปเพื่อให้สอดคล้องกับกฎบัตรของสหประชาชาติ
แม้ว่ามติดังกล่าวจะผ่านเมื่อวันจันทร์ แต่การรับรองมติถือว่ามีเสียงสนับสนุนน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หลายชาติเลือกที่จะงดออกเสียงเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดอันยุ่งยากที่สร้างขึ้นจากสหรัฐฯ
นักการทูตของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ลงเสียงคัดค้านมาตรการที่อยู่ในมติดังกล่าว และหันมาสนับสนุน "แนวทางแก้ไขแบบมองไปข้างหน้า" ของสหรัฐฯ แทน ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อหาอยู่เพียง 3 ย่อหน้า ข้อความดังกล่าวแสดงออกถึงจุดยืนที่เป็นกลางในสงครามโดยไม่มีการกล่าวหารัสเซียแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สงครามยุติโดยเร็วเพื่อสันติภาพอันยั่งยืนที่จะตามมา
รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่นำเสนอมาตรการในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นซึ่งทุกชาติมีเสียงเท่ากันเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ยังมีอิทธิพลในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย มติต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงฯ มีผลผูกพันทางกฎหมาย แม้ว่าจะบังคับใช้ได้ยากก็ตาม อีกทั้งยังไม่เคยมีการดำเนินการใด ๆ โดยคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในเรื่องยูเครน เพราะรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ (veto) หรือสิทธิยับยั้งในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยยุโรปไม่ทันตั้งตัว นักการทูตยุโรปคนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า สหรัฐฯ ทำตัวเหมือนพวกชอบรังแกคนอื่น และไม่รับผิดชอบกับจุดยืนของตัวเองเกี่ยวกับความมั่นคงในยุโรป
สโลเวเนียเป็นอีกชาติหนึ่งที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ซามูเอล ซโบการ์ ทูตสโลเวเนีย กล่าวกับบีบีซีว่า ยุโรปเพียรพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันแบบ 180 องศา เพื่อให้ทันกับความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของสหรัฐฯ
เขากล่าวว่าสหภาพยุโรป (อียู) จำเป็นต้องถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการของอียูในการประชุมสัปดาห์หน้า
"บรรดาผู้นำต่าง ๆ จะต้องปรับแผนว่าอียูจะเดินหน้าเชิงรุกเกี่ยวกับสันติภาพอย่างไร มากกว่าจะแสดงปฏิกิริยาต่อการกระทำของคนอื่น ในตอนนี้มันขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าในยุโรปเองจะทำอย่างไร" เขากล่าวกับบีบีซี
ในการประชุมที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นที่นิวยอร์ก มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากมายระหว่างที่ผู้นำชาติยุโรปพยายามประนีประนอมกับจุดยืนล่าสุดของสหรัฐฯ
เดม บาร์บารา วูดเวิร์ด ทูตของสหราชอาณาจักร และนิโคลัส เดอ ริวิแยร์ ทูตฝรั่งเศสประจำสหประชาชาติ พยายามทำให้การลงมติถูกเลื่อนออกไป โดยแย้งว่าสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ จำเป็นต้องใช้เวลามากกว่านี้ในการพิจารณาเนื้อหามติและต่อรองในบางประเด็น
น่าสนใจว่า จีนแสดงเจตจำนงที่จะอนุญาตให้ใช้เวลาอภิปรายมากกว่านี้ แต่สหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งเดิมมักจะอยู่คนละข้างกันในคณะมนตรีความมั่นคงฯ กลับผนึกเสียงกันคัดค้านการเลื่อนการรับรองมติดังกล่าว
หลังจากนั้นชาติสมาชิกจากยุโรปได้พยายามเสนอให้ปรับแก้ข้อความบางส่วนในมติ เฉกเช่นที่พวกเขาทำสำเร็จมาแล้วในการรับรองมติในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติ ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ งดออกเสียงในมติที่ตัวเองเสนอ
ทว่าในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะขัดขวางการเสนอปรับแก้ข้อความที่ให้ระบุว่ารัสเซียเป็นผู้รุกราน การสนับสนุนบูรณภาพเหนือดินแดนของยูเครน และเรียกร้องสันติภาพที่ยุติธรรม โดยสหรัฐฯ บอกว่า ข้อความดังกล่าวเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามทำให้สำเร็จ และเป็นการก่อสงครามทางวาจามากกว่าจะเป็นการยุติความขัดแย้ง
แต่ท้ายที่สุด สหรัฐฯ ก็ไม่ได้ใช้สิทธิวีโต้ของตัวเอง เพราะรัสเซียใช้สิทธิวีโต้คัดค้านการแก้ไขข้อความดังกล่าว
ในที่สุดแล้วร่างมติของสหรัฐฯ ก็ผ่านการรับรอง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในรอบสามปีของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่อยู่ในสภาวะชะงักงันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน เนื่องจากการใช้สิทธิวีโต้ของรัสเซีย
ย้อนไปหลายเดือนก่อนหน้านี้ คงจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามติแรกของคณะมนตรีความมั่นคงฯ เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียจะใช้ภาษาที่จำกัด ยังไม่รวมถึงการเสนอข้อมติเช่นนี้โดยสหรัฐฯ ซึ่งรัสเซียสนับสนุน และมติก็ผ่านการรับร้องโดยไม่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ทั้ง 5 ชาติจากยุโรป
แต่อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ บอกว่านี่คือพัฒนาการ เพราะมติดังกล่าวเป็นการแสดงออกครั้งแรกของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่เรียกร้องให้สงครามยุติลง ขณะที่มติอื่น ๆ ไม่ได้มีผลเช่นนั้น
ริชาร์ด โกวาน ผู้อำนวยการไครซิส กรุ๊ป ประจำยูเอ็น กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ และรัสเซีย เป็นอริศัตรูกันมาเป็นเวลาสามปีในสหประชาชาติ การเห็นภาพที่ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างความอับอายให้แก่ยุโรปถือเป็นเรื่องน่าทึ่ง เขากล่าวด้วยว่า ขณะที่ทุกคนหวังให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความปั่นป่วนให้กับยูเอ็น แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของหลายคน
"การล็อบบี้ของสหรัฐฯ ต่อร่างมติของยุโรปและยูเครนเป็นเรื่องสกปรก มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะตัดความช่วยเหลือต่อชาติที่ไม่เห็นด้วย มันสร้างความน่ารังเกียจในหมู่สมาชิกยูเอ็นจำนวนมาก" เขากล่าว











