บทบาทนายกฯ “เซลส์แมน” ใน “วิกฤตต้มกบ”

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ผู้ประกาศตัวเป็น “เซลส์แมนประเทศไทย” กำลังสวมบทบาทหลักในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 โครงการสำคัญของรัฐบาล
ในประเทศ... เขาบอก “ประชาชนที่รอคอยอยู่” ว่าจะเดินหน้าผลักดันโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) 10,000 บาท ภายใต้วงเงินรวม 5.6 แสนล้านบาท โดยเชื่อว่าโครงการนี้เป็น “เครื่องจักรอันใหญ่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ”
นอกประเทศ... เขาเดินสายขายโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) หรือสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ด้วยความคาดหวังว่าโครงการนี้จะมีบทบาทสำคัญในการ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” สร้างอาชีพ-รายได้-พัฒนาพื้นที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม 2 โครงการสำคัญของรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศเหมือนกัน คล้ายถูกอธิบายด้วยบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
ประชาชนชาวไทยได้ยินแกนนำรัฐบาลตอกย้ำว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤต” และเป็น “วิกฤตต้มกบ” จึงจำเป็นต้องมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต่างจากชาวต่างชาติได้รับคำชี้ชวนให้เชื่อมั่นว่าไทยเป็นดินแดนน่าลงทุน
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หรือ “หมอมิ้ง” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องเปิดตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเลคเชอร์ตัวเลขทางเศรษฐกิจและตอบสารพัดข้อซักถามของผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล โดยบีบีซีไทยเข้าร่วมด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“วิกฤตต้มกบ”
ไม่ว่าใครที่พบ-เจอบุคคลระดับนำของรัฐบาล คำถามแรก ๆ ที่ยิงใส่พวกเขา คงหนีไม่พ้น ดิจิทัลวอลเล็ตจะได้กี่โมง ติดขัดอะไร?
“ไม่ติดอะไร” นพ.พรหมินทร์ ตอบทันควัน ก่อนกล่าวว่า แม้ดูเหมือนมีข้อท้วงติง แต่มันจะบางลงเรื่อย ๆ เพราะความจำเป็นของเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้น หมอมิ้ง ได้หยิบยกสารพัดตัวเลขขึ้นมาสนับสนุนสถานะเศรษฐกิจไทยที่เขาบอกว่า “อยู่ในภาวะเหมือนกบต้ม” และ “กว่าจะรู้ตัวก็ตายเสียแล้ว”
ทฤษฎีกบต้ม (The Boiled Frog Phenomenon) นำเสนอโดย โนเอล ทิกี้ นักวิชาการชาวอเมริกัน ที่พยายามอธิบายว่า เหตุใดวิกฤตเศรษฐกิจในหลายประเทศค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นโดยประชาชนไม่ทันรู้ตัว จึงไม่สามารถป้องกันหรือกระโดดหนีจากวิกฤตได้ทัน เปรียบเหมือนกบที่อยู่ในน้ำเย็นที่ค่อย ๆ อุ่นขึ้น แทนที่จะกระโดดหนีจากหายนะ กบกลับไม่รู้สึก และปรับตัวทนต่อน้ำอุ่น น้ำร้อน และเมื่อน้ำเดือด กบก็หนีไม่ทัน กลายเป็น "กบต้ม"
นักเศรษฐศาสตร์ชาวไทยและนักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) งัดทฤษฎีนี้ขึ้นมาใช้อธิบายภาวะเศรษกิจไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ย. 2566 หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ของปี 2566 ขยายตัวเพียง 1.5% และปรับลดประมาณการณ์จีดีพีปี 2566 เหลือ 2.5% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5-3%

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
นพ.พรหมินทร์ เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ออกมาสื่อสารอย่างแข็งขันเรื่อง “วิกฤตต้มกบ” มารอบนี้ เขาใช้ 4 ตัวเลขสนับสนุนฐานคิดของตัวเอง
- จีดีพีไทย “โตช้า” ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 (ปี 2557-2562 โตเฉลี่ย 3%) และหลังโควิดก็ “ฟื้นช้า” ที่สุดในอาเซียน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินตัวเลขจีดีพีทั้งปีโตแค่ 1.8% แปลว่ายังไม่ถึงช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งจีดีพีอยู่ที่ 2.2% “ตอนนี้จึงถือว่ายังจมน้ำอยู่” และเป็น “วิกฤตต่อเนื่อง”
- สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีเฉลี่ยอยู่ที่ 23.6% (ปี 2557-2562) ต่ำกว่าอินโดนีเซีย, เวียดนาม, เกาหลีใต้, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ “ตัวเลขนี้กำลังบอกว่าหากการลงทุนน้อยกว่าจีดีพี แปลว่าจะถดถอยลง”
- อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 4 เดือน
