ยุโรปจะปกป้องตัวเองได้หรือไม่ หากไม่มีสหรัฐฯ

Ukraine's President Volodymyr Zelensky and US President Donald Trump stand next to each other, turning their heads to look at each other.

ที่มาของภาพ, Ukraine Presidential Press Service

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เรียกร้องให้มีการก่อตั้ง 'กองทัพของยุโรป'
    • Author, รีเบกกา ธอร์น
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวว่ากลุ่มประเทศยุโรปต้องทุ่มเงินทุนเพื่อช่วยเหลือยูเครนในการป้องกันการรุกรานจากรัสเซีย ระหว่างที่เขาเดินทางไปเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง แล้วคำกล่าวนี้มีความหมายอย่างไรสำหรับยุโรป ?

ความเห็นของเฮกเซธที่ผุดขึ้นมากลางวงสนทนาระหว่างผู้แทนของรัสเซียและสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย สื่อถึงยุทธศาสตร์ของทรัมป์ในการยุติสงครามในยูเครน

ภาพอนาคตที่ยุโรปจะต้องรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อความมั่นคงของตัวเอง ถูกสะท้อนผ่านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.พ. ซึ่งเขากล่าวว่ายุโรปจะต้อง "ขยับก้าวครั้งใหญ่ เพื่อจัดหาการป้องกันให้กับตัวเอง"

การเปลี่ยนจุดยืนอย่างรุนแรงของสหรัฐฯ กระตุ้นเตือนเหล่าผู้นำในยุโรปจนทำให้เกิดการประชุมฉุกเฉินที่ปารีสของฝรั่งเศสในวันที่ 17 ก.พ. เพื่อหารือถึงข้อขัดแย้งและเรื่องความมั่นคงของทวีป

นี่นำมาซึ่งคำถามว่า ยุโรปพึ่งพาสหรัฐฯ มากแค่ไหนในเรื่องความมั่นคง และจะสามารถอยู่รอดด้วยตัวเองได้หรือไม่

ทำไมสหรัฐฯ จึงเข้าร่วมกองกำลังกับชาติยุโรปในตอนแรก

Delegates sit at U-shaped table at the Nato conference at Paris in a black and white photo, with the symbol of a globe behind them. From left, Van Acker (Belgium), Dieffenbaker (Canada), Gaillard (France), Adenauer (Germany), Hansen (Denmark), Karamanlis (Greece), Jonasson (Iceland), Zoli (Italy), Spaak (NATO Secretary-General), Bech (Honorary Chairman), Hommel (Luxembourg), Luns (Netherlands), Gerhardsen (Norway), Cunha (Portugal), Menderes (Turkey), Harold MacMillan (Britain) and Dwight D Eisenhower (USA)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวแทนจากประเทศสมาชิกนาโต (Nato) เข้าร่วมการประชุมในปี 1957 ที่ปารีส

องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ก่อตั้งขึ้นในปี 1949 ด้วยจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อป้องกันการขยายอำนาจในยุโรปของสหภาพโซเวียตในอดีต

ขณะนั้นสหรัฐฯ มองว่า ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทหารของยุโรป เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการขยายอำนาจนี้ และให้ความช่วยเหลือในขนาดที่ใหญ่กับบรรดาประเทศยุโรป เพื่อช่วยฟื้นฟูความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สอง

ปัจจุบันนาโตมีสมาชิก 32 ประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งสมาชิกตกลงว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี ประเทศอื่น ๆ ก็ควรช่วยป้องกัน

แต่หลังจากสัปดาห์นี้ โครงสร้างด้านความมั่นคงของยุโรปที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นสมาชิกนาโต แต่เหล่าผู้นำในยุโรปกำลังกังวลว่า พวกเขาอาจจะไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ได้แล้ว ในเรื่องของการส่งความช่วยเหลือมาให้

กลุ่มประเทศยุโรปใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการป้องกันประเทศ ?

Serviceman patrols in front of the Patriot air defence system during Polish military training on the missile systems at the airport in Warsaw, Poland February 7, 2023

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โปแลนด์ คือหนึ่งในประเทศที่ทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงสูงที่สุด

กลุ่มพันธมิตรนาโต ร้องขอให้ประเทศต่าง ๆ สนับสนุนทางการทหารเป็นจำนวนอย่างน้อย 2% ของรายได้ประชาชาติหรือจีดีพี (GDP)

จากการประมาณการของนาโต ในปี 2024 โปแลนด์เป็นผู้ใช้จ่ายมากสุดติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยจัดสรรเงินในสัดส่วน 4.1% ของจีดีพี

เอสโตเนีย ตามมาเป็นอันดับสองจากสนับสนุน 3.4% ของจีดีพี ขณะที่สหรัฐฯ อยู่อันดับสามจากการใช้จ่าย 3.4% เช่นกัน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับที่เคยสนับสนุนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ด้านสหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับเก้า โดยจัดสรรทุนสนับสนุนเป็นสัดส่วน 2.3% ของจีดีพี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักร เดวิด แลมมี เคยระบุว่าสหราชอาณาจักร มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะใช้จ่ายด้านความมั่นคงให้ได้ 2.5% และจะวางแนวทางในการไปถึงเป้าหมายนี้ให้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

ขณะที่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายด้านความมั่นคงของสมาชิกนาโตในยุโรปและแคนาดา อยู่ที่ประมาณ 2.0%.

