สำรวจท่าทีผู้นำของโลก พวกเขาต้องการอะไรจากการเจรจาเพื่อยุติสงครามยูเครน ?

Ukrainian soldiers of the 93rd Brigade attend the combat drills outside of the Pokrovsk, Ukraine on February 13, 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

นี่อาจเป็นสัปดาห์ชี้ขาดสำหรับสงครามในยูเครน เนื่องจากมีการจัดการเจรจาแบบเร่งด่วนถึง 2 รอบในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส และกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย

บรรดาผู้นำยุโรปกำลังประชุมกันที่ฝรั่งเศสเพื่อหาทางตอบสนองต่อแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการเปิดการเจรจากับวลาดิเมียร์ ปูตินเพื่อยุติความขัดแย้ง

ส่วนในวันอังคาร เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และมาร์โก รูบิโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดจะพบกันที่กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ยูเครนจะไม่ได้เข้าร่วมในการเจรจาทั้งสองรอบ

รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือน ก.พ. 2022 และปัจจุบันควบคุมพื้นที่มากกว่าหนึ่งในห้าของดินแดนยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้และตะวันออก

ผู้สื่อข่าวบีบีซีจะวิเคราะห์ว่า ชาติมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต้องการอะไรจากสองวันที่เต็มไปด้วยการทูตเข้มข้นดุเดือดนี้

วันจันทร์: ผู้นำยุโรปจะร่วมหารือกันที่กรุงปารีส

สหราชอาณาจักร

โดย แฮร์รี ฟาร์ลีย์ ผู้สื่อข่าวการเมืองในกรุงลอนดอน

เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หวังจะเป็นสะพานระหว่างผู้นำในยุโรปกับทำเนียบขาวของทรัมป์ ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ยุโรปเรื่องงบประมาณทางทหาร

ข้อเสนอของสตาร์เมอร์ในการส่งทหารสหราชอาณาจักรไปยังยูเครน เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทที่เขาต้องการจะทำ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยระบุว่า การตัดสินใจเรื่องเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพเป็นเรื่องของยูเครน แต่จุดยืนนี้เปลี่ยนไปเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ส่งสัญญาณว่าการกลับไปใช้รูปแบบพรมแดนแบบก่อนปี 2014 เป็นเรื่องที่ "ดูไม่สมจริง" มากนัก

ด้วยเหตุนี้ เซอร์เคียร์จึงหวังให้ประเทศยุโรปอื่น ๆ ในที่ประชุมที่กรุงปารีสร่วมมือกันเสนอความช่วยเหลือทางทหารของตนเพื่อสร้างหลักประกันข้อตกลง และป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกยูเครนอีก

ทว่า ขณะที่ตัวนายกฯ สหราชอาณาจักร อยู่ที่ปารีส การถกเถียงในรัฐสภาอังกฤษก็ยังคงดำเนินต่อไปว่าจะต้องใช้งบประมาณกลาโหมเท่าไร

พรรคแรงงานให้คำมั่นว่าจะ "กำหนดแผนงาน" เพื่อเพิ่มงบกลาโหมจาก 2.3% ของจีดีพี ในปัจจุบัน มาเป็น 2.5% แหล่งข่าวทางทหารระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเพิ่มขึ้นที่มีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการกำหนดวันที่ชัดเจนว่าจะปรับเพิ่มเมื่อไร แม้หลายคนบอกว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน

เยอรมนี

โดย ดาเมียน แมคกินเนส ผู้สื่อข่าวเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน

นี่เป็นสัญญาณว่าผู้นำเยอรมนีรู้สึกไม่สบายใจกับแนวทางของทรัมป์ต่อยูเครนมากเพียงใด จนถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ต้องเดินทางไปกรุงปารีสเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ

พรรคการเมืองกระแสหลักล้วนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีการเจรจาสันติภาพโดยไม่มียูเครนหรือสหภาพยุโรปเข้าร่วม ส่วนพรรคขวาจัดและพรรคซ้ายประชานิยมบางส่วนสนับสนุนการเจรจากับปูติน และต้องการยุติการส่งอาวุธให้รัฐบาลยูเครน แต่พรรคเหล่านี้คงไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลเยอรมนีชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร รัฐบาลเยอรมันก็จะยังคงสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน สาเหตุหลักเพราะชนชั้นนำทางการเมืองของเยอรมนีเชื่อว่าข้อตกลงสันติภาพที่ไม่ดี (ซึ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของยูเครน) จะกลายเป็นหายนะสำหรับเยอรมนี

อย่างไรก็ดี ด้วยบทเรียนจากประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 ของเยอรมนี ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงวิตกกังวลเรื่องการขยายกำลังทางทหาร

3 ปี ที่ผ่านมา เยอรมนีลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียได้อย่างมาก และเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างมหาศาล แต่ก็ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจประเทศ จนทำให้การขัดแย้งทางงบประมาณนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล

นักการเมืองจึงพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นยาก ๆ อย่างเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมของนาโตที่อาจต้องเพิ่มขึ้น หรือการส่งทหารเยอรมันไปเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพในยูเครน อย่างน้อยก็จนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งไปก่อน

โปแลนด์

โดย ซาราห์ เรนส์ฟอร์ด ผู้สื่อข่าวยุโรปตะวันออกในกรุงวอร์ซอ

โปแลนด์เป็นผู้สนับสนุนหลักของยูเครนตั้งแต่รัสเซียบุกเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญสำหรับความช่วยเหลือทางทหารและมนุษยธรรมที่เข้าสู่ยูเครน

โปแลนด์ยังคงเน้นย้ำด้วยว่า ต้องไม่ปล่อยให้รัสเซียชนะสงครามที่ก่อขึ้น เพราะความมั่นคงของทวีปยุโรปทั้งหมดกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้โปแลนด์จึงไม่สบายใจที่ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้องหลัก ๆ ของรัสเซียก่อนที่จะเริ่มการเจรจา ในขณะที่โปแลนด์มองว่ารัสเซียเป็นผู้รุกรานและเป็นภัยที่อันตราย

เหตุผลที่โปแลนด์ยอมทุ่มงบประมาณทางทหารสูงถึงประมาณ 5% ของจีดีพี ก็เพราะมองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคาม และเห็นด้วยกับสหรัฐฯ ว่าประเทศในยุโรปที่เหลือก็ควรทำเช่นเดียวกัน

ระหว่างทางไปประชุมที่ปารีส โดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ว่า "ถ้าเราชาวยุโรปไม่ยอมทุ่มงบประมาณทางทหารในตอนนี้ เราจะต้องใช้เงินมากกว่านี้ 10 เท่า หากเราป้องกันไม่ให้สงครามขยายวงลุกลามไม่ได้"

เมื่อถามคำถามเรื่องการส่งทหารโปแลนด์ไปยังยูเครน เพื่อช่วยดูแลการหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลแสดงท่าทีอย่างระมัดระวัง โดยในขณะนี้แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย

กลุ่มประเทศนอร์ดิกและบอลติก

โดย นิค บีค ผู้สื่อข่าวยุโรปในโคเปนเฮเกน

เดนมาร์กจะเป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิกเพียงประเทศเดียวที่ร่วมการประชุมวันจันทร์ แต่ทางนักการทูตยุโรประบุว่า เดนมาร์กจะเป็นตัวแทนของประเทศกลุ่มบอลติกทางตะวันออกด้วย ได้แก่ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ซึ่งทั้งหมดมีพรมแดนติดรัสเซียและรู้สึกเสี่ยงกับการโจมตีของปูตินในอนาคต

แรงสั่นสะเทือนจากการได้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองเริ่มส่งผลแล้วในเดนมาร์ก

ความต้องการของทรัมป์ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์อีกครั้ง ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก ทำให้นายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน ต้องเร่งเดินสายพบผู้นำยุโรปเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อขอแรงสนับสนุน

และในวันจันทร์นี้ที่กรุงปารีส เฟรเดอริกเซนก็ต้องมาเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินอีกครั้ง เพื่อรับมือกับการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของทรัมป์

จนถึงขณะนี้ เฟรเดอริกเซนยังไม่ได้ให้คำมั่นแบบสตาร์เมอร์ว่าจะส่งทหารเข้าพื้นที่ยูเครน

มีรายงานจากสื่อเดนมาร์กว่า ทรูลส์ ลุนด์ โพลเซน รัฐมนตรีกลาโหม ระบุว่า เขาไม่ปิดกั้นความคิดนี้ แต่บอกว่ายังเร็วไปที่จะพูดถึง

ฝรั่งเศส

โดย แอนดรูว์ ฮาร์ดิง ผู้สื่อข่าวประจำกรุงปารีส

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เรียกประชุม "ไม่ใช่การประชุมสุดยอด" ตามที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสย้ำ แต่เป็นการหารือไม่เป็นทางการวันจันทร์ เพื่อให้ชาติยุโรปร่วมกันวางแนวทางตอบสนองต่อสหรัฐฯ ที่กำลังแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อยุโรปมากขึ้น รวมถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ทำเนียบขาวกำลังเจรจาอย่างรวดเร็วกับรัฐบาลรัสเซีย

"ชาวยุโรปในขณะนี้ยังไม่เป็นเอกภาพ แต่การประชุมสุดยอด (นี้) ในกรุงปารีสอาจเป็นจุดเริ่มต้น… เราพร้อมหรือยัง ? คำตอบคือยัง แต่เราจะเตรียมตัวได้ไหม ? คำตอบคือได้" ฟรองซัวส์ ไฮส์บูร์ก ผู้เชี่ยวชาญการทหารชาวฝรั่งเศสซึ่งคร่ำหวอดมายาวนานให้ความเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นของยุโรปที่จะร่วมมือกันเพื่อเตรียมกองกำลังรักษาสันติภาพสำหรับยูเครน

"ขณะนี้มีสายลมแห่งความเป็นเอกภาพพัดผ่านยุโรป ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยการระบาดของโรคโควิด-19" ฌอง-โนแอล บาร์โรต์ นักการทูตอาวุโสของฝรั่งเศสระบุ

บรรยากาศในฝรั่งเศส ชนชาติที่มักระมัดระวังต่อการเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่แล้ว ยิ่งเต็มไปด้วยความกังวลมากขึ้น เมื่อสื่อพาดหัวเตือนเรื่อง "ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์-ปูติน" (Trump-Putin axis) ที่อาจทำให้ยุโรปถูกละเลยหรือ "ถูกทอดทิ้ง" ในสงครามยูเครน

"เราควรจะอยู่ในภาวะฉุกเฉินทั่วทั้งยุโรป" โดมินิก เดอ วิลแปง อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสกล่าวเตือนในการแถลงข่าวครั้งหนึ่ง โดยระบุว่าทรัมป์กำลังแสดงท่าที "หยิ่งยโส" ด้วยความพยายาม "ปกครองโลกโดยไม่มีหลักการหรือความเคารพใด ๆ"

วันอังคาร: รัสเซียและสหรัฐฯ หารือกันที่ซาอุดีอาระเบีย

รัสเซีย

โดย ลิซา ฟอกท์ สำนักข่าวบีบีซี แผนกภาษารัสเซียในกรุงปารีส

ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญในการเริ่มเจรจายุติสงคราม คือการรับรองดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองอยู่ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และการปฏิเสธคำขอยูเครนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต

ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ต่างปฏิเสธข้อเรียกร้องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง สหรัฐฯ เองก็ระมัดระวังอย่างยิ่งในการหารือถึงสิ่งที่รัสเซียอาจต้องยอมอ่อนข้อ แต่ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่าคาดหวังให้ทั้งสองฝ่าย "ต้องประนีประนอม"

สำหรับรัฐบาลกรุงมอสโก การประชุมที่ซาอุดีอาระเบียคือภารกิจสำคัญ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า เขา "ตั้งใจจะรับฟัง" ข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้งในยูเครนเป็นอันดับแรก

ส่วนยุโรปนั้น รัฐบาลไม่เห็นความจำเป็นที่จะเชิญมาร่วมโต๊ะเจรจา

เป็นที่ทราบกันดีว่าปูตินเรียกร้องให้มีการพูดคุยกับสหรัฐฯ โดยตรงมาเป็นเวลาหลายปี เพราะเขามองว่าสหรัฐฯ เป็นผู้จุดชนวนสงครามในยูเครน และเป็นเพียงชาติมหาอำนาจเดียวที่อยู่ในระดับเดียวกับรัสเซีย

รัสเซียอาจจับตามองถ้อยแถลงของสตาร์เมอร์เกี่ยวกับความพร้อมที่จะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังยูเครน เพราะถือเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่มีการพูดถึงการประนีประนอมของรัสเซีย แทนที่จะเป็นยูเครน

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัสเซียพร้อมยอมประนีประนอมจริงหรือไม่

สหรัฐอเมริกา

โดย แบร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์ จากมารา-ลาโก รัฐฟลอริดา

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลาง จะเป็น "หน้าตา" ของคณะเจรจาสหรัฐฯ ในการประชุมที่กรุงริยาด แต่ดูเหมือนว่าบุคคลหลักที่ส่งอิทธิพลต่อการเจรจากลับอยู่ห่างออกไปประมาณ 11,900 กม. ที่ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา (นัยนี้หมายถึงประธานาธิบดีทรัมป์)

แม้ทรัมป์จะมีภารกิจสาธารณะหลายรายการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ชัดเจนว่า การเจรจากับรัสเซียเกี่ยวกับชะตากรรมของยูเครนเป็นประเด็นที่เขาให้ความสำคัญมากจะอยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับรายงานความคืบหน้าอยู่เสมอ และการเจรจาก็กำลัง "คืบหน้าไปเรื่อย ๆ"