- การปล่อยกู้จากธนาคารตกต่ำลงหรือปล่อยกู้ไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินกังวลเรื่องหนี้สูญ เช่นเดียวกับการระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรที่ต่ำลง ทำให้เกิดวิกฤตสภาพคล่อง (Liquidity Crisis) คือเม็ดเงินในระบบไม่พอ และเป็นสัญญาณว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) กำลังมีปัญหา
“โครงสร้างเศรษฐกิจของเราโตเฉพาะส่วนบน จึงต้องอัดฉีดเงินไปในระบบทั้งระบบ เพราะตอนนี้ขาดสภาพคล่อง จึงต้องใช้คนเป็นเครื่องจักรในการใช้เงิน” เลขาธิการนายกรัฐมนตรีขมวดประเด็น เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่นายกฯ ให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็น “เครื่องจักรอันใหญ่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ”
“วิกฤตหรือไม่วิกฤต รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจ”
หมอมิ้ง ยังพาดพิง 3 สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจของไทย ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สศช. และ สศค. ว่า “คาดการณ์ผิดตลอด” เมื่อคาดการณ์ดีเกินความเป็นจริง ก็จะบอกว่าไม่วิกฤต
เขาฉายสไลด์ประกอบการสนทนาซึ่งใช้หัวข้อว่า “เศรษฐกิจไม่วิกฤต แต่ทายผิดทุกไตรมาส” ก่อนระบุว่า การคาดการณ์ 8 ครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (2565-2566) มีการปรับเป้ามาโดยตลอด หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ความเป็นจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย” แนวโน้มของเศรษฐกิจไม่ตรงตามที่แต่ละสำนักคาดการณ์ แต่หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้มีการเติบโต ซึ่งต้องใช้หลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
นพ.พรหมินทร์ ย้ำ 4 คำสำคัญในการออกกฎหมายกู้เงิน ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 53 นั่นคือ “เร่งด่วน-ต่อเนื่อง-แก้วิกฤตประเทศ-ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ทัน”
ในทัศนะของอดีตหมอ-ผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมือง วินิจฉัยว่า ดิจิทัลวอลเล็ตเป็นการปั๊มหัวใจให้ประชาชนที่ยากลำบากให้สามารถดำเนินชีวิตต่อได้ และเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน ทำให้ภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจดีขึ้นต่อเนื่อง “หากไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยก็เหมือนกับกบต้มที่รอวันตาย”
แต่ดูเหมือนการตีความคำว่า “วิกฤต” ของรัฐบาล จะสวนทางกับแทบทุกภาคส่วนของสังคม
“คำว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต เป็นคำที่รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่ใครอื่นมาตัดสินใจ ไปดูในรัฐธรรมนูญได้ วิกฤตคือคนเดือดร้อน สุดท้ายสภาเป็นคนตัดสิน การใช้พระราชบัญญัติคือการที่มอบอำนาจให้กับประชาชน ให้ตัวแทนประชาชนตัดสิน” หมอมิ้ง ตอบ
ถึงที่สุดแล้วการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นยาที่ตรงกับโรคเศรษฐกิจที่จะเป็นอยู่หรือไม่?
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อหมอไหน หมอที่จะนั่งเฉยแล้วปล่อยให้คุณมีปัญหาตกต่ำ หรือคุณจะเอาหมอที่เคยแก้ปัญหาให้คุณแล้ว” นพ.พรหมินทร์ ผู้เป็นเลขาธิการนายกฯ 2 ยุค ทักษิณ-เศรษฐา ตอบ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
ป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่บริหาร
ผ่านมาเกือบ 3 เดือน นับจากนายกฯ เศรษฐา แถลงหลักเกณฑ์โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อ 10 พ.ย. 2566 จนถึงขณะนี้สาธารณชนยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงการนี้
เช่นเดียวกับ “กลุ่มเป้าหมาย” คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ผู้มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท รวม 50 ล้านคน ที่ยังรอคอยความชัดเจนว่าจะได้เงินหมื่นเมื่อไร หลังเจอ “โรคเลื่อน” มาแล้วหลายรอบ จากเคยประกาศว่า เริ่มแจกเดือน ก.พ. ขยับเป็น เม.ย. ขยับเป็น พ.ค. และล่าสุด จุลพันธ์ อมรวิวิฒน์ รมช.คลัง ยอมรับว่า ไทม์ไลน์ “ขยับไปแล้วจากเดิม พ.ค. นี้” แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งทำ และจะเดินหน้าให้เร็วที่สุด
เอกสารสำคัญที่ประชาชนมีโอกาสเห็น กลับเป็น “(ร่าง) ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กรณีการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet" จำนวน 117 หน้า ที่อ้างว่าเป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ผลสะเทือนจากปม “เอกสารหลุด” ในช่วงกลางเดือน ม.ค. ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัลต้องสะดุดหยุดลงเกือบเดือน เพื่อรอสิ่งที่ จุลพันธ์ เรียกว่า “ข้อเสนอแนะที่ยังมาไม่ถึงของ ป.ป.ช.”
จากการหารือร่วมกันระหว่าง รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 5 ก.พ. เห็นตรงกันว่า ควรมีการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า
“เราจะเดินหน้าแล้ว จะมีการพูดคุยกันสัปดาห์หน้า” และ “ต้องทำงานคู่ขนานไปเลย” จุลพันธ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ขณะที่เลขาธิการนายกฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ต ปฏิเสธ ไม่รู้-ไม่เห็นว่า “เอกสารที่ออกมาในหน้าสื่อ” มาจากไหน แต่คาดว่าเขาน่าจะได้อ่านโดยละเอียด จึงสวนกลับตามสไตล์ "นายกฯ น้อย"
“อ้างมา แล้วตัดสินให้เราเสร็จว่าไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยอ้างทฤษฎีหนึ่งว่าถ้าวิกฤต ตัวเลขจีดีพีต้องติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน”
“ยังไม่ทันทำ ก็บอกว่าผิดแล้วหรือ”
“อำนาจในการบริหารประเทศและการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอำนาจของรัฐบาล ก็ต้องถามกลับว่า ป.ป.ช. มีหน้าในการตรวจสอบ ไม่ใช่หน้าที่ในการบริหาร ซึ่ง ป.ป.ช. สามารถที่จะเสนอแนะความเห็นมาได้ เราก็จะรับฟัง”
ไม่คิดบ้างหรือว่าข้าราชการอาจกลัวติดคุก เหมือนโครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่ง ป.ป.ช. ส่งเอกสารข้อเสนอแนะท้วงติงมา แต่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อ จนถูกฟ้องคดีทุจริต-มีอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการประจำต้องติดคุกจริง
“จะติดได้ยังไง คนที่รับผิดชอบคือรัฐบาล mandate (ได้อาณัติ) คือการออกกฎหมายโดยสภา จะติดคุกได้ไง ถ้า พ.ร.บ. ตก ก็คือจบ ก็คือประชาชนไม่เห็นชอบ คราวหน้าก็อย่าเลือก เราก็ต้องมั่นใจสิครับว่าไปได้” แกนนำรัฐบาล 314 เสียง ระบุ
ไม่ว่าถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการปรับรายละเอียดโครงการใหม่ ลดกลุ่มเป้าหมายเพื่อลดงบประมาณ หรือถามหาความชัดเจนของวัน-เวลาที่ประชาชนจะได้เงินหมื่น
คำตอบเดียวที่ออกจาก หมอมิ้ง คือ “นายกฯ ประกาศไว้อย่างไรก็อย่างนั้น” และ “หน้าที่ของเราคือทำให้ได้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
เดินสายขาย “แลนด์บริดจ์”
ในจังหวะที่รัฐบาลเพื่อไทยยังไม่อาจผลักดันนโยบายสำคัญตามที่รณรงค์หาเสียงเอาไว้ให้ผลิดอก-ออกผล บทบาทที่ นายกฯ คนที่ 30 ดูจะพึงใจเป็นพิเศษ หนีไม่พ้น การเดินสายไปพบปะพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลและผู้นำภาคธุรกิจทั่วโลก
รัฐบาลเปิดตัวว่าจะเป็น “รัฐบาลที่เชิญชวนให้มีการลงทุนและน่าลงทุน”
เศรษฐา อดีตซีอีโอภาคธุรกิจ ผู้ครองเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหาร ประกาศตัวเป็น “เซลส์แมนเบอร์ 1 ประเทศไทย” กำหนดภารกิจของตัวเองไว้ว่า “ต้องขายสินค้าดี ๆ ของไทย และขายความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย” รวมถึงทลายข้อติดขัดทางกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
แลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน เป็นอภิมหาโปรเจคต์ที่นายกฯ ไทยพกติดตัวไปต่างแดน ไม่ว่าเจอใคร เวทีไหน เขาป่าวประกาศว่าไทยกำลังสร้างเส้นทางคมนาคมใหม่รองรับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น จากเดิมต้องไปผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งแออัด
“นายกฯ ไปแจ้งให้ทราบว่ามีโอกาสแบบนี้ ใครสนใจมาลงทุนไหม ถ้าคุณมาลงทุนแล้วอยากได้การใช้งานแบบไหนบ้าง เราก็มีตุ๊กตาใหญ่ ๆ เพื่อเชิญชวน... พอนำเสนอแล้ว คนสนใจเกินคาด” นพ.พรหมินทร์ กล่าว