คามิลล์ แกรนด์ ผู้ช่วยเลขาธิการหน่วยการลงทุนด้านกลาโหมของนาโต บอกกับบีบีซีว่า การเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้บรรดาประเทศยุโรปลงทุนมากขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ

"กลุ่มประเทศยุโรปจ่ายน้อยเกินไปมาหลายสิบปีแล้ว และตอนนี้พวกเขาต้องรับผลจากการกระทำนั้น"

"นี่เป็นคำขอที่สมเหตุสมผลจากสหรัฐฯ ว่าทำไมบรรดาประเทศที่ร่ำรวยจึงไม่จ่ายมากกว่านี้"

"กองทัพยุโรป" เป็นไปได้ไหม ?

British Prime Minister Keir Starmer and Ukrainian President Volodymyr Zelensky shake hands at the start of their bilateral talks at Mariinskyi Palace on January 16, 2025 in Kyiv, Ukraine

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่าเขา "พร้อมและเต็มใจ" ที่จะเสริมกำลังทหารของสหราชอาณาจักรในยูเครน เพื่อช่วยรับประกันความปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ

นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เรียกร้องให้มีการก่อตั้ง "กองทัพยุโรป" เพื่อตอบสนองความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะถอนความช่วยเหลือ

"พูดกันตรง ๆ ตอนนี้เราไม่สามารถที่จะตัดความเป็นไปได้ในการที่อเมริกาจะปฏิเสธยุโรป เกี่ยวกับปัญหาที่กำลังคุกคามยุโรปอยู่" เขากล่าวเมื่อ 15 ก.พ.

"ผู้นำหลายต่อหลายคนก็เคยพูดถึงประเด็นที่ยุโรปต้องมีกองทัพเป็นของตัวเอง คือ กองทัพยุโรป"

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สนับสนุนแนวคิดที่ยุโรปจะมีกองทัพเป็นของตัวเองมาอย่างยาวนานเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่แนวคิดดังกล่าวถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วโดย กายา กัลลัส หัวหน้าส่วนงานนโยบายด้านการต่างประเทศของสหภาพยุโรป

ริชาร์ด วิตแมน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยเคนต์ บอกกับบีบีซีว่า ขณะที่บรรดาประเทศนาโตในยุโรปมีความมั่งคั่งที่จะสร้างการป้องกันพื้นฐานจากประเทศอย่างรัสเซีย แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดอาจเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ

"ปัญหาที่พวกเขามีก็คือจะรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดมาสื่อสารกันอย่างไร รวมถึงจะสำรวจข้อมูลระยะไกลและเชื่อมต่อกันอย่างไร อย่างระบบดาวเทียม" เขาระบุ

ความสามารถของ "กองทัพยุโรป" ในการป้องกันตนเองจากประเทศอำนาจอย่างรัสเซีย เป็นสิ่งที่ "ไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลย" จากมุมมองของศาสตราจารย์ เอมีเลีย แฮดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์สหราชอาณาจักรและยุโรปศึกษา มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์

"ยุโรป โดยเฉพาะนาโต มีความสามารถในการทำงานร่วมกันในระดับที่สูงมาก มีศักยภาพสูงมาก มีการฝึกอบรมมากมาย" เธอระบุถึงความสามารถของกองทัพประเทศต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกัน

"แต่คุณกำลังขอให้พวกเขากระโดดเข้ามา หลังจากสามปีที่อยู่ข้างสนามมาตลอดตอนที่วิกฤตกำลังคุกรุ่น การมีความพร้อมและมีความมั่นใจว่ายุทโธปกรณ์ไม่ขาดแคลน กำลังพลไม่ขาดแคลน ส่วนที่ต้องประสานการทำงานร่วมกันไม่ขาดแคลน จึงจะทำให้กองทัพยุโรปเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติที่มีประสิทธิภาพ"

ตั้งแต่การก่อตั้งองค์การนาโต ปฏิบัติการทางการทหารขององค์กรนี้ก็เดินตามการนำของผู้บัญชาการทหารกองผสมสูงสุดแห่งยุโรป (Supreme Allied Commander Europe – SACEUR) ซึ่งมักจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ที่ให้ประสบการณ์มากมายในการปฏิบัติการช่วงสงคราม

ศ.วิตแมน ระบุว่า บรรดานายพลในยุโรป ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในระดับนี้ ซึ่งทำให้อาจมีช่องว่างขนาดใหญ่ในศักยภาพของ "กองทัพยุโรป"

A soldier dressed in camo and a green hat crouches while aiming an assault rifle into his the distance

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารราบยูเครนที่เพิ่งถูกส่งไปยังแนวหน้า ฝึกฝนการโจมตีด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิงในสนามซ้อม

นอกจากนี้ อาจมีช่องว่างทางการเมืองที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้ด้วย