เป้าหมายระยะสั้นของทรัมป์คือ ยุติการสู้รบในยูเครน ส่วนระยะยาวดูเหมือนว่าเขาต้องการให้สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันน้อยลง หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ส่งอาวุธนับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับยูเครน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังผลักดันให้สหรัฐฯ ได้สิทธิในการเข้าถึงแร่หายากในยูเครน เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนหรือเป็นค่าชดเชยสำหรับความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ ได้มอบให้ก่อนหน้านี้

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้อธิบายว่าโฉมหน้าของยูเครนหลังสงครามจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่สร้างความตื่นตระหนกในยุโรปไม่ใช่น้อย

ทรัมป์ย้ำอย่างชัดเจนว่า เขาคาดหวังให้โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน มีส่วนร่วมในการ "หารือ" แต่ไม่ใช่การประชุมที่กรุงริยาด โดยรูบิโอระบุว่าการเจรจาที่ซาอุดีอาระเบียเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยาวนานกว่านี้ ซึ่ง "แน่นอน" จะมียุโรปและยูเครนเข้าร่วมด้วย

แต่คำพูดเหล่านี้อาจไม่ช่วยให้นานาชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ สบายใจขึ้นมากนัก หลังจากได้ฟังถ้อยแถลงของทรัมป์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เพื่อตอบคำถามของบีบีซีเมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวว่า เขาเห็นด้วยในหลักการกับมุมมองของพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ที่มองว่าการกลับสู่พรมแดนก่อนปี 2014 ของยูเครนนั้นดูจะ "ไม่สมจริง" แม้เขาจะคาดว่า ยูเครนอาจได้ดินแดน "บางส่วน" กลับคืนมาบ้าง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าวิธีการแก้ปัญหานี้จะไม่เป็นที่พอใจสำหรับเซเลนสกีและเหล่าผู้นำยูเครนที่เหลือ

ยูเครนไม่ได้ร่วมเจรจา

ดย มาเรียน่า มัตเวย์ชุก บีบีซีแผนกภาษายูเครนในกรุงเคียฟ

ชาวยูเครนรู้สึกว่าชะตากรรมของตนอาจไม่ต่างจากช่วงเดือน ก.พ. 2022 เท่าไรนัก เพราะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ชาวยูเครนต้องการสันติภาพ เพื่อที่จะไม่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงไซเรนหรือตื่นขึ้นมาเพราะมัน และไม่ต้องสูญเสียคนที่รักในสนามรบหรือเมืองแนวหน้าอีกต่อไป

รัสเซียยึดครองพื้นที่ยูเครนเกือบ 25% และการป้องกันของยูเครนต้องแลกมาด้วยชีวิตพลเมืองจำนวนนับหมื่น

ที่ผ่านมา ยูเครนยืนยันมาตลอดว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ก็ตามจะต้องมีการถอนทหารรัสเซียออกจากดินแดนยูเครนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองในปฏิบัติการบุกครั้งใหญ่ครั้งนี้ และคาบสมุทรไครเมียบนทะเลดำที่รัสเซียผนวกไปเมื่อปี 2014 รวมถึงแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ที่รัสเซียสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่หลังปี 2014 เช่นกัน

ชาวยูเครนกลัวกันมากว่าจะได้สันติภาพคล้ายกับปี 2014 หรือ 2015 ซึ่งแม้จะมีการหยุดการสู้รบครั้งใหญ่ได้ แต่การปะทะตามแนวชายแดนก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและยังมีผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ หากไม่มีหลักประกันความมั่นคงใด ๆ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามรอบใหม่ในอีกสิบปีข้างหน้า

"ยูเครนมองว่าการพูดคุยใด ๆ เกี่ยวกับยูเครนโดยไม่มียูเครนเป็นการพูดคุยที่ไม่มีผลลัพธ์ และเราไม่สามารถยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวกับเราที่ไม่มีเราอยู่ด้วย" ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวถึงการประชุมระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย

ไม่ว่าการเจรจาสันติภาพจะออกมาในรูปแบบใด ชาวยูเครนก็ต้องการมีส่วนตัดสินอนาคตของประเทศตนเอง

คนจำนวนมากมองว่า ข้อตกลงก่อนหน้านี้กับรัสเซียเหมือนเป็นการปูทางไปสู่การบุกครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้น ความกลัวของชาวยูเครนคือ การตกลงกันลับหลังพวกเขาอาจนำไปสู่การทำสงครามรอบที่สามในอนาคต