เลขาธิการนายกฯ อ้างว่า มีนักลงทุนจากต่างประเทศรายหนึ่งที่เคยลงทุนด้านก่อสร้างมาแล้ว แจ้งว่ามีศักยภาพในการร่วมลงทุน 30-40% แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เช่นเดียวกับท่าทีของรัฐบาลจีน โดย หวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน ที่บอกว่า เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่จีนให้ความสำคัญมาก เพราะจะได้ประโยชน์จากการขนสินค้า และยังเร่งรัดให้ไทยสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อกับรถไฟจีน-ลาว-ไทย-สิงคโปร์ โดยถือเป็น “เส้นทางกลาง” เชื่อมเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง รัฐบาลจีนต้องการให้ไทยไปนำเสนอแผนงานให้ชัดเจน
ประเด็นที่มีผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองวิจารณ์คือ ในขณะที่ เศรษฐา เดินสายขายแลนด์บริดจ์ให้บรรดานักลงทุนต่างชาติ และประโคมข่าวว่าคนนั้นคนนี้สนใจ แต่ดูเหมือนคนในประเทศไม่ได้รับข้อมูล-ข่าวสาร-รายละเอียดของโครงการเท่าที่ควร หรือไปถึงขั้นยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจนและตรงกับรัฐบาล
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ สส.ก้าวไกล ซึ่งเป็น กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมใจกันลาออกเมื่อ 12 ม.ค. เพราะไม่ต้องการร่วมลงมติรับรองรายงานที่พวกเขามองว่า “ไม่สมบูรณ์” โดยขาดข้อมูลสำคัญ ๆ อาทิ ข้อมูลสินค้าถ่ายลำ (Transshipment), ความคุ้มค่ากับการลงทุน, ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
แม้แต่ภายในพรรค พท. เอง ก็ไม่มีการพูดถึงโครงการนี้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าแลนด์บริดจ์กลายเป็นโครงการขายในโรดโชว์ของนายกฯ ไปได้อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.พรหมินทร์ อธิบายว่า กระทรวงคมนาคมเป็นคนเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เมื่อรัฐบาลศึกษาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าเป็นโอกาสดี จึงแจ้งให้นานาชาติทราบว่ามีโครงการเช่นนี้
“จะบอกว่าคนในประเทศไม่รู้คงไม่ได้ เพราะสื่อนำเสนอไปหลายที เราไปดูพื้นที่แล้ว ขนาดคนที่เดือดร้อนก็ยังมายื่นหนังสือให้รัฐบาลไปศึกษาให้แน่ชัดได้” เขาแย้ง
ด้วยมูลค่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลักล้านล้านบาท ที่รัฐบาลไทยเชื้อเชิญนักลงทุนมาร่วมประมูลแบบนานาชาติ (International Bidding) นพ.พรหมินทร์ ยอมรับว่า ท้ายที่สุดคงต้องมีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ ประกอบด้วย หน่วยงานด้านการขนส่ง การก่อสร้าง การลงทุน และการต่างประเทศ
ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ “นายกฯ เซลส์แมน”
ท่ามกลางสารพัดกิจกรรม-คำแถลง-ภาพข่าวการปรากฏตัวของผู้นำรัฐบาลตามจุดต่าง ๆ ของแผนที่โลก นักวิจารณ์บางส่วนถามหาผลงานที่เป็นรูปธรรม-จับต้องได้
นพ.พรหมินทร์ ก็ได้ยินเสียงค่อนขอดนี้ จึงจงใจปรารภดัง ๆ ว่า “หลายคนบอกว่ารัฐบาลไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เวลาดูต้องดูทั้งชุด ดูภาพรวมก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น”
หนึ่งในผลงานในรอบ 5 เดือนของรัฐบาล ที่เขาภูมิใจนำเสนอคือ “ควิกวิน” การท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) ให้นักท่องเที่ยวจาก 4 ประเทศ/เขตปกครอง และมีแผนขยายสนามบิน ส่งให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยในปี 2566 จำนวน 28 ล้านคน ทะลุจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 25 ล้านคน
แต่ทว่ารายได้จากการท่องเที่ยวยังพลาดเป้าไปถึง 4 แสนล้านบาท ตามการเปิดเผยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า การท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ประเทศรวม 1.2 ล้านล้านบาท หย่อนจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.6 ล้านล้านบาท
“เอาละ เอาคนเข้ามาก่อน ถ้าคนเข้ามา รายได้จะเพิ่มยังไง ตัวคนนี่สำคัญอยู่ ถ้าเขาเข้ามาแล้ว ทำอย่างไรให้อยู่ยาว” นพ.พรหมินทร์ กล่าวหลังถูกขัดคอว่าแม้ยอดคนทะลุเป้า แต่รายได้ยังหย่อนจากเป้าหมาย โดยอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท จากเป้า 1.6 ล้านล้านบาท

ที่มาของภาพ, Chinese Embassy Bangkok
เลขาธิการนายกฯ ชวนมอง ภาพที่ใหญ่กว่า และชี้ว่าจุดเด่นไทยคือ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเดินนโยบายต่างประเทศในฐานะผู้สร้างบทบาทสำคัญในการ “ผลักดันสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน” (Active Promoter of Peace and Common Prosperity) และ “พยายามไม่เป็นศัตรูกับฝ่ายไหนเลย”
“ในมิติด้านต่างประเทศ ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดคือประเทศไทยกลายเป็นสถานที่ที่ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน” นพ.พรหมินทร์ ระบุ
กรุงเทพฯ ถูกเลือกใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมลับระหว่าง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กับ หวัง อี้ สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.ต่างประเทศจีน เมื่อ 26-27 ม.ค. ท่ามกลางการทำสงครามการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจจากคนละซีกโลกที่ยืดเยื้อมาหลายปี
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ และจีน ได้เข้าพบและหารือกับนายกฯ เศรษฐาในช่วงที่เดินทางมาเยือนไทยด้วย
เช่นเดียวกับการมาเยือนของ ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีเยอรมนีครั้งแรกในรอบ 22 ปี ซึ่ง นพ.พรหมินทร์ บอกว่า “พอเราเป็นประชาธิปไตย คนอื่นก็อยากคบค้า” เยอรมนีถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยสูง และเป็นผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ผลที่ตามมา หลังการเดินสายไปต่างแดนของ “นายกฯ เซลส์แมน” ซึ่ง นพ.พรหมินทร์ หยิบยกบางส่วนมาตอกย้ำว่ามีผลงานเป็นรูปธรรมคือ
- ญี่ปุ่นประกาศใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยในช่วง 5 ปีนี้ จะมีบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น 4 ราย มาลงทุนในไทยเพิ่มเติมมูลค่ารวม 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย โตโยต้า 5 หมื่นล้านบาท, ฮอนด้า 5 หมื่นล้านบาท, อีซูซุ 3 หมื่นล้านบาท, มิตซูบิชิ 2 หมื่นล้านบาท
ดีลนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่นายกฯ เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง 14-18 ธ.ค. 2566 โดยนายกฯ จัดคิวหารือกับ 7 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น
- 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประกอบด้วย อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส (Amazon Web Services - AWS), ไมโครซอฟท์, กูเกิ้ล สนใจขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
นี่คือผลพวงจากการไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่ประเทศสหรัฐฯ ระหว่าง 12-19 พ.ย. 2566 โดยนายกฯ จัดคิวหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคชั้นนำ
เลขาธิการนายกฯ ชี้ว่า รูปธรรมที่เกิดขึ้นจากการทำงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลเศรษฐาคือ การท่องเที่ยว, การเจรจาการค้า และการเดินสายไปต่างประเทศของนายกฯ และการมีแขกต่างประเทศมาเยือนไทย ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นี่คือบทสรุปของการทำหน้าที่ “นายกฯ เซลส์แมน” ในรอบ 5 เดือน จากสายตาของคนกันเอง