"ประเด็นที่สหรัฐฯ นำมาไม่ใช่แค่เรื่องของการรับประกันการช่วยเหลือ พวกเรามีทุกอย่างที่ต้องการในการต่อสู้แล้ว แต่สหรัฐฯ ยังทำให้เห็นเรื่องอำนาจในการดำเนินการในทางปฏิบัติ และคุณยังไม่มีโครงสร้างทางการเมืองที่พอจะเทียบเคียงกันได้ [ในยุโรป] ในการจะทำเรื่องนี้ หรือทำแบบมีส่วนร่วมกันทั้งหมดได้ หากพูดกันตรง ๆ" เขากล่าวเสริม

มันอาจจะนำมาซึ่งความกระอักกระอ่วนในเชิงอำนาจ และนำมาซึ่งคำถามที่ว่าใครเป็นคนนำยุทธศาสตร์การป้องกันยุโรป

ศ.แฮดฟิลด์ ระบุว่าฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศของยุโรป อาจสามารถเป็นผู้เบิกทางใช้โอกาสนี้ในการนำทางยุโรป

แต่พวกเขาก็ต้องตัดสินใจเช่นกันว่าจะแบ่งการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างไร และใครจะต้องแบกรับภาระเยอะที่สุด

อีกปัญหาที่ผู้เชี่ยวชาญชี้คือเรื่อง "เวลา"

"คุณสามารถสร้างดาวเทียมจนปล่อยมันขึ้นสู่อวกาศได้เร็วแค่ไหน" ศ.วิตแมน ตั้งคำถาม "มันไม่ใช่แค่ระดับวัน สัปดาห์ หรือเดือน เรากำลังพูดถึงระยะเวลาเป็นหลักปี"

นี่จึงนำมาสู่คำถามว่า "กองทัพยุโรป" จะมีประโยชน์แค่ไหน กับวิกฤตของยุโรปที่เร่งด่วนที่สุดในยูเครน

"ผมยังไม่ค่อยเชื่อในแนวคิดนี้เท่าไหร่นัก" คามิลล์ แกรนด์ ผู้ช่วยเลขาธิการหน่วยการลงทุนด้านกลาโหมของนาโต บอกกับบีบีซี

ความท้าทายสูงสุดของยุโรปคือ "ความใหญ่และความพร้อม" ของยุโรปเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะจำนวนทหารที่กองทัพมี แต่รวมถึงการเตรียมตัวของพวกเขาในการสู้ศึกที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มี อย่างเช่น การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ โดรน และขีปนาวุธพิสัยไกล"

ในรายงานของ ศูนย์วิทยาศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศเบลเฟอร์ (Belfer Center for Science and International Affairs) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แกรนด์และเพื่อนร่วมงานของเขาระบุว่า "ศักยภาพในการป้องกันยุโรปที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือทรานส์แอตแลนติก ไม่สามารถที่จะสร้างได้ชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีจากความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างต่อเนื่อง"

"เพื่อจะรับรองอิสรภาพและสถานะในระดับโลกของยุโรป และเพื่อรักษาความเป็นผู้นำของอเมริกาในยุคที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน ทั้งยุโรปและอเมริกา ต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบาก"

เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของยุโรป ?

French President Emmanuel Macron welcomes Denmark s Prime Minister Mette Frederiksen before an informal summit of European leaders to discuss the situation in Ukraine at The Elysee Presidential Palace in Paris on February 17, 2025.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประชุมฉุกเฉินถูกจัดขึ้นในปารีส เพื่อหารือก้าวต่อไปของยุโรปในยูเครน รวมถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของทวีป

ช่องว่างด้านศักยภาพของกองทัพยุโรปทำให้หลายคนเป็นกังวลกับคำขู่ของอเมริกาในการถอนความช่วยเหลือด้านความมั่นคง

"มันยากที่จะจินตนาการว่ายุโรปจะมีความมั่นคงทางการทหาร หากปราศจากสหรัฐฯ" ศ.วิตแมน ระบุ

นานาประเทศในยุโรปต้องเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญต่อไป เพื่อให้ไปถึงจุดที่เทียบเคียงกับการมีกองทัพร่วมที่มีความยั่งยืน แกรนด์ ระบุ

นอกจากนี้บางคนก็ยังกังวลว่ารัสเซียจะทดสอบความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ด้วยการมุ่งเป้าไปที่อื่นอีกหรือไม่

"มันเป็นเรื่องเศร้าที่จะบอกว่า ผู้คนเริ่มจะคุ้นชินกับแนวคิดที่ว่ายูเครนจะแตกสลายและพวกเราจะต้องสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขายังไม่คุ้นชินกับความคิดว่า [รัสเซีย] จะบุกโจมตีสวีเดน โปแลนด์ หรือแม้แต่สหราชอาณาจักร ซึ่งนั่นจะเป็นความขัดแย้งในอีกระดับหนึ่งเลย" ศ.แฮดฟิลด์ ระบุ

"นาโตต้องรีบหาคำตอบให้ได้ว่าตัวตนขององค์การจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่มีประเทศที่ร่วมก่อตั้ง